ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1380 จิตใจของผู้หญิง
ตอนที่ 1380 จิตใจของผู้หญิง
………………..
หลังจากที่จอดรถเอาไว้ที่ลานจอดรถใต้ดินของเวิลด์เทรดเซนเตอร์พลาซ่าแล้วเย่เชียนก็พาเย่หลินกับเย่ห่าวหรานไปที่ลิฟต์และตรงขึ้นไปที่ชั้นห้าเพราะนั่นคือโซนขายเสื้อผ้าผู้ชายและฉินหยูก็ต้องการซื้อเสื้อผ้าให้กับเขา ซึ่งแม้กระทั่งในเวลาว่างฉินหยูก็ยังไม่ลืมเขาซึ่งทำให้เย่เชียนรู้สึกอบอุ่นในใจ
เย่เชียนไม่ค่อยเจาะจงเรื่องเสื้อผ้ามากนักและก็มักจะใส่ชุดแบบสะดวกสบายมากกว่าส่วนเสื้อผ้าแพงๆ และหรูหรานั่นเขาไม่สนใจ อย่างไรก็ตามในสายตาของผู้หญิงแล้วพวกเธอต่างก็หวังว่าจะได้แต่งตัวให้สามีหล่อๆ และไม่ต้องการให้ใครดูถูกตลอดทั้งวัน ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วผู้หญิงเหล่านี้มีหน้าที่ซื้อเสื้อผ้าให้เย่เชียนนั่นเอง
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกเย่เชียนก็มองไปรอบๆ และพบฉินหยูที่ทางเข้าร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์ดังและมีชายสองคนยืนอยู่หน้าฉินหยูซึ่งคนหนึ่งดูน่าเกรงขามและเหมือนว่าพวกเขากำลังคุยกันอยู่
จากนั้นเย่เชียนก็จูงมือเย่หลินกับเย่ห่าวหรานเดินตรงไปที่ด้านข้างของฉินหยูแล้วยิ้มให้เธอและหันไปมองชายสองคนที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งชายที่ดูน่าเกรงขามนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นแกงกะหรี่ที่รุนแรงไปทั่วร่างกายและดูเหมือนว่าชายผิวคล้ำคนนี้จะเป็นหัวหน้า
เห็นได้ชัดว่าเย่หลินได้กลิ่นแกงกะหรี่เธอจึงขมวดคิ้วแล้วถามว่า “แม่คะกลิ่นนี้คืออะไรทำมันเหม็นเหมือนส้วมเลย” เห็นได้ชัดว่าเย่หลินรู้ว่านี่คืออะไรแต่เธอก็ยังพูดออกมาโดยตั้งใจอยู่ดี
เย่ห่าวหรานก็พูดว่า “พี่สาวจมูกมีปัญหาหรือเปล่าเพราะกลิ่นนี้มันเหมือนหนูตายชัดๆ”
หลังจากมองดูเด็กน้อยทั้งสองแล้วฉินหยูก็ลูบหัวของพวกเขาแต่ไม่ได้พูดอะไร ซึ่งชายผิวคล้ำขมวดคิ้วอย่างเห็นได้ชัดและรู้สึกตกใจเล็กน้อยและอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้คาดหวังว่าฉินหยูจะเป็นแม่ลูกสอง อย่างไรก็ตามเมื่อเขามองไปที่เย่เชียนจากหัวจรดเท้าแล้วชายผิวคล้ำก็พูดว่า “โถ่ๆ สาวสวยอย่างคุณแต่งงานกับผู้ชายคนนี้เนี่ยนะ..มันเหมือนกับดอกไม้ที่ติดอยู่ในขี้วัวเลย”
แน่นอนว่าเย่เชียนไม่เคยคิดว่าเขาหล่อขนาดนั้นเพราะเมื่อเทียบกับไป๋ฮวยและหลินเฟิงแล้วรูปลักษณ์หน้าตาของเย่เชียนก็ดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดแต่เมื่อเทียบกับชายคนนี้เย่เชียนดูดีกว่ามากแต่กลับเขากลับพูดว่าเย่เชียนเป็นขี้วัว เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ผมไม่อยากรู้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นเพราะงั้นตอนนี้ผมจะให้โอกาสพวกคุณกราบขอโทษภรรยาของผมสามครั้งและยอมรับความผิดพลาดแล้วผมจะแสร้งทำเป็นว่าวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” อันที่จริงพวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรมากเกินไปและมันเป็นเพียงคำพูดยั่วยุเท่านั้นแต่ถ้าหากพวกเขาทำอะไรจริงๆ ล่ะก็ตอนนี้พวกเขาคงจะคลานอยู่บนพื้นไปแล้วและอีกอย่างต่อหน้าฉินหยูแล้วพวกเขาจะไปทำอะไรได้?
ดังที่เย่ห่าวหรานพูดว่าจุดประสงค์ของฉินหยูในการทำแบบนี้ก็เพื่อหวังว่าเย่เชียนจะมาหาเธอเพื่อที่เธอจะได้รู้สึกถึงความปลอดภัยและความสุขนั้น เพราะบางครั้งถึงแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเก่งแค่ไหนและดูแลตัวเองได้แต่เธอก็ยังหวังว่าผู้ชายของเธอจะยืนหยัดเพื่อเธอเมื่อเธอเผชิญกับอันตรายอยู่ดี
ชายผิวคล้ำก็อึ้งไปครู่หนึ่งจากนั้นหัวเราะเสียงดังและพูดว่า “ฮ่าๆ ..ตลกจริงๆ ..นี่เป็นเรื่องตลกที่สนุกที่สุดที่ฉันเคยได้ยินในประเทศจีนเลย..แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร..แกจะให้ฉันคุกเข่างั้นเหรอ? ..แกรู้หรือเปล่าว่ากำลังพูดอยู่กับใคร?”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ในประเทศจีนไม่ว่าแกจะเป็นใครแต่ตราบใดที่แกกล้ามาวุ่นวายกับภรรยาของฉันล่ะก็ในฐานะลูกผู้ชายฉันก็ไม่ยอมแกหรอก..เพราะงั้นอย่ามาพูดทีหลังว่าฉันจะไม่ให้โอกาสแกก็แล้วกันไม่อย่างงั้นแกก็ไม่สามารถออกไปจากประเทศจีนได้หรอกแกเชื่อไหมล่ะ?”
ชายอีกคนก็เย้ยหยันและพูดว่า “คุณครับผมแนะนำให้คุณตัดสินใจอย่างฉลาดจะดีกว่า..เขาไม่ใช่คนที่คุณจะทำให้ขุ่นเคืองได้เพราะเขาคืออาซานลูกชายของเสนาธิการกองทัพประเทศอินเดียเพราะงั้นคุณอย่ามีปัญหากับพวกเราจะดีกว่า”
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “หืม..แล้วมันยังไง..ไม่เห็นจะยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นเลย” จากนั้นเย่เชียนก็พูดอย่างเย็นชาว่า “คนอย่างแกมันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมาก..ตอนแรกฉันก็ไม่อยากจะทำอะไรให้เป็นเรื่องใหญ่เลยแต่ตอนนี้ฉันเริ่มสนใจขึ้นมาจริงๆ แล้ว..เอาเป็นว่าถ้าแกไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แกก็ยกภรรยาของแกให้ฉันยืมเล่นสักสองสามวันก็แล้วกัน”
“ไอ้เวร..” ชายคนนั้นสบถด้วยความโกรธแต่ก่อนที่เขาจะพูดจบเขาก็กระเด็นออกไปและล้มลงกับพื้นอย่างแรง ถ้าเป็นแค่อันธพาลธรรมดาเย่เชียนก็คงไม่จริงจังมากนักแต่สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือคนพวกนี้ที่ชอบใช้ครอบครัวเป็นข้ออ้างและหยิ่งผยองดูถูกคนอื่นเป็นประจำ
เมื่อเห็นแบบนั้นเย่หลินก็ปรบมือของเธอและตะโกนอย่างตื่นเต้น “แบบนั้นแหละเยี่ยมไปเลย..คนแบบนี้สมควรไปลงนรกซะ!” ฉินหยูถึงกับผงะและมองไปที่เย่หลินแล้วตำหนิว่า “นี่ลูกเป็นเด็กเป็นเล็กอย่าพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้สิ” ส่วนเย่ห่าวหรานก็ดูเฉยเมยราวกับว่าเขาไม่สนใจเลยและเอาแต่หยิบเสื้อผ้าที่วางอยู่ในร้านมาดูและศึกษามันราวกับว่าเขากำลังศึกษาสไตล์และเนื้อผ้าและองค์ประกอบต่างๆ อยู่
“แกกล้าทำร้ายฉันงั้นเหรอไอ้โง่!” ชายผิวคล้ำพยายามลุกขึ้นและกำลังจะรีบวิ่งไปหาเย่เชียนด้วยท่าทางสิ้นหวังแต่ลูกน้องของเขาหยุดเอาไว้ จากนั้นเขาก็มองไปที่เย่เชียนแล้วพูดว่า “นี่แกอย่าคิดว่าที่นี่คือเมืองจีนแล้วฉันจะทำอะไรไม่ได้เพราะตราบใดที่ฉันโทรออกฉันก็สามารถฆ่าแกได้ทุกเมื่อแกเชื่อไหมล่ะ?”
“ไม่เชื่อ!” เย่เชียนพุ่งเข้าไปต่อยเขาอย่างแรงและกระเด็นออกไปอีกครั้งแล้วล้มลงกับพื้น “ให้ตายเถอะ!..ไม่มีใครในประเทศจีนที่กล้าขมขู่ฉันหรอก..สงสัยแกจะเบื่อชีวิตมากเลยสินะ!” เย่เชียนเม้มปากแล้วพูดอย่างเกรี้ยวกราดจากนั้นเย่เชียนก็จ้องเขม็งไปที่ชายผิวคล้ำแล้วพูดว่า “รีบเรียกภรรยาของแกมาเดี๋ยวนี้เลย..ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าแกใจกว้างแค่ไหน”
“แกอย่าหนีไปไหนก็แล้วกัน..แกสร้างปัญหานี้ขึ้นมาแกก็ต้องยอมรับให้ได้” จากนั้นชายผิวคล้ำก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและกำลังจะโทรออก ในเวลานี้ฉินหยูก็ดึงเย่เชียนเข้ามาอย่างเงียบๆ แล้วพูดเบาๆ ว่า “เย่เชียนเราไปกันเถอะอย่าไปทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลย” ชายผิวคล้ำคนนี้คืออาซานและเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นมหาวิทยาลัยของฉินหยูและพยายามตามจีบฉินหยูมานาน ซึ่งเขากำลังพยายามล่อลวงฉินหยูอยู่
สมัยนี้บางคนยอมเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนโดยการมอบภรรยาให้กับอีกฝ่าย ยิ่งไปกว่านั้นตัวตนของซูเอ๋อร์ก็ชัดเจนและเขาต้องการที่จะหลอกล่อเย่เชียนด้วยอำนาจของครอบครัวของเขา
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอกเพราะเรื่องนี้ไม่ง่ายอย่างนั้นอีกแล้ว..ผมอยากเห็นจริงๆ ว่าไอ้หมอนี่มันจะทำอะไรได้บ้างแต่คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกคุณก็น่าจะรู้ดีว่าในเมืองเซี่ยงไฮ้นี้ไม่มีใครกล้าทำอะไรผมหรอก”
หากเป็นเพียงอันธพาลธรรมดามันก็คงไม่เป็นไรหากเย่เชียนทุบตีและเตือนพวกเขาแต่เนื่องจากอีกฝ่ายคือซูเอ๋อร์และพ่อของเขาก็มีตำแหน่งทางการดังนั้นเย่เชียนจึงสนใจแทน เมื่อสองวันก่อนตอนที่เย่เชียนอยู่ในค่ายลัทธิมารและเพิ่งได้ยินว่าเจ้าหน้าที่รัฐหลายคนในประเทศอินเดียเป็นคนของนักรบพราหมณ์และเย่เชียนก็เดาว่าพ่อของชายคนนี้ก็น่าจะเป็นเหมือนกันใช่ไหม? ดังนั้นการสอนบทเรียนให้ลูกชายของเขาก็ถือได้ว่าเป็นการตักเตือนแทนลัทธิมารเช่นกัน
มีปรากฏการณ์แปลกๆ ในประเทศจีนมากมายและชาวต่างชาติมักได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าประชาชนคนจีนเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นอาซานยังเป็นลูกชายของเสนาธิการกองทัพประเทศอินเดียอีกด้วยดังนั้นสถานะของเขาจึงสูงเป็นธรรมชาติ ซึ่งเมื่อชายหนุ่มโทรออกแล้วเกิ่งฉางเจียงผู้ว่าการพรรคประจำเทศบาลเมืองเซี่ยงไฮ้ก็รีบมาที่นี่ทันทีพร้อมกับคนของเขาจำนวนมากเพราะในเวลานี้ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับอาซานในประเทศจีนล่ะก็พวกเขาคงไม่สามารถรักษาตำแหน่งทางการเอาไว้ได้อีก ซึ่งเกิ่งฉางเจียงก็โทรศัพท์ไปที่สำนักกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเซี่ยงเพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและเขาก็ไม่กล้าละเลยเขาแม้แต่น้อยดังนั้นเขาจึงรีบขับรถมาที่นี่อย่างรวดเร็วเช่นกัน
อดีตผู้ว่าการพรรคเทศบาลของเมืองเซี่ยงไฮ้อย่างหวังปิงถูกเลื่อนตำแหน่งไปประจำการที่รัฐสภากลางดังนั้นเทศบาลเมืองเซี่ยงไฮ้จึงแต่งตั้งผู้ว่าการคนใหม่
ไม่นานก็มีคนกลุ่มรีบกรูเข้ามาและเกิ่งฉางเจียงก็เดินนำมาตามด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งประมาณยี่สิบคน ซึ่งหลังจากขึ้นไปที่ชั้นห้าแล้วเกิ่งฉางเจียงก็มองไปรอบๆ แล้วเห็นอาซานเขาก็รีบเดินเข้าไป ส่วนอาซานที่กำลังเช็ดเลือดที่ปากด้วยกระดาษทิชชู่อยู่เมื่อเขาเห็นเกิ่งฉางเจียงใกล้เข้ามาเขาก็มองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ การแสดงออกที่ประจบประแจงของเกิ่งฉางเจียงนั้นทำให้เย่เชียนรำคาญอย่างมาก
เจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการไม่ใช่คนของประชาชนหรอกเหรอ? ทำไมคนเหล่านี้ถึงได้แยกเขี้ยวและกางเล็บใส่ประชาชนของตัวเองแต่กลับรับใช้คนต่างชาติมาก ซึ่งเย่เชียนไม่รู้จริงๆ ว่าเกิ่งฉางเจียงคนนี้เข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้อย่างไรเพราะเมื่อเทียบกับหวังปิงแล้วเกิ่งฉางเจียงคนนี้แย่กว่าอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นฉินหยูก็โน้มตัวเข้าไปข้างๆ หูของเย่เชียนและกระซิบถึงตัวตนของเกิ่งฉางเฉียงให้เย่เชียนฟังและเย่เชียนก็พยักหน้าเล็กน้อยและชำเลืองมองเขาและอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งเพราะหัวหน้าทีมตำรวจชุดนี้คือหวังยู่ ซึ่งเมื่อเธอเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสาเหตุของเหตุการณ์คือเย่เชียนอีกครั้งเธอก็กลอกตาไปมาแล้วเดินไปที่ด้านข้างของเย่เชียนและพูดเบาๆ ว่า “นายช่วยอย่าทำให้มันเดือดร้อนจนเป็นเรื่องใหญ่เลย”
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ยักไหล่เล็กน้อยแต่ไม่ได้พูด
จากนั้นอาซานก็ชำเลืองมองเกิ่งฉางเจียงแล้วพูดว่า “คุณคือผู้ว่าการเกิ่งใช่ไหม? ..คุณจัดการตามวิธีของคุณก็แล้วกันแต่ถ้าผมไม่ได้คำอธิบายที่ดีล่ะก็เรื่องนี้ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่แน่”
.