ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1381 จำชื่อฉันเอาไว้
ตอนที่ 1381 จำชื่อฉันเอาไว้
………………..
เกิ่งฉางเจียงขมวดคิ้วโดยไม่ตั้งใจอย่างไรก็ตามเขายังเป็นถึงผู้ว่าการพรรคเทศบาลเมืองเซี่ยงไฮ้แต่อีกฝ่ายพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่หยิ่งผยองและอวดดีซึ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่เนื่องจากตัวตนของอาซานไม่ธรรมดาดังนั้นเขาจึงต้องพยายามระงับอารมณ์เอาไว้เพราะท้ายที่สุดแล้วถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับอาซานในเขตพื้นที่รับผิดชอบของเขาล่ะก็เขาจะต้องรับผิดชอบและเป็นการยากที่จะอธิบายได้อย่างแน่นอน
จากนั้นอาซานก็พูดว่า “คุณต้องอธิบายเรื่องนี้กับผมและต้องทำให้ผมพอใจด้วยไม่อย่างนั้นผมจะแก้ไขมันโดยใช้ช่องทางทางการทูตและถ้าหากข้อพิพาทระหว่างสองประเทศเกิดจากเรื่องนี้คุณจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้หรือเปล่า?”
“อย่ากังวลไปเลยครับคุณอาซานผมจะให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกับคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้และผมจะจัดการอย่างดี” เกิ่งฉางเจียงพูดจากนั้นเขาก็หันไปมองเย่เชียนและเขาก็ตกตะลึงเล็กน้อยไปครู่หนึ่งเพราะเขารู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้หน้าคุ้นๆ แต่เขาจำไม่ได้ อย่างไรก็ตามในเวลานี้เขาไม่สามารถสนใจอะไรได้มากนัก “ผู้กำกับหวังพาตัวผู้ชายคนนี้ไปที่สำนักงานของคุณแล้วจัดการซะ..ถ้าผลลัพธ์ออกมาไม่ดีล่ะก็คุณจะไม่ได้เป็นผู้กำกับสำนักงานกรมตำรวจของคุณอีก” เกิ่งฉางเจียงมองไปที่หวังยู่แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์
หวังยู่ถึงกับผงะไปครู่หนึ่งและอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและเธอก็กำลังจะบอกเกิ่งฉางเจียงให้ชัดเจนถึงตัวตนของเย่เชียนแต่ก่อนที่เธอจะทันได้พูดเกิ่งฉางเจียงก็ขัดจังหวะเธอจนหวังยู่รู้สึกปวดหัว “ผู้ว่าเกิ่งเป็นข้าราชการที่มีอำนาจมากก็จริงแต่การที่คุณจะจับผมไปทั้งๆ ที่ไม่สอบถามเรื่องราวความเป็นมาก่อนแบบนี้มันถูกต้องแล้วเหรอ..นี่คือวิธีการทำงานของคุณสินะ” เย่เชียนพูดอย่างเย็นชา
เกิ่งฉางเจียงถึงกับผงะเล็กน้อยซึ่งวันนี้มันแปลกจริงๆ เพราะชายหนุ่มคนนี้ไม่เกรงกลัวเขาและยังหยิ่งผยองกับเขาอีกซึ่งทำให้เขาตื่นตระหนกและโกรธอย่างมากเพราะเขาเป็นถึงผู้ว่าการเมืองเซี่ยงไฮ้แต่กลับถูกเย้ยหยันแบบนี้ ซึ่งหวังยู่ที่อยู่ด้านข้างก็รีบขยิบตาให้เกิ่งฉางเจียงและเกิ่งฉางเจียงก็เห็นอย่างชัดเจนแต่เขาทำราวกับว่าเขาไม่เห็นอะไรเลยและพูดกับเย่เชียนว่า “จะถามอะไรให้เสียเวลาอีก? ..แกยืนอยู่ตรงนี้แต่เขาได้รับบาดเจ็บเพราะงั้นแกจะกล้าพูดว่าแกไม่ได้ทำเหรอ?”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ใช่!..ผมเป็นคนทำจริงๆ แต่ผมแค่ไม่เข้าใจว่าไอ้พวกสารเลวที่ประจบประแจงชาวต่างชาติที่มาแสดงอำนาจในจีนนั้นทำไปเพื่ออะไร? ..คุณต้องการอะไรกันแน่? ..คุณคิดที่จะปล่อยให้พวกอินเดียมาเหยียบมาวิ่งเล่นในประเทศของเราอย่างสบายใจเฉิบอย่างงั้นเหรอ?”
เกิ่งฉางเจียงก็ตกตะลึงอย่างมากและอดไม่ได้ที่จะแอบคิดว่าบางทีชายหนุ่มคนนี้อาจเป็นเพียงคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวเท่านั้น “ในเมื่อแกยอมรับว่าแกทำอย่างนั้นฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก..เพราะงั้นรอไปที่สถานีตำรวจก่อนแล้วแกจะได้รับอนุญาตให้พูดในสิ่งที่แกต้องการจะพูด” เกิ่งฉางเจียงพูดต่อ “ผู้กำกับหวังทำไมถึงไม่รีบพาตัวเขาไปซะล่ะ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นหวังยู่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่และพูดว่า “ผู้ว่าเกิ่งเราทำอะไรไม่ได้หรอก”
เกิ่งฉางเจียงก็ถึงกับผงะไปครู่หนึ่งและพูดด้วยความโกรธว่า “ทำไมถึงไม่ได้? ..กรมตำรวจของคุณทำงานกันแบบนี้น่ะเหรอ?”
“เสี่ยวยู่เรื่องนี้เธออย่าเข้ามายุ่งเลย..ฉันล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าทำไมผู้ว่าเกิ่งถึงอยู่ในตำแหน่งนี้ได้” เย่เชียนพูด การแสดงออกของเกิ่งฉางเจียงแน่นิ่งไปครู่หนึ่งเพราะชายหนุ่มตรงหน้าเรียกว่าหวังยู่ว่าเสี่ยวยู่ซึ่งดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะไม่ปกติ
จากนั้นเย่เชียนก็พูดว่า “อย่าคิดว่าตำแหน่งของคุณจะสูงส่งไปเลยเพราะต่อให้ใครหน้าไหนจะมาที่นี่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวและต่อยบอดี้การ์ดคนนั้นอย่างแรงแล้วกระชากผมขึ้นมาแล้วพูดว่า “รีบๆ โทรหาภรรยาของแกซะฉันอยากรู้ว่าแกจะใจกว้างมากแค่ไหนกันเชียว”
การกระทำแบบนี้ทำให้เกิ่งฉางเจียงตกใจเพราะนี่มันไม่อวดดีเกินไปเหรอ? จากนั้นเกิ่งฉางเจียงก็ตะคอกด้วยความโกรธว่า “นี่มันอะไรกัน..นี่มันผิดกฎหมายเห็นๆ..ผู้กำกับหวังคุณแน่ใจเหรอว่าต้องการปกป้องเขา?”
“ใครหน้าไหนที่มันกล้าท้าทายเย่เชียนคนนี้ในเมืองเซี่ยงไฮ้กัน? ..แม้แต่พวกตาแก่จากรัฐบาลกลางยังไม่กล้าที่จะทำอะไรผมเลยแล้วนับประสาอะไรกับคุณที่เป็นแค่ผู้ว่าการตำแหน่งเล็กๆ ..คุณมีอำนาจใหญ่โตนักรึไง?” เย่เชียนพูด “ในฐานะผู้ว่าการแล้วสิ่งแรกที่คุณปกป้องกลับไม่ใช่ประชาชนของตัวเองแต่กลับเข้าข้างชาวต่างชาติที่มารุกล้ำอำนาจในประเทศตัวเอง..นี่เหรอทัศนคติของคุณในฐานะข้าราชการและคนของประชาชน?”
‘เย่เชียน..เย่เชียน’ เกิ่งฉางเจียงพึมพำอย่างเงียบๆ สองครั้งในใจและทันใดนั้นเขาก็ตกตะลึงและความกลัวก็เกิดขึ้นในใจของเขาเพราะเป็นความจริงที่ว่าในเมืองเซี่ยงไฮ้นั้นใครก็ตามที่กล้าท้าทายเย่เชียนคนนี้ก็เท่ากับการมองหาความตายอย่างไม่ต้องสงสัยและไม่ต้องพูดถึงเมืองเซี่ยงไฮ้เลยเพราะทั่วทั้งประเทศจีนก็มีเพียงน้อยคนที่กล้าเผชิญหน้ากับเขา
“คะ..คุณเย่..คือ..เรื่องนี้..” เกิ่งฉางเจียงพูดอย่างตะกุกตะกัก “คือว่า..เขาเป็นลูกชายของเสนาธิการกองทัพประเทศอินเดียครับ..ซึ่งถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่นี่มันจะแย่น่าดู”
“นั่นมันก็เป็นเพราะพวกคุณเองที่ปล่อยให้คนนอกเข้ามารุกล้ำประเทศจีนของเราไม่ใช่เหรอ?” เย่เชียนพูด “ผมจะโทรไปรายงานเรื่องของคุณกับเบื้องบนและคุณก็เตรียมตัวอธิบายให้พวกตาแก่ฟังได้เลย” จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองอาซานแล้วพูดว่า “โทรออกเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเกิ่งฉางเจียงแล้วบอดี้การ์ดของอาซานก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเพราะเขาดันไปทำให้คนที่ไม่ควรทำให้ขุ่นเคืองโกรธซะแล้ว ดังนั้นเขาจะกล้าลังเลได้อย่างไรและรีบกดหมายเลขโทรศัพท์ของภรรยาทันทีและเขาก็ไม่ได้บอกว่าเหตุผลคืออะไรแต่บอกให้เธอรีบมา ซึ่งหลังจากเห็นบอดี้การ์ดของอาซานวางสายไปเย่เชียนก็ปล่อยมือจากผมของเขา
เมื่อเห็นแบบนี้อาซานก็ตัวสั่นไม่หยุดจากนั้นเย่เชียนเย่เชียนก็หันไปเหลือบมองเขาด้วยแววตาอาฆาตที่รุนแรงที่ฉายออกมาจากดวงตาของเย่เชียนซึ่งทำให้เขาตัวสั่นด้วยความตกใจดังนั้นเขาจึงรีบปิดปากของเขาทันที แม้แต่เกิ่งฉางเจียงที่อยู่ข้างๆ ยังสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าจากเย่เชียนอย่างชัดเจนและอดไม่ได้ที่จะสั่น ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นเย่เชียนมาก่อนแต่เขาก็เคยได้ยินชื่อเสียงและวีรกรรมของเย่เชียนมามากมายก่อนหน้านี้ นอกจากนี้เมื่อหวังปิงย้ายไปรัฐบาลกลางหวังปิงก็ได้อธิบายและเตือนเขาซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าในเมืองเซี่ยงไฮ้นั้นเย่เชียนคือคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดและเป็นผู้ควบคุมองค์กรใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วยดังนั้นห้ามไปทำให้เย่เชียนขุ่นเคืองเด็ดขาด
ไม่นานนักหญิงสาวที่สวมชุดสูทมืออาชีพก็เดินเข้ามาและถึงแม้ว่าเธอจะไม่สวยมากแต่เธอก็ดูมีเสน่ห์และดูเป็นสาวออฟฟิศมืออาชีพ เมื่อหญิงสาวเดินเข้ามาเธอก็อดไม่ได้ที่จะตกใจเมื่อเห็นเลือดบนปากของแฟนหนุ่มและเธอก็รีบเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง “เซี่ยงหยุนคุณเป็นอะไรไป? ..เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีอะไรมากหรอกเพราะตอนนี้แฟนของคุณบอกว่าเขาไม่ต้องการคุณแล้วและจะยกคุณให้กับผม” เย่เชียนพูดเบาๆ “ผมก็แค่อยากเห็นว่าเขาพูดจริงหรือเปล่าก็เท่านั้น”
เมื่อได้ยินแบบนั้นหญิงสาวก็ตกตะลึงและหันหน้าไปมองเซียงหยุนด้วยสายตาที่ตั้งคำถามแต่เซียงหยุนก็ยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ที่รัก..ช่วยฉันด้วย..ถ้าเธอไปนอนกับเขาฉันก็จะไม่เป็นไร..ขอร้องล่ะ!”
“น่าสมเพชจริงๆ ..นี่แกคิดที่จะยกแฟนของแกให้คนอื่นง่ายๆ อย่างนี้น่ะเหรอ?” เย่เชียนพูดต่อ “มันน่าสมเพชจริงๆ สำหรับผู้ชายที่ทำแบบนี้” เย่เชียนไม่สนใจผู้หญิงคนนี้เลยแม้แต่น้อยแต่เย่เชียนแค่อยากดูการแสดงฉากดีๆ เท่านั้นเอง
เซียงหยุนก็ตกตะลึงไปชั่วขณะและพูดไม่ออกด้วยความละอายใจเพราะเขามีความคิดแบบนี้อยู่ในใจจริงๆ เพราะเขาไปเรียนที่ต่างประเทศและหลังจากกลับจากรับปริญญาเขาก็ได้ร่วมงานกับบริษัทเป็นเวลาหนึ่งเดือนและมีเงินเดือนเพียง 8,000 หยวนเท่านั้นและการซื้อบ้านในเมืองเซี่ยงไฮ้ก็เป็นเรื่องที่ยากมากแต่พอเขาเจออาซานแล้วเขาก็ต้องการประจบประแจงอาซานเพราะบางทีเขาอาจจะประสบความสำเร็จที่แตกต่างออกไปในอนาคตและมันจะสำคัญอะไรถ้าจะเสียสละและโยนศักดิ์ศรีทิ้งไป?
เมื่อเห็นการกระทำของเซียงหยุนแล้วหญิงสาวก็เข้าใจทันทีว่าสิ่งที่เย่เชียนพูดนั้นถูกต้อง “เพลี้ยะ” หญิงสาวตบเซียงหยุนอย่างแรงและพูดด้วยความโกรธว่า “เซียงหยุน!..เราหย่ากัน!” หลังจากพูดจบเธอก็หันหลังและเดินจากไปทันที
การที่ผู้ชายที่เธอรักซึ่งเธอคิดว่าสามารถพึ่งพาเขาได้ตลอดชีวิตกลับมองว่าเธอเป็นเพียงแค่เครื่องมือของหนทางสู่ความสำเร็จของเขาซึ่งทำให้เธอรู้สึกราวกับว่าเธอถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่ได้ไม่รักเขาที่เขาไม่มีบ้านหรือรถและเธอก็รักเขาด้วยใจจริงและอยากที่จะอยู่กับเขาเพื่อช่วยกันเก็บเงินซื้อบ้านด้วยกันแต่ผู้ชายคนนี้กลับไม่รักเธอเลยซึ่งทำให้เธอเสียใจอย่างมาก
เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อยและไม่ได้ห้ามไม่ให้ผู้หญิงจากไปเพราะเซียงหยุนคนนี้ไม่เข้าใจจิตใจของผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองอาซานแล้วเดินเข้าไปต่อยหน้าอาซานและพูดว่า “จำเอาไว้นะอาซานที่นี่คือประเทศจีนและมันไม่ใช่สถานที่ที่แกจะมาทำตัวหยิ่งผยองได้..จำชื่อของฉันเอาไว้ให้ดี..ฉันชื่อเย่เชียน..” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “เพื่อทำให้แกจดจำวันนี้ได้อย่างชัดเจนฉันต้องทำให้แกจำความเจ็บปวดนี้ให้ลึกลงไปถึงกระดูก!”
หลังจากพูดจบเย่เชียนก็เตะอาซานอย่างแรงจนอาซานกระเด็นออกไปล้มลงกับพื้นจากนั้นเย่เชียนก็รีบวิ่งเข้าไปแล้วนั่งคร่อมบนร่างของอาซานพร้อมกับต่อยหน้าอาซานอย่างไม่หยุดยั้งจนอาซานเจ็บปวดจนอยากจะกรีดร้องออกมาแต่สุดท้ายอาซานก็ส่งเสียงไม่ได้และหน้าก็บวมเหมือนหัวหมู
จากนั้นไม่นานเย่เชียนก็หยุดแล้วยืนขึ้นอย่างช้าๆ และมองไปที่เกิ่งฉางเจียงและพูดว่า “ถ้าเบื้องบนถามคุณก็บอกไปได้เลยว่ามันเป็นฝีมือของผมเอง” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็เดินไปข้างหน้าหวังยู่และยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า “อย่าทำงานหนักจนเกินไปล่ะ..รีบกลับมาให้ทันมื้อเย็นด้วย”
หวังยู่ก็พยักหน้าและหันไปหาฉินหยู เมื่อเห็นแบบนั้นฉินหยูก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วก้าวไปข้างหน้าและจับมือของหวังยู่พร้อมกับพูดว่า “น้องสาวยู่รีบๆ มาล่ะเพราะวันนี้เย่เชียนจะทำอาหารให้พวกเรา..ฉันเองก็ไม่ได้กินอาหารฝีมือของเขามานานแล้ว” เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ตกตะลึงและอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วพยักหน้าเบาๆ เพราะเห็นได้ชัดว่าฉินหยูกำลังกดดันเขาเพราะตั้งแต่ที่เธอพูดว่าเขาจะทำอาหารให้พวกเธอเขาก็ต้องทำและมันก็ยากที่จะปฏิเสธได้
ซึ่งหลังจากกล่าวคำอำลากับหวังยู่แล้วเย่เชียนก็เดินจับมือฉินหยูและเย่หลินและเย่ห่าวหรานออกไปและครอบครัวทั้งสี่คนก็เดินลงไปที่ชั้นล่าง แต่ก่อนที่พวกเขาจะลงไปเย่หลินทำหน้าบึ้งใส่อาซานจากนั้นก็ทำท่าทางจะทุบตีเขาแล้วเดินตามเย่เชียนไปอย่างภาคภูมิใจ
.
.
.