ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1382 พ่อเสือกับลูกมังกร
ตอนที่ 1382 พ่อเสือกับลูกมังกร
………………..
เมื่อพวกเขามาถึงรถฉินหยูก็นั่งข้างคนขับแล้วหันไปมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “ฉันขอโทษนะฉันไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องจะออกมาเป็นแบบนี้”
“แม่ไม่ต้องรู้สึกผิดไปหรอกเพราะบางครั้งเราควรจะให้โอกาสผู้ชายแบบนี้ได้พิสูจน์สิ่งต่างๆ บ้าง” เย่ห่าวหรานพูด “นี่คือสิ่งที่คนเป็นสามีควรจะทำ!”
เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “เจ้าหนูทำไมถึงได้พูดมากแบบนี้? ..หนูอ่านหนังสือไปเถอะและต้องจำเอาไว้นะว่าบางครั้งการปิดปากและไม่พูดจะเป็นการดีที่สุดในเวลาแบบนี้..หนูไม่ควรขัดจังหวะพ่อกับแม่เข้าใจไหม?” จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองที่ฉินหยูแล้วพูดว่า “แต่ก็นะสิ่งที่ห่าวหรานพูดนั้นก็ถูกเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณและผมเองก็ไม่ชอบคนแบบนั้นอยู่แล้วและนอกจากนี้ผมเองก็ยังมีปัญหาบางอย่างกับพวกของอาซานเหมือนกันเพราะงั้นถ้าพวกนั้นมายุ่งวุ่นวายกับเราล่ะก็ผมก็มีหน้าที่สอนบทเรียนให้กับพวกนั้นบ้าง”
ฉินหยูพยักหน้าเล็กน้อยเพราะเธอเข้าใจนิสัยของเย่เชียนเป็นอย่างดีและนั่นก็ไม่ผิดเลย ดังนั้นฉินหยูจึงหันไปมองที่เย่เชียนแล้วถามว่า “คราวนี้เธอจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน? ..เธอยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำใช่ไหม?”
“ผมขอพักก่อนเพราะช่วงนี้ผมเหนื่อยมากก็เลยอยากหาเวลาพักผ่อนกับพวกคุณ” เย่เชียนพูด “ฉินหยูผมขอโทษที่ผมไม่ได้อยู่กับคุณเลย”
อันที่จริงบางครั้งเรื่องก็ง่ายมากเพราะผู้หญิงคนหนึ่งให้สิ่งสำคัญกับผู้ชายมามากและบ่อยครั้งที่พวกเธอก็ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ แต่พวกเธอแค่หวังว่าผู้ชายของเธอจะห่วงใยเธอซึ่งจะทำให้เธอพอใจมาก แน่นอนว่าฉินหยูเองก็รู้สึกอบอุ่นในใจของเธอและเมื่อมองไปที่เย่เชียนแล้วดวงตาของเธอก็เป็นประกาย
“ดูคุณสิ..ทำไมคุณถึงได้เป็นแบบนี้ล่ะ” เย่เชียนยื่นมือออกไปเพื่อเช็ดน้ำตาจากหางตาของฉินหยูและพูดว่า “ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะใช้เวลากับคุณให้มากขึ้นในอนาคตนะ” จากนั้นเย่เชียนก็เหลือบมองไปที่เย่หลินและเย่ห่าวหรานแล้วพูดว่า “พวกลูกๆ ทั้งสองคนต้องเชื่อฟังแม่นะเพราะแม่ของหนูเหนื่อยมากเพราะงั้นถ้าหนูไม่เชื่อฟังแม่พ่อจะทำโทษลูกๆ เอง”
“แม่ไม่ได้เหนื่อยกายแต่เหนื่อยใจต่างหากล่ะแล้วใครจะไปทนกับความเหงาได้ตลอดทั้งวันทั้งคืนกัน..พ่อเป็นสามีที่แย่มาก..ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ทำหน้าที่ได้ไม่ดีแต่กลับโยนความรับผิดชอบให้พวกเราอีก” เย่ห่าวหรานกลอกตาไปมาแล้วพูด
“อย่าพูดไร้สาระสิ!”ฉินหยูจ้องไปที่เย่ห่าวหรานและพูดว่า “เป็นเพราะลูกๆ ไม่เชื่อฟังแม่ก็เลยเหนื่อยมากเพราะงั้นถ้าลูกไม่เชื่อฟังแม่อีกในอนาคตแม่จะทิ้งลูกเอาไว้ตามลำพัง”
เย่ห่าวหรานกลอกตาไปมาและหันหน้าหนีไปแล้วพึมพำว่า “กล้าทิ้งก็ลองดูสิ!”
“เพลี้ยะ!” เย่หลินตีหัวเย่ห่าวหรานและพูดว่า “แม่พูดถูกแล้ว..น้องต้องเชื่อฟังแม่ให้มากๆ และอย่าทำตัวแบบนี้อีก!”
เย่ห่าสหรานก็ลูบหัวของเขาแล้วจ้องไปที่เย่หลินและพูดว่า “พี่หยุดตีหัวผมได้แล้ว..ผมจะต้องใช้สมองอีกมากในอนาคตเพราะงั้นถ้าพี่ตีผมมากๆ ผมคงจะสมองเสื่อมกันพอดี”
“ถ้าน้องสมองเสื่อมเดี๋ยวพี่จะเลี้ยงน้องเอง” เย่หลินยิ้มแล้วพูด
“ที่สำคัญกว่านั้นถ้าหากผมกลายเป็นคนโง่สมองเสื่อมล่ะก็ผู้คนจะต้องหัวเราะเยาะพ่อแน่ๆ และบอกว่าจู่ๆ ลูกชายที่เคยเป็นอัจฉริยะกลับกลายเป็นคนที่ไมได้เรื่องเหมือนพ่อ” เย่ห่าวหรานพูด
เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ถึงกับผงะและกลอกตาไปมาและยิ้มอย่างขมขื่นเพราะเด็กคนนี้กำลังตำหนิตัวเองในวิธีที่ต่างออกไป อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็ยังคงมีความสุขอยู่ในใจที่มีลูกชายอัจฉริยะแบบนี้ อันที่จริงพ่อทุกคนก็คงมีความสุขอยู่ในใจและถึงแม้ว่าลูกๆ จะโตเกินวัยเล็กน้อยแต่ก็กังวลว่าพวกเขาจะสูญเสียความสนุกของวัยเด็กไป อย่างไรก็ตามการแสดงที่หลากหลายของเด็กคนนี้ก็ยังคงทำให้เย่เชียนรู้สึกสบายใจเพราะท้ายที่สุดเย่เชียนก็ไม่ต้องการให้ลูกชายของเขาเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องในอนาคตโดยเอาแต่อ้างอำนาจและอิทธิพลของครอบครัวและข่มเหงคนอื่นๆ
หลังจากกลับถึงบ้านเย่ห่าวหรานก็ไม่ได้ตรงไปที่ห้องของเขาเหมือนปกติแต่ช่วยเย่เชียนกับฉินหยูเตรียมผักและอาหารและดูเหมือนครอบครัวที่มีความสุข สำหรับอาหารเย็นเย่เชียนเป็นคนทำอาหารโดยมีเด็กน้อยทั้งสองคนในครัวที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันแต่พวกเขาส่วนใหญ่ซุกซนและยิ่งช่วยเท่าไหร่มันก็ยุ่งวุ่นวายมากเท่านั้น อย่างไรก็ตามบรรยากาศที่ใกล้ชิดและอบอุ่นนี้ก็ทำให้เย่เชียนอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านและมันจะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก?
หลังจากวุ่นวายกันพักใหญ่ในที่สุดอาหารเย็นก็เกือบจะเสร็จและเมื่อเทียบกับเย่เชียนคนเดียวแล้วมันก็ใช้เวลานานกว่าเล็กน้อยแต่เย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเพราะเขามีความสุขมากและเขาก็จำได้อย่างชัดเจนว่าตอนที่เขายังเด็กพ่อของเขาทำอาหารและเขากับพี่และน้องก็ช่วยกันและในครัวก็วุ่นวายอย่างมากและเมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้เขาก็มีความสุขมาก
ไม่นานนักกริ่งที่หน้าประตูก็ดังขึ้นและก่อนที่เย่เชียนจะทันได้พูดเย่หลินก็รีบวิ่งไปเปิดประตู “พ่อคะ..พี่สาวยู่มาแล้ว” เย่หลินตะโกนเสียงดัง
“ทำไมหนูถึงเรียกหวังยู่ว่าพี่สาวล่ะหนูควรจะเรียกเธอว่าป้าสิ” เย่เชียนพูดพลางกลอกตาไปที่หวังยู่ที่กำลังเดินเข้ามาในครัว เมื่อมาถึงหวังยู่ก็พยักหน้าแล้วส่งยิ้มให้ฉินหยู จากนั้นเย่เชียนก็ขยิบตาให้ฉินหยูแล้วฉินหยูก็ก้าวไปข้างหน้าและจับแขนของหวังยู่พร้อมกับพูดว่า “น้องสาวยู่มากินมื้อเย็นกันเถอะ..เดี๋ยวให้เย่เชียนจัดการเตรียมอาหารพวกเราไปนั่งรอกันก่อนดีกว่า”
หวังยู่พยักหน้าและปล่อยให้ฉินหยูควงแขนเธอไปที่ห้องอาหารและเมื่อเห็นว่าพวกเธอออกไปแล้วเย่เชียนก็ใช้มีดทุบกระเทียมต่อและเหลือบมองเย่ห่าวหรานข้างๆ และพูดว่า “แม่ของลูกดูเหมือนสาวน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ”
“คนโรคจิต” เย่ห่าวหรานกลอกตาไปมาและพูดว่า “พ่อมีผู้หญิงมากมายแต่พ่อใจร้ายมากที่ปล่อยให้พวกเธอเป็นหม้าย”
“ให้ตายเถอะเด็กอย่างลูกจะไปรู้อะไรเจ้าเด็กน้อย” เย่เชียนพูด “แม่ของหนูและป้าๆ พวกนั้นล้วนเป็นรักแท้และเป็นรักจากก้นบึ้งของหัวใจเข้าใจไหม!”
“ผมไม่เข้าใจแต่ผมคิดว่ารักแท้ควรที่จะรักใครสักคนอย่างสุดหัวใจเพียงคนเดียวและถึงแม้ว่าจะต้องตายเราก็ต้องภักดีต่อเธอ” เย่ห่าวหรานพูด
เย่เชียนถึงกับผงะเล็กน้อยและรีบพูดว่า “เจ้าหนูอย่าได้คิดแบบนั้นเชียวเพราะบางครั้งเมื่อมีความรักเข้ามาเราก็ไม่อาจต้านทานได้เลย..จริงๆ แล้วพ่อคิดที่จะแต่งงานกับอีกหลายๆ คนเพื่อที่ในอนาคตจะได้ไม่เหงาและเป็นครอบครัวใหญ่”
“นี่พ่อคิดว่าผมจะเป็นเหมือนพ่องั้นเหรอ” เย่ห่าวหรานพูด “ผมไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้มาก่อนเพราะงั้นผมไม่เข้าใจหรอกแต่สิ่งที่พ่อพูดก็สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกันแหละ” เห็นได้ชัดว่าเย่ห่าวหรานไม่ต้องการโต้เถียงกับเย่เชียนอีกต่อไป จากนั้นเย่เชียนก็แตะหัวของเขาแล้วพูดว่า “เอาล่ะได้เวลามื้อเย็นแล้ว!”
“พ่อคิดว่านี่ดูเหมือนพ่อหรือเปล่า” เย่ห่าวหรานหยิบหัวหอมขึ้นมาซึ่งเขาใช้มีดกรีดตาและจมูกและติดวุ้นเส้นสองสามเส้นซึ่งดูเหมือนผมแล้วถามเย่เชียน
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและพูดว่า “พ่อของหนูหล่อกว่าเยอะ..ไม่อย่างนั้นแม่ของลูกจะหลงรักพ่อได้ยังไง” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็หยิบจานและเดินไปที่ห้องอาหาร ซึ่งฉินหยูที่กำลังซุบซิบกับหวังยู่อยู่เห็นเย่เชียนเดินเข้ามาพวกเธอก็หยุดการกระทำทันทีแล้วเย่เชียนก็พูดว่า “นี่คุณพูดอะไรไม่ดีเกี่ยวกับผมอีกงั้นเหรอ? ..อย่านินทาผมให้ผมเห็นสิ”
“แล้วเธออยากฟังไหมล่ะ” ฉินหยูถาม
“ไม่ดีกว่า” เย่เชียนพูดแล้วหัวเราะเบาๆ
“พ่อคะ!..เมื่อกี้แม่กับพี่สาวยู่กำลังคุยกันว่าคืนนี้ใครจะได้อยู่กับพ่อน่ะ” เย่หลินพูด “แต่หนูคิดว่ามันคงจะดีถ้าทั้งสามคนได้นอนด้วยกัน” แน่นอนว่าฉินหยูค่อนข้างคุ้นชินกับการที่เย่หลินพูดเรื่องดังกล่าวเมื่อเย่หลินไม่มีอะไรจะทำแต่เมื่อเธอได้ยินตอนนี้เธอก็ยังอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงและหลังจากจ้องไปที่เย่หลินแล้วฉินหยูก็ดุว่า “นี่เด็กน้อยอย่างหนูจะไปรู้อะไร? ..ถ้าหนูยังพูดเรื่องไร้สาระอยู่อีกแม่จะทำโทษหนู!”
“แม่ไม่กล้าตีหนูหรอก” เย่หลินแลบลิ้นใส่ฉินหยูและหัวเราะคิกคัก
ฉินหยูก็กลอกตาไปมาและไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะการที่เด็กที่มีเหตุผลอย่างเย่หลินพูดอะไรนั้นมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะดุเธอ ยิ่งไปกว่านั้นฉินหยูยังปฏิบัติต่อเย่หลินเหมือนลูกสาวของเธอจริงๆ เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็หัวเราะเบาๆ แล้วลูบหัวเย่หลินและพูดว่า “ฮ่าๆ ลูกพูดถูก..เดี๋ยวพอจะให้รางวัลลูกทีหลัง” หลังจากพูดเย่เชียนก็ขยิบตาให้ฉินหยูและหวังยู่แล้วหันหลังกลับเดินเข้าไปในครัว
ส่วนเย่ห่าวหรานก็พึมพำว่า “คนลามก!”
อาหารมื้อเย็นจบลงในบรรยากาศที่อบอุ่นมากโดยไม่มีความอึดอัดใดๆ ส่วนหวังยู่ซึ่งรู้สึกประหม่าเล็กน้อยในตอนแรกค่อยๆ ผ่อนคลายภายใต้การต้อนรับที่อบอุ่นและเอาใจใส่ของฉินหยูและมุกตลกของเย่หลินก็ไม่มีความตึงเครียดเหมือนก่อนหน้านี้
ส่วนเย่เชียนก็วางเรื่องงานทั้งหมดเอาไว้โดยสิ้นเชิงและไม่พูดถึงเรื่องภายนอกของเขาเลยเพราะเขาแค่ต้องการสัมผัสถึงความอบอุ่นของครอบครัวในเวลานี้
หลังจากรับประทานอาหารแล้วเย่หลินก็พาเย่ห่าวหรานกลับเข้าห้องไปอย่างชาญฉลาด ส่วนฉินหยูก็ไปที่ครัวเพื่อล้างจานและหวังยู่ก็ไปช่วยเธอ ส่วนเย่เชียนก็ว่างๆ และไปยืนที่ระเบียงพลางจุดบุหรี่และค่อยๆ สูบมัน ในความเป็นจริงเย่เชียนชัดเจนมากว่าตอนนี้เป็นเพียงความอบอุ่นระยะสั้นและเขาก็จะจากไปอีกครั้งในไม่ช้าและถึงแม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจนักแต่บางครั้งสิ่งต่างๆ ก็ไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการเสมอและเส้นทางของเขาก็ถูกกำหนดให้มีหนทางอีกยาวไกลและเขาก็ต้องคิดอย่างใจเย็นเกี่ยวกับแผนการอนาคตข้างหน้าและไม่ว่าสกายเน็ตจะเป็นอุปสรรคสำหรับเขาหรือไม่ถึงยังไงเขาก็ต้องก้าวเดินต่อไป
“สูบบุหรี่ให้น้อยๆ ลงด้วยล่ะเพราะมันไม่ดีต่อสุขภาพของเธอ” ไม่นานนักฉินหยูก็เดินไปที่ข้างหลังของเย่เชียนแล้วเอื้อมมือหยิบบุหรี่ออกจากปากของเย่เชียนแล้วโยนมันทิ้งไป
เย่เชียนก็หันไปมองฉินหยูแล้วยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “บางครั้งมันก็ดูน่ารำคาญแต่ถ้าผมไม่สูบบุหรี่ผมก็จะรู้สึกว่างเปล่าในหัว..แต่ขอบคุณนะผมจะจำเอาไว้”
.
.