ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1385 จิตใจของหลินโรวโร่ว
ตอนที่ 1385 จิตใจของหลินโรวโร่ว
………………..
เมื่อนึกถึงสถานการณ์ตอนนี้เย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและรีบลุกขึ้นเปิดประตูห้องผู้ป่วยและเดินเข้าไป ซึ่งหมอก็ยังอธิบายด้วยว่าหลินโรวโร่วจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนให้มากๆ ดังนั้นเย่เชียนจึงไม่สามารถอยู่ในห้องผู้ป่วยได้นานเกินไป ซึ่งถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่เต็มใจแต่เขาก็ยังต้องฟังคำพูดของหมออยู่ดี
เมื่อเปิดประตูออกไปเย่เชียนก็เห็นหยานตงยืนอยู่ตรงทางเดินโดยกำลังสูบบุหรี่อยู่พร้อมกับขมวดคิ้ว หลังจากเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้าไปอย่างช้าๆ และพูดอย่างขอโทษว่า “ผู้อาวุโสหยานผมต้องขอโทษด้วยนะครับเพราะก่อนหน้านี้ผมขาดสติเกินไป”
หยานตงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันเข้าใจเอ็งไม่ต้องกังวลไปหรอกฉันจะไม่โทษเอ็งเพราะถ้าเป็นฉันบางทีฉันก็อาจจะเป็นเหมือนเอ็งนั่นแหละ..เมื่อสมัยก่อนฉันเห็นคนรักของฉันตายไปต่อหน้าต่อตาในอ้อมแขนของฉันแต่ฉันกลับทำอะไรไม่ได้เลย..ตอนนั้นฉันเองก็เป็นเหมือนกับเอ็งเพราะฉันอยากจะฆ่าทุกคนแล้วฝังไปพร้อมกับเธอ..แต่ต่อมาฉันก็คิดได้เพราะถึงแม้ว่าฉันจะฆ่าทุกคนไปแล้วเธอก็ไม่กลับมาอยู่ดี” หลังจากหยุดไปชั่วขณะหยานตงก็หันไปมองเย่เชียนและถามว่า “ว่าแต่ตาของเอ็งไม่ได้เป็นอะไรใช่ไหม? ..เอ็งต้องการไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายหรือเปล่า? ..เอ็งคงไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวแค่ไหน..นี่ถ้าฉันเห็นเอ็งตอนกลางดึกฉันคงคิดว่าเอ็งเป็นผีจริงๆ”
“ไม่จำเป็นหรอกครับเพราะเดี๋ยวอีกวันสองวันเดี๋ยวมันก็หายเอง” เย่เชียนพูด “มันจะเป็นแบบนี้ทุกๆ เที่ยงคืนและผมก็ชินกับมันแล้ว..ผมคิดว่ามันมีความลับบางอย่างที่ผมยังไม่รู้และบางทีสักวันมันอาจจะดีสำหรับผมก็ได้ถ้าตาของผมบอดจริงๆ เพราะผมจะได้ไม่ต้องต่อสู้ตลอดทั้งวันแบบนี้”
“ถึงจะเคยชินแล้วแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นอะไรสักหน่อยนี่เพราะงั้นถ้าเอ็งมีเวลาว่างก็ลองไปตรวจดูจะดีกว่า..ฉันรู้นิสัยของเอ็งดีเพราะเอ็งคล้ายกับฉันตอนเด็กๆ มากที่เป็นคนใจเย็นไม่ค่อยจะได้..อย่างน้อยๆ ก็ตอนนี้เพราะถ้าตาของเอ็งบอดจริงๆ ฉันเดาได้เลยว่าเอ็งจะรู้สึกสูญเสียเป้าหมายและความทะเยอทะยานของเอ็งไปจนหมด” หยานตงพูด “ฉันเข้าใจว่าสิ่งที่เอ็งต่อสู้นั้นไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อพี่น้องที่ติดตามเอ็ง..แต่เอ็งจะเห็นแก่ตัวบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกเพราะสิ่งที่เอ็งทำเพื่อพวกเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมามันก็มากพอแล้วและเขี้ยวหมาป่าของเอ็งก็พัฒนามาถูกที่ถูกทางแล้วเพราะงั้นเอ็งไม่จำเป็นต้องทำต่อแบบนี้ต่อไปก็ได้เพราะถึงยังไงพวกเขาก็ยังสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อยู่ดี”
“ผมก็เคยคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” เย่เชียนพูด “แต่เป้าหมายของผมในขั้นตอนนี้คือการเติบโตและพัฒนาให้มากยิ่งกว่าเดิมเพราะถ้าไม่ทำผมก็ไม่รู้จริงๆ ว่าผมจะสามารถสนุกไปกับชีวิตได้หรือเปล่าไหมเพราะตอนนี้ผมยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องของสกายเน็ตมากและไม่ว่าผมจะบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องนี้มากแค่ไหนแต่ใจของผมก็ยังสงบไม่ได้อยู่ดีเมื่อเผชิญกับอันตรายที่ไม่รู้จักและในความคิดของผมวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดอันตรายคือการกำจัดศัตรูทิ้งซะเพื่อที่ผมจะได้พักผ่อนได้อย่างสบายใจ” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็หันกลับมาและพูดว่า “ผู้อาวุโสหยานครับโรวโร่วไม่เป็นอะไรแล้วเพราะงั้นคุณกลับไปพักผ่อนเถอะผมจะคอยเฝ้าอยู่ที่นี่เอง”
หยานตงก็ไม่พูดอะไรอีกและพยักหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป
หลินโรวโร่วจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนให้มากและเย่เชียนก็ไม่สามารถรบไปกวนเธอในห้องผู้ป่วยได้ ดังนั้นเขาจึงนั่งลงบนที่นั่งตรงทางเดินด้านนอกห้องผู้ป่วยของหลินโรวโร่วและกำลังขมวดคิ้วราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
ร่างกายของเย่เชียนไม่ได้ทำมาจากเหล็กและเขาก็เหนื่อยมากหลังจากวิ่งไปวิ่งมาอย่างต่อเนื่องและก่อนที่เขาจะรู้ตัวเขาก็ผล็อยหลับไป ในความฝันนั้นเขาเห็นยาฉะพยายามอย่างมากที่จะจับยาฉะและเขาก็อยากถามจะยาฉะว่าทำไมดวงตาของเขาถึงเป็นแบบนี้แต่เขาจับและสัมผัสตัวของยาฉะไม่ได้เลย ยาฉะเหมือนภูตผีเพราะเมื่อใดก็ตามที่เย่เชียนยื่นมือออกไปฉายะก็หายไปทันทีแล้วก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเย่เชียนไม่กังวลเกี่ยวกับดวงตาของเขาและเมื่อสิ่งแปลกๆ ทุกชนิดเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในใจของเย่เชียนก็กังวลมาก ซึ่งไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจะมีบางอย่างผิดปกติกับเย่เชียนอย่างไรก็ตามยาฉะก็เป็นคนเดียวที่สามารถรู้ได้ว่าเหตุใดมันถึงเป็นแบบนั้น แต่น่าเสียดายที่ความเป็นความตายของยาฉะยังไม่เป็นที่แน่นอนในตอนนี้และเป็นไปได้มากว่าชะตากรรมของยาฉะจะตกอยู่ในอันตรายแล้ว
สกายเน็ตองค์กรนี้ที่ทำให้เย่เชียนรู้สึกกังวลมากเพราะพวกเขามีความลับมากมายที่ซ่อนอยู่ซึ่งทำให้เย่เชียนรู้สึกอึดอัดที่จะนอนและหลับได้อย่างสบายใจ ซึ่งเป็นเวลานานสักพักแล้วที่แจ็คกับหวงฟู่ชิงเตี๋ยนสืบหาข่าวเกี่ยวกับองค์กรสกายเน็ตแต่กลับไม่มีข่าวอะไรเลยซึ่งทำให้เย่เชียนกังวลมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้เพราะถึงแม้ว่าเย่เชียนจะรู้ดีอยู่ในใจว่าการขยายองค์กรอย่างต่อเนื่องจะทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายของผู้อื่นได้ง่ายขึ้นแต่เขาก็ต้องทำอย่างนั้นต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นเพราะเย่เชียนไม่เข้าใจพลังของสกายเน็ตดังนั้นเย่เชียนจึงต้องสร้างพลังและความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้นเพราะในวันข้างหน้าพวกเขาจะได้มีพลังมากพอที่จะต่อสู้กับอีกฝ่ายได้
ในตอนเช้าเมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณส่องลงมาจากเมฆเย่เชียนก็ตื่นขึ้นอย่างช้าๆ และเมื่อมองเข้าไปที่ห้องผู้ป่วยหลินโรวโร่วก็ยังคงหลับสนิท เย่เชียนลุกไปล้างหน้าจากนั้นก็กลับมาพร้อมกับผ้าชุบน้ำและเช็ดใบหน้าของหลินโรวโร่วอย่างระมัดระวัง ใบหน้าขาวใสไร้ที่ตินั้นดูซีดเซียวซึ่งทำให้เย่เชียนรู้สึกเป็นทุกข์เพราะผู้หญิงคนนี้ที่เย่เชียนยอมรับในตอนแรกได้ดูแลเย่เชียนทุกวิถีทางตั้งแต่แรกๆ และคอยพยุงเย่เชียนด้วยไหล่ที่อ่อนแอของเธออย่างเงียบๆ และไม่เคยบ่นเกี่ยวกับตัวเขาเลย ดังนั้นหลินโรวโร่วคือหนึ่งเดียวในใจของเย่เชียนตลอดไปและการดำรงอยู่ของเธอนั้นคนอื่นก็ไม่สามารถแทนที่ได้เลย
หลังจากเช็ดแก้มของหลินโรวโร่วแล้วเย่เชียนก็หยิบผ้าชุบน้ำและถาดน้ำเดินออกไป ระหว่างทางเย่เชียนเดินไปตามถนนเพื่อหาซื้ออาหารเช้าเพราะเผื่อว่าหลินโรวโร่วตื่นขึ้นเธอจะได้กินเพราะการกินอาหารนั้นอาจจะดีสำหรับการฟื้นตัวของเธอ เนื่องจากอวัยวะภายในของหลินโรวโร่วยังคงได้รับบาดเจ็บสาหัสเธอจึงทานอาหารเหลวได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เย่เชียนจึงซื้อโจ๊กลูกเดือยมาให้
เมื่อเย่เชียนกลับมาที่ห้องผู้ป่วยหลินโรวโร่วก็ได้ตื่นขึ้นแล้วและเมื่อเห็นเย่เชียนเธอก็พยายามลุกขึ้นและพูดว่า “ทำไมคุณถึงมาที่นี่ล่ะ”
เย่เชียนเดินเข้าไปอย่างเร่งรีบและวางอาหารเช้าเอาไว้แล้วรีบช่วยพยุงหลินโรวโร่วเอนตัวขึ้นและวางหมอนเอาไว้บนหลังของเธอ และพูดว่า “คุณเป็นแบบนี้แล้วทำไมผมถึงจะไม่มาล่ะ? ..ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ คุณก็อย่าทำอะไรหรือไปไหนมาไหนคนเดียวในอนาคตสิมันอันตรายเกินไป..แต่โชคดีที่ครั้งนี้คุณได้รับการช่วยเหลือได้ทันเวลา..ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณจริงๆล่ะก็ผมจะทำยังไงล่ะ?” ขณะที่เขาพูดเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา
หลินโรวโร่วรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจของเธอแต่ก็ยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าของเธอแล้วยื่นมือออกไปเพื่อเช็ดน้ำตาของเย่เชียนแล้วพูดเบาๆ ว่า “ฉันเป็นคนเหล็กและไม่มีอะไรสามารถทำอะไรฉันได้..แต่ตอนนี้ฉันอยากมีหัวใจที่แข็งแกร่งเหมือนคุณ..เพราะหลังจากที่ตั้งใจทำอะไรแล้วฉันก็ควรเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญไม่ว่าจะมีปัญหามากมายแค่ไหน..ดูสิตอนนี้ฉันสบายดีฉันไม่เป็นอะไร”
เย่เชียนยิ้มและถึงแม้ว่าหัวใจของเขาจะเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในเวลานี้เขาไม่สามารถอ่อนแอเกินไปต่อหน้าหลินโรวโร่วได้เพราะนั่นจะทำให้เธอกังวลเพราะในความเป็นจริงไม่ว่าเขาจะเป็นคนแบบไหนและไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จแค่ไหนเขาก็มีความเปราะบางที่คนอื่นไม่รู้แต่ความเปราะบางนี้ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งของเขาและยากที่จะเห็นได้ “มาสิผมซื้อโจ๊กข้าวลูกเดือยมาให้..เดี๋ยวผมจะป้อนให้คุณเอง” เย่เชียนพูดขณะที่เขาหยิบโจ๊กลูกเดือยขึ้นมา “คุณกินได้เฉพาะอาหารเหลวในตอนนี้เพราะงั้นอดทนอีกสักสองสามวันนะ..หมอบอกว่าหยุดพักอีกสักสองสามวันคุณก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
หลินโรวโร่วไม่ได้ปฏิเสธเย่เชียนที่จะดูแลเธอเพราะความรู้สึกแห่งความสุขนี้ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขมากในใจของเธอ เมื่อเห็นเย่เชียนทำสิ่งต่างๆ อย่างระมัดระวังและอ่อนโยนแล้วหลินโรวโร่วก็ใจละลาย หลังจากกินไปสองสามคำหลินโรวโร่วก็ไม่อยากกินต่อและพูดว่า “ฉันไม่อยากกินแล้ว”
เย่เชียนมองไปที่โจ๊กในชามและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณอยากกินอะไรล่ะผมสิเดี๋ยวผมจะไปซื้อให้..คุณต้องกินให้เยอะๆ และเติมพลังเพื่อให้อาการของคุณดีขึ้นโดยเร็วที่สุด..ตอนนี้คุณดูซีดเซียวและพอผมเห็นแบบนี้มันก็ทำให้ผมเจ็บ..เอาไว้ผมจะโทรไปหาพี่หลันหลังจากที่คุณหายป่วยแล้วและบอกให้เธอมอบกองทุนเพื่ออนาคตให้คนอื่นดูแลเพราะผมไม่อยากให้คุณทำเรื่องไร้สาระแบบนี้อีกแล้ว”
“อย่าเลย!” หลินโรวโร่ว “ฉันไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อคุณหรือเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อเด็กๆ เหล่านั้นเพราะตอนนี้ฉันยังมีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ อยู่เพราะงั้นฉันควรจะทำประโยชน์บ้าง..คุณคงไม่ต้องการให้ฉันอยู่เฉยๆ ไปวันๆ หรอกใช่ไหม?”
เมื่อเห็นความแน่วแน่ในดวงตาของหลินโรวโร่วแล้วเย่เชียนก็ถอนหายใจเล็กน้อยและพูดว่า “คุณทำต่อได้แต่ผมต้องตั้งกฎให้คุณและคุณจะทำงานเกินแปดชั่วโมงต่อวันไม่ได้และห้ามทำเกินเดือนละสิบห้าวัน..ผมจะให้พี่หลันหาคนเพิ่มให้และถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีก..ผมเข้าใจว่าเด็กคนนั้นน่าสงสารแต่ถ้าไม่มีคุณผมจะเป็นฝ่ายที่น่าสงสารกว่าอีก”
หลินโรวโร่วยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ก็ได้ๆ ฉันสัญญา”
ในขณะที่พูดโทรศัพท์มือถือของเย่เชียนก็ดังขึ้นและเขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วพบว่าฉินหยูโทรมา “ใครเหรอ?” หลินโรวโร่ว
“พี่สาวเธอฉินหยูน่ะ!” หลังจากเย่เชียนพูดจบเขาก็รับสายทันทีและเสียงที่กังวลและประหม่าของฉินหยูก็ดังมาจากโทรศัพท์ “น้องสาวโรวโร่วเป็นไงบ้าง? ..เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไรร้ายแรงแล้ว..หมอบอกว่าเธอจะดีขึ้นหลังจากพักผ่อนไปสักระยะหนึ่ง” เย่เชียนพูด
ฉินหยูถอนหายใจเฮือกใหญ่และพูดว่า “ดีแล้วล่ะ..เธอควรพาน้องสาวโรวโร่วมาที่เซี่ยงไฮ้นะเพราะฉันอยู่ที่นี่และฉันจะได้ดูแลเธอได้..เธอไม่คุ้นเคยกับที่นั่น” ฉินหยูรู้อยู่กแก่ใจว่าในใจของเย่เชียนนั้นหลินโรวโร่วครอบครองตำแหน่งที่พิเศษมากและไม่มีใครสามารถแทนที่เธอได้ดังนั้นผู้หญิงที่ฉลาดควรเลือกวิธีการและใจกว้างแบบฉินหยู
“ร่างกายเธอไม่สามารถเดินทางไกลได้ใตอนนี้3..เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังเมื่อเธอดีขึ้นก็แล้วกัน..มีผมอยู่ตรงนี้แล้วเธอจะไม่เป็นอะไร..อีกอย่างคุณยังมีเด็กทั้งสองคนที่ต้องดูแลและพวกเขาก็ซนมากด้วยเพราะงั้นคุณไม่ต้องคิดมากไปหรอกโรวโร่วไม่เป็นอะไรแล้ว” เย่เชียนพูด
“ขอฉันคุยกับพี่สาวหยูสักหน่อยสิ!” หลินโรวโร่วพูด เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็พยักหน้าและส่งโทรศัพท์ให้หลินโรวโร่ว จากนั้นหลินโรวโร่วก็รับมาแล้วยิ้มอย่างอ่อนหวานและพูดว่า “ขอบคุณนะพี่สาวหยูฉันไม่เป็นอะไรไม่ต้องกังวลไปนะ”
.
.
.
………………..