ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1389 การติดตาม
ตอนที่ 1389 การติดตาม
………………..
ดีห์ราห์ยอดฝีมือด้านโยคะคนที่เย่เชียนเคยถูกใจเขาที่ประเทศญี่ปุ่นจากนั้นเย่เชียนก็ส่งเขากลับประเทศอินเดียและมอบหมายให้เฟิงหลานคอยดูแลเขา จุดประสงค์ของเย่เชียนนั้นก็ชัดเจนและนั่นคือการฝึกดีห์ราห์ให้เป็นพลังของเขา ซึ่งหลังจากผ่านไปนานสิ่งที่เรียกว่าการลงทุนก็ได้สำฤทธิ์ผลในช่วงเวลาสั้นๆและในเวลานี้มันก็ถึงเวลาแล้วที่จะใช้พลังของดีห์ราห์
หลังจากนั้นเย่เชียนก็โทรหาเฟิงหลานอีกครั้งโดยบอกให้เตรียมตัวและรอคำสั่งของเขา แน่นอนว่าเฟิงหลานไม่พูดอะไรและไม่ถามอะไรใดๆทั้งสิ้นเพียงพยักหน้าเห็นด้วย หลังจากพูดคุยทักทายกันเล็กน้อยเย่เชียนก็วางสายไป เมื่อเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยของหลินโรวโร่วเธอก็นอนหลับสนิทแต่คิ้วของเธอขมวดเล็กน้อยจนเย่เชียนสงสัยว่าเธอกำลังฝันร้ายอยู่หรือเปล่า จากนั้นเย่เชียนก็นั่งลงข้างๆเตียงของเธออย่างช้าๆแล้วยื่นมือออกไปและจับแก้มของหลินโรวโร่ว อาจเป็นไปได้ว่าหลินโรวโร่วยังคงรู้สึกตัวเล็กน้อยขณะนอนหลับเพราะคิ้วของเธอค่อยๆผ่อนคลายลง
เย่เชียนเพียงแค่มองเธออย่างเงียบๆพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากของเขาแต่ในใจของเขามีความทุกข์ที่อธิบายไม่ได้เพราะหลินโรวโร่วเป็นหญิงสาวที่อ่อนแอมากแต่เธอใช้ไหล่ที่อ่อนแอของเธอในการแบกรับสิ่งต่างๆมากเกินไปจนหัวใจของเย่เชียนปวดร้าว แต่ทว่าความดื้อรั้นของผู้หญิงคนนี้ทำให้เย่เชียนทั้งรักและหวงแหนเธอมาก
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เย่เชียนค่อยๆหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ในตอนเช้าเมื่อหลินโรวโร่วตื่นขึ้นมาเธอก็เห็นเย่เชียนนอนอยู่ข้างเตียงของเธอทำให้เธอรู้สึกโล่งใจเพราะหลายปีที่ผ่านมาเย่เชียนต่อสู้ในโลกที่กว้างใหญ่และหลินโรวโร่วก็กังวลมากเช่นกัน เธอไม่รู้จริงๆว่าเมื่อไหร่เธอจะตื่นขึ้นและได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับเย่เชียนดังนั้นเธอจึงต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุดเพื่อที่เธอจะได้ชินชาและหยุดตัวเองไม่ให้คิดมาก อย่างไรก็ตามนี่เป็นการหลอกตัวเองเล็กน้อยเพราะไม่ว่าเธอจะทำอะไรเธอก็ยังคงมีเย่เชียนอยู่ในใจและกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเขาเสมอ
เช่นเดียวกับเมื่อคืนนี้ที่เธอไม่ได้ถามเย่เชียนว่าเขากำลังจะไปทำอะไรแต่เธอรู้ว่าเย่เชียนกำลังจะทำอะไรอยู่ดังนั้นเธอจึงกังวลโดยธรรมชาติ แต่เธอยังไม่หายจากอาการป่วยและร่างกายของเธอก็อ่อนแออยู่จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ได้และหลับไป อย่างไรก็ตามถึงกระนั้นเธอก็ยังคงนึกถึงเย่เชียนในยามหลับใหลได้
เมื่อเห็นเย่เชียนนอนหลับสนิทหลินโรวโร่วก็ไม่อยากที่จะรบกวนเขาและเมื่อเธอพยายามลุกขึ้นจากเตียงเธอก็เจ็บจากอาการบาดเจ็บของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจจนอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง “อ๊ะ…”
เมื่อได้ยินเสียงเย่เชียนก็ตื่นขึ้นทันทีและมองไปที่หลินโรวโร่วแล้วพูดว่า “ทำไมคุณไม่ปลุกผมล่ะ..คุณอยู่คนเดียวแล้วถ้ามีอะไรเกิดขึ้นล่ะ..มานอนเถอะ!”
“ฉัน…ฉัน…” ใบหน้าของหลินโรวโร่วเปลี่ยนเป็นสีแดงและเธอก็ลังเลที่จะพูด
เย่เชียนชะงักไปครู่หนึ่งและถามด้วยความประหลาดใจ: “เกิดอะไรขึ้น?..คุณหิวไหมหรือเปล่า?..เดี๋ยวผมจะไปซื้ออาหารเช้าให้คุณกิน..ผมขอโทษนะผมเผลอหลับไปกะทันหัน”
“ไม่เป็นไร..ฉันแค่อยากไป..!” คำสุดท้ายไม่ชัดเจนแต่ถ้าหากไม่ใช่เย่เชียนก็คงจะไม่รู้ว่าหลินโรวโร่วพยายามจะพูดอะไร เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ตกตะลึงเล็กน้อยและกลอกตาไปมาแล้วพูดว่า “เราเป็นสามีภรรยากันเพราะงั้นคุณจะอายทำไม..ผมเห็นมาตั้งหลายครั้งแล้ว”
“คุณหยุดพูดล้อเล่นแบบนี้สักทีได้ไหม” หลินโรวโร่วมองเย่เชียนด้วยหางตาและเริ่มเขินอายมากขึ้นเรื่อยๆ
เย่เชียนก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ก็ได้ๆมาสิผมจะช่วยคุณเอง” ขณะที่เขาพูดเย่เชียนก็ลุกขึ้นยืนและค่อยๆช่วยพยุงหลินโรวโร่วให้ยืนขึ้น “ให้ผมช่วยประคองคุณนะคุณคงเดินลำบากมากใช่ไหม” เย่เชียนถาม
“ไม่เป็นไรฉันจะเดินเอง” หลินโรวโร่ว “การเดินด้วยตัวเองก็ถือเป็นการบำบัดทางกายภาพคุณแค่ช่วยพยุงฉันเอาไว้ก็พอ”
เมื่อเห็นการยืนกรานของหลินโรวโร่วแล้วเย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เมื่อเขามาถึงประตูห้องน้ำหญิงเย่เชียนก็เคาะประตูและหลังจากยืนยันได้ว่าไม่มีใครอยู่ข้างในเขาก็ช่วยประคองหลินโรวโร่วเดินเข้าไป โชคดีที่ที่นี่เป็นโรงพยาบาลดังนั้นถึงแม้ว่าคนอื่นจะเห็นพวกเขาเข้าห้องน้ำพร้อมกันแต่ก็ไม่มีใครคิดมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามถึงอย่างนั้นไม่ใช่ว่าเย่เชียนจะไม่เคยเข้าห้องน้ำหญิงแต่เขาแค่กลัวว่าคนอื่นจะคิดไม่ดีเกี่ยวกับพวกเขา
หลังจากช่วยประคองหลินโรวโร่วกลับไปที่ห้องผู้ป่วยแล้วเย่เชียนก็ลุกขึ้นและไปซื้ออาหารเช้า ในขณะที่ป้อนอาหารให้เธออย่างระมัดระวังเย่เชียนก็พูดว่า “วันนี้คุณกินได้เยอะมากเลย..ดีแล้วล่ะถ้าคุณอาการดีแบบนี้อีกไม่นานคุณก็จะออกจากโรงพยาบาลได้” เย่เชียนไม่เคยพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้เพราะเขาไม่ต้องการบอกหลินโรวโร่วเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้และทำให้เธอกังวลเกี่ยวกับเขา
“ฉันไม่คุ้นเคยกับการอยู่ที่นี่..ฉันต้องการกลับไปโดยเร็วที่สุด..โรงพยาบาลมันมีกลิ่นยาแรงเกินไป” หลินโรวโร่วพูด
“เมื่อคุณดีขึ้นและหมออนุญาตแล้วผมจะส่งคุณกลับไปที่เซี่ยงไฮ้ทันทีและที่นั่นก็มีสถานพยาบาลส่วนตัวที่สร้างโดยเครือน่านฟ้าและคุณจะดีขึ้นมาก” เย่เชียนพูด
“ฉันดีขึ้นแล้วเพราะงั้นพรุ่งนี้เช้าฉันจะกลับเลย” หลินโรวโร่วพูด “นอกจากนี้ฉันก็คิดถึงหลินหลินและห่าวหรานมาก..เด็กพวกนั้นทำให้ฉันมีความสุขทุกครั้งที่เห็นพวกเขา” หลินโรวโร่วมีความคิดและความตั้งใจของเธอเองจริงๆเพราะเธอเข้าใจดีว่าเย่เชียนยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำที่นี่ ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องการอยู่ที่นี่ต่อและทำให้เย่เชียนกังวลเกี่ยวกับเธอจนไม่มีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆ
เย่เชียนเข้าใจดีถึงความคิดและจิตใจของหลินโรวโร่วดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องบอกความจริง ด้วยเหตุนี้เย่เชียนจึงผงกหัวแล้วพูดว่า “พรุ่งนี้ผมจะไปถามหมอและถ้าหมออนุญาตให้กลับแล้วผมจะขอให้ผู้อาวุโสหยานส่งคุณกลับทางเครื่องบินส่วนตัว..ผมจะให้คนคอยดูแลคุณเพราะงั้นคุณมั่นใจได้เลยว่าคุณจะปลอดภัย”
“คุณไม่ต้องกลับไปพร้อมกับฉันหรอก..คุณอยู่ที่นี่ทำธุระของคุณเถอะ” หลินโรวโร่วพูด “แต่วันนี้คุณต้องเป็นของฉันเพราะงั้นวันนี้ฉันต้องการให้คุณอยู่กับฉันทั้งวันและทำให้ฉันพอใจ”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “เอาสิ..วันนี้คุณสามารถทำอะไรก็ได้ที่คุณต้องการ..จะอะไรก็ได้” ขณะที่พูดเย่เชียนแสดงท่าทางยอม
เช้าวันรุ่งขึ้นเย่เชียนไปปรึกษาหมอและให้หมอมาตรวจอาการของหลินโรวโร่ว ซึ่งปรากฏว่าไม่มีปัญหาใหญ่และอาการบาดเจ็บของหลินโรวโร่วก็ดีขึ้นมากและจะฟื้นตัวในอีกไม่ช้า นี่เป็นเพราะพลังปราณรักษาของเย่เชียนด้วยการฟื้นฟูที่แข็งแกร่งได้ซ่อมแซมอวัยวะภายในของหลินโรวโร่วอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ว่าหลินโรวโร่วจะยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่เย่เชียนก็ยังวางใจไม่ได้ว่าถ้าหากหลินโรวโร่วกลับไปคนเดียวเวลาอยู่บนเครื่องบินมันจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นให้หลินโรวโร่วรออีกวันและขอให้หยานตงจัดทีมพยาบาลติดตามอาการหลินโรวโร่วเพื่อที่ว่าหากเกิดอุบัติเหตุใดๆพวกเขาจะได้รักษาเธอได้ทันเวลา
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเย่เชียนก็ยังกังวลเล็กน้อยเพราะถึงยังไงซะพวกแพทย์และพยาบาลก็เป็นคนนอกดังนั้นเขาควรจะให้หลัวสุ่ยมาดูแลหลินโรวโร่วหรือไม่แต่หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้วเย่เชียนก็ลืมมันไปเพราะตอนนี้หลินโรวโร่วป่วยอยู่และถ้าเธอรู้เรื่องหลัวสุ่ยเธออาจจะตกใจในระดับหนึ่ง ซึ่งในท้ายที่สุดเย่เชียนก็โทรหาซ่งหลันและซ่งหลันก็พยักหน้าตอบรับแล้วส่งหูวเค่อมารับในคืนถัดไป
เมื่อหูวเค่อมาคอยดูแลหลินโรวโร่วแล้วเย่เชียนก็สามารถวางใจได้เพราะเขาเข้าใจว่าหลินโรวโร่วไม่ต้องการเป็นตัวถ่วงเขาให้ล่าช้าเพราะถ้าเป็นแบบนั้นเธอจะรู้สึกว่าเธอกลายเป็นอุปสรรคของเย่เชียนและนี่ก็เป็นความรักแบบหนึ่งสำหรับเย่เชียนเช่นกัน เย่เชียนเข้าใจดีดังนั้นเขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจและยอมรับความรักนี้
หลังจากพักผ่อนหนึ่งคืนแล้ววันรุ่งขึ้นหูวเค่อกับหลินโรวโร่วพร้อมกับทีมแพทย์ที่หยานตงจัดหามาให้ก็ได้บินกลับไปที่เมืองเซี่ยงไฮ้โดยเครื่องบิน ซึ่งที่นั่นมีสถานพักฟื้นส่วนตัวที่สร้างโดยเครือน่านฟ้ากรุ๊ปและเป็นหนึ่งในสถานพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศจีนที่มีแพทย์มืออาชีพและนักโภชนาการมืออาชีพรวมไปถึงอื่นๆอีกมากมายที่คอยให้บริการอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าเงินของคนรวยนั้นหาได้ง่ายด้วยเหตุนี้ถึงแม้ว่าค่าบริการจะสูงแต่ก็ยังมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาใช้บริการที่นี่อย่างไม่ขาดสาย
อาการของหลินโรวโร่วฟื้นตัวอย่างรวดเร็วดังนั้นจิตใจของเย่เชียนจึงสงบขึ้นอย่างมากเพราะมีทั้งหูวเค่อและฉินหยูคอยดูแลเธอ อีกทั้งยังมีเย่หลินและเย่ห่าวหรานที่คอยอยู่กับเธอดังนั้นอาการป่วยของหลินโรวโร่วน่าจะดีขึ้นเร็วๆนี้
หลังจากส่งหลินโรวโร่วไปแล้วเย่เชียนก็ไปยังลัทธิมารเพราะโดยธรรมชาติแล้วเย่เชียนไม่สามารถละทิ้งปัญหาเรื่องนักรบพราหมณ์ไปได้ ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะฆ่าทูตทั้งสามคนของนักรบพราหมณ์ไปแล้วแต่ความโกรธในใจของเย่เชียนก็ไม่สามารถระงับได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นหลินโรวโร่วก็มีสถานะที่สำคัญมากในหัวใจของเย่เชียนดังนั้นใครที่มาทำร้ายเธอเย่เชียนจะให้อภัยได้อย่างไร?
ระหว่างทางเย่เชียนไม่ได้ขับรถแต่เขาเลือกที่จะเดินไปอย่างช้าๆพร้อมกับคาบบุหรี่เอาไว้ในปากเพราะเขาอยากจะใช้โอกาสนี้คิดเกี่ยวกับมันด้วย นักรบพราหมณ์เกี่ยวพันกับลัทธิมารดังนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานแต่ลัทธิมารจะต้องมีความเข้าใจในลัทธินักรบพราหมณ์ดีกว่าเขาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นหากต้องการจัดการกับนักรบพราหมณ์เขาก็ต้องรู้จักนักรบพราหมณ์ให้มากขึ้นกว่านี้
ทันใดนั้นเย่เชียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและตระหนักได้ว่ามีคนติดตามเขาอยู่ข้างหลังจนเขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างเย็นชา เพราะวิธีการสะกดรอยตามนี้ไม่สิ้นคิดเกินไปเหรอ? แต่ว่าใครจะมาสะกดรอยตามเขากัน? พวกนักรบพราหมณ์คงไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำและถึงรู้ก็คงไม่น่าจะสืบข่าวได้เร็วขนาดนั้นหรอกจริงไหม? ส่วนลิทธิมารนั้นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย
คิ้วของเย่เชียนขมวดเข้าหากันอย่างหนักและรู้สึกงงงวยเล็กน้อย เย่เชียนยิ้มอย่างเย็นชาและเร่งฝีเท้าเดินไปยังทิศทางที่มีคนไม่กี่คนแล้วเย่เชียนก็เดินเข้าไปในตรอกแล้วหยุด จากนั้นเย่เชียนก็หยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อและจุดมันแล้วเย่เชียนก็ค่อยๆสูบพร้อมกับหันกลับไปและพูดว่า “เฮ้พวก..ออกมาได้แล้ว..ทำไมคุณถึงสะกดรอยตามผมล่ะ..ถ้ามีอะไรก็แค่ออกมาพูด”
เมื่อเสียงเงียบลงและหลังจากนั้นไม่นานชายสามคนในชุดสบงพระก็เดินออกมาจากตรอกซอยอย่างช้าๆ คนที่อยู่ตรงกลางดูเหมือนจะอายุประมาณห้าสิบต้นๆส่วนสองคนที่อยู่ข้างหลังเขาอายุน้อยกว่าอีกคนหนึ่งสูงและอีกคนเตี้ย เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวพุทธตันตระเพราะงั้นพวกเขาจะสะกดรอยตามตัวเองได้อย่างไร? หลังจากตกตะลึงอยู่เล็กน้อยเย่เชียนก็ถามว่า “พวกคุณทั้งสามเป็นใครและทำไมถึงสะกดรอบตามผม?..ดูเหมือนว่าผมจะไม่รู้จักพวกคุณทั้งสามคนนะ”
.
.