ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1390 ขี้โกง
ตอนที่ 1390 ขี้โกง
………………..
เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระชรานิรนามในวัดหลิงหลงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเย่เชียนจึงปฏิบัติต่อชาวพุทธด้วยท่าทีที่เคารพอย่างมากและทั้งสามคนที่อยู่ต่อหน้าเขาก็เป็นชาวพุทธตันตระที่ดูไม่เป็นภัย ดังนั้นเย่เชียนจึงยังคงปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพฃ ถึงแม้ว่าจะมีชาวพุทธจำนวนมากในมณฑลซินเจียงที่เป็นภัยต่อประเทศจีนแต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกคนเป็นคนไม่ดี ดังนั้นทัศนคติของเย่เชียนจึงค่อนข้างดี
แค่ว่าเย่เชียนไม่รู้จักคนพวกนี้เลยและเห็นได้ชัดว่าพวกเขามีแผนบางอย่างที่สะกดรอยตามเย่เชียนมาในมณฑลเจ้อเจียงยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างสำนักม่อจื๊อกับและพุทธตันตระนั้นไม่ค่อยดีนักเพราะจริงๆแล้วสำนักม่อจื๊อคือการดำรงอยู่เพื่อควบคุมพุทธศาสนาลึกลับและความสัมพันธ์ระหว่างเย่เชียนกับสำนักม่อจื๊อก็ดีมาก ซึ่งจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้คนของพุทธตันระลึกลับนั้นตามเขามาเพื่อเรื่องนี้?
ผู้นำซึ่งเป็นชายวัยกลางคนในวัยห้าสิบต้นๆพูดอย่างเย็นชาว่า “แกไม่รู้จักเราแต่เรารู้จักแก..ฉันตามหาแกมานานแล้วแต่ไม่คิดว่าแกที่จะโยนตัวเองเข้ามาในกับดักและกล้าที่จะมายังมือลาซาแห่งนี้..เราไม่คิดเลยว่าจะเป็นที่นี่เพราะพวกเราไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามอะไรเลย”
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มและพูดเบาๆว่า “ท่านเป็นพระเพราะงั้นท่านไม่ควรโกรธเลย..ตอนนี้ผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ท่านพูดคำเหล่านี้ออกมาซึ่งไม่ดีสำหรับภาพลักษณ์ของพระอาจารย์เลยจริงๆ..ผมไม่รู้ว่าผมไปทำอะไรให้พวกท่านขุ่นเคืองและยั่วโมโหให้พวกท่านโกรธมากถึงขนาดนี้”
“แกยังจำชาฮัวเอียนได้หรือเปล่า?” พระวัยกลางคนพูด
เย่เชียนขมวดคิ้วโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะเขาจะจำชาฮัวเอียนไม่ได้ได้อย่างไรเพราะชาฮัวเอียนคือลูกศิษย์คนที่สองของตู้ฟู่เหว่ยอดีตเจ้าสำนักของสำนักม่อจื๊อที่ได้เบิกเนตรของเย่เชียนด้วยผนึกอมตะของเขา ซึ่งเย่เชียนก็เคยได้ยินมาว่าเดิมทีชาฮัวเอียนปรมาจารย์ของศาสนาพุทธตันตระแต่เย่เชียนไม่คาดคิดว่าอาจารย์ของชาฮัวเอียนจะยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งวิธีจัดการกับคนทรยศของชาวจีนนั้นโหดร้ายมาตั้งแต่สมัยโบราณดังนั้นการที่ชาฮัวเอียนฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์อีกคนดังนั้นนี่ก็เป็นการทรยศในรูปแบบหนึ่งใช่ไหม? แต่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ถ้าหากอาจารย์ไม่ลบล้างความอัปยศนี้มันก็คงไม่ใช่ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ทำให้เย่เชียนไม่สามารถเข้าใจได้
ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือชาฮัวเอียนเข้าร่วมสำนักม่อจื๊อภายใต้คำแนะนำของคนเหล่านี้และมีวัตถุประสงค์อื่นซึ่งจะเป็นไปได้ไหม เมื่อคิดแบบนั้นเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะตกใจเพราะเมื่อมองไปที่พระวัยกลางคนเย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ผมได้ยินมาว่าชาฮัวเอียนเป็นคนทรยศและนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีเหรอที่ผมจัดการปัญหาให้กับคุณ?..คุณไม่ได้ขอให้ผมทำเลยด้วยซ้ำเพราะงั้นคุณก็ไม่มีอะไรต้องเสียนี่..อีกอย่างมันก็ไม่คู่ควรเลยสักนิดที่จะล้างแค้นคนทรยศแบบนั้น”
“หืม..แกฆ่าศิษย์เอกของฉันไปและตอนนี้แกก็ยังพูดจาประชดประชันแบบนี้อีก..เย่เชียนแกควรจะหยุดพูดมากได้แล้วเพราะไม่ว่ายังไงวันนี้แกก็ไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัยอยู่ดี” พระวัยกลางคนพูด
“โอ้..ผมคิดออกแล้ว..ที่จริงชาฮัวเอียนนั้นไม่ใช่คนทรยศแต่ถูกคุณส่งเข้าไปแทรกซึมอยู่ในสำนักม่อจื๊อใช่ไหม?” เย่เชียนแสร้งทำเป็นรู้และพยายามทดสอบเขา
“แล้วไง?” พระวัยกลางคนพูด “ใช่..แกเดาถูกแล้ว..ชาฉัวเอียนเป็นสายของฉันในสำนักม่อจื๊อ..ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะการแทรกแซงของแกแล้วเขาจะล้มเหลวได้ยังไง!”
“เป็นเพราะคุณประเมินความสามารถของชาฮัวเอียนสูงเกินไปเพราะถึงแม้จะไม่มีฉันเขาก็คงไม่ประสบความสำเร็จหรอก..คุณคิดว่าสำนักม่อจื๊อเป็นกลุ่มประเภทไหนกัน?..ทำไมคุณถึงคิดว่าสำนักม่อจื๊อจะถูกโค่นล้มได้ง่ายขนาดนี้?..ผมไม่เข้าใจเลยว่าจุดประสงค์ของพวกคุณคืออะไรเพราะในฐานะคนของศาสนาพุทธตันตระแล้วผมแปลกใจมากที่พวกคุณสนใจสำนักม่อจื๊อขนาดนี้” เย่เชียนพูด ซึ่งเขาไม่คิดว่าการเดาของเขาจะถูกต้องแบบนี้
“หืม..ในเมื่อแกกำลังจะตายฉันจะบอกแกให้ก็แล้วกัน” พระวัยกลางคนพูด “พุทธตันตระของฉันคือสิ่งที่ดำรงอยู่จุดสูงสุดเพราะงั้นฉันจะปล่อยให้แผ่นดินนี้ถูกปกครองโดยกลุ่มนอกรีตได้ยังไง?..พวกเราควรจะเป็นเจ้าของที่แห่งนี้..แต่พลังและอำนาจของพวกเราในปัจจุบันยังน้อยมากเพราะงั้นเราต้องหาทางปราบกองกำลังอื่นให้ได้..ยิ่งไปกว่านั้นสำนักม่อจื๊อก็มีอิทธิพลมากในรัฐบาลจีนเพราะงั้นหากฉันควบคุมสำนักม่อจื๊อได้ล่ะก็หลายๆอย่างจะง่ายขึ้นมาก”
ทันใดนั้นเย่เชียนก็ตระหนักได้ว่าดูเหมือนว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายจะไม่ใช้การทำลายสำนักม่อจื๊อแต่คือการล้มล้างระบอบการปกครองของประเทศ เมื่อคิดแบบนั้นเย่เชียนก็ขมวดคิ้วโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะดูเหมือนว่าหากลัทธิมารไม่มาที่นี่เพื่อสร้างอำนาจและปราบปรามพวกนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาล่ะก็ที่แห่งนี้คงจะถูกพุทธตันตระปกครองไปแล้วใช่ไหม?” เย่เชียนยิ้มและพูดว่า “ถ้าผมเดาถูกพวกคุณน่าจะเกี่ยวข้องกับพวกนักรบพราหมณ์ใช่ไหม?”
พระวัยกลางคนตกตะลึงเล็กน้อยและพูดว่า “แกรู้เยอะจังนะ”
เย่เชียนแค่ต้องการทดสอบแต่เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะมีความเกี่ยวข้องกับนักรบพราหมณ์ด้วย ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะเป็นเหมือนนักเลงแต่อย่างน้อยๆเขาก็มีความรักชาติ การที่อีกฝ่ายเป็นชาวพุทธแต่พวกเขาทำสิ่งนี้ดังนั้นทัศคติที่ดีในใจต่อชาวพุทธศาสนาของเย่เชียนจึงหายไปทันทีและความรู้สึกอาฆาตที่รุนแรงก็เกิดขึ้น “พวกนักรบพราหมณ์มีความแค้นต่อผมก็จริงแต่ดูเหมือนว่ามันจะมากเกินไปหน่อยนะสำหรับพระอาจารย์ที่สมรู้ร่วมคิดกับพวกนักรบพราหมณ์..ซึ่งถ้าหากคุณกำลังต่อสู้เพื่ออำนาจคุณก็สามารถพิสูจน์ได้โดยการต่อสู้กับเหล่านักรบโบราณในประเทศจีนแต่คุณกลับสมรู้ร่วมคิดกับพวกต่างชาติ!..ซึ่งนั่นมันอีกเรื่องและพวกคุณมันกบฏของชาติ” เย่เชียนพูดต่อ “ว่าแต่พระอาจารย์ไม่ได้มาที่นี่เพื่อฆ่าผมหรอกเหรอ?..แสดงให้ผมดูหน่อยสิว่าศิลปะการต่อสู้ของพุทธตันตระนั้นเป็นยังไง”
“ว่ากันว่าเย่เชียนเป็นคนที่หยิ่งผยองพอมาเจอกับตัวเองวันนี้ก็เป็นอย่างที่คนเขาพูดจริงๆ..เอาล่ะ..วันนี้ฉันจะให้แกได้เห็นสวรรค์ตะวันตก!” พระวัยกลางคนพูดอย่างเย็นชาพร้อมกับโบกมือของเขาจากนั้นพระสาวกสองคนที่อยู่ข้างหลังเขาคนหนึ่งเตี้ยและอีกคนหนึ่งสูงก็พุ่งไปหาเย่เชียนทันที
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ถ้าพูดเกี่ยวกับคุณธรรมของผมล่ะก็ผมทำสิ่งที่เลวร้ายมากเกินไปเพราะงั้นผมเดาว่าพระพุทธเจ้าคงจะไม่ยอมรับผมและผมก็ไปสวรรค์ตะวันตกไม่ได้หรอก..แต่ราชาแห่งนรกน่ะยินดีที่จะยอมรับผมอย่างแน่นอน” หลังจากพูดจบร่างของเย่เชียนก็ย่อลงและพุ่งไปข้างหน้าราวกับลูกธนูจากคันศร ระหว่างทางเขาเอื้อมมือขวาไปที่เสื้อของเขาแล้วหยิบมีดคลื่นโลหิตออกมาและแทงออกไปทันที
แน่นอนว่าศิลปะการต่อสู้ของพระสาวกทั้งสองไม่ได้อ่อนแอและร่วมมือกันค่อนข้างดี ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาจะผ่านการฝึกฝนการโจมตีร่วมกันมาอย่างเข้มงวดมาก แต่เมื่อต้องรับมือกับความร่วมมือประเภทนี้แล้วเย่เชียนก็มีประสบการณ์มากมายเช่นกันเพราะตอนที่เขาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นครั้งหนึ่งเขาเคยร่วมมือแบบทีมกับเหล่านินจาอิงะที่เต็มไปด้วยเทคนิคการโจมตีแบบผสมผสาน ด้วยเหตุนี้ประสบการณ์ของเย่เชียนจึงค่อนข้างสูงดังนั้นเพื่อจัดการกับความร่วมมือในลักษณะนี้แล้วจงอย่ามองไปรอบๆและให้มุ่งโจมตีไปที่คนคนเดียวเพื่อทำลายความร่วมมือระหว่างพวกเขานั่นเอง
เย่เชียนไม่เคยเห็นศิลปะการต่อสู้ของพุทธตันตระและมันก็ค่อนข้างยากที่จะจัดการและรับมือ นอกจากนี้ความร่วมมือระหว่างทั้งสองนั้นก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากและนั่นทำให้เย่เชียนค่อนข้างที่จะลำบาก ส่วนพระวัยกลางคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มที่มุมปากของเขาแต่ไม่นานนักรอยยิ้มนั้นก็หายไปเพราะเย่เชียนสามารถรับมือกับกลอุบายและทักษะการต่อสู้ของพุทธตันตระได้อย่างรวดเร็วซึ่งทำให้เขาประหลาดใจอย่างมาก
เย่เชียนไม่รู้ว่าทำไมในตอนแรกเขาถึงพบว่ามันยากมากแต่พอผ่านไปสักพักก็ค่อยๆดูเหมือนว่าเขาจะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของพระสาวกทั้งสองได้อย่างชัดเจน เย่เชียนสามารถคาดการจากณ์ด้านหลังได้ทั้งๆที่เขามองตรงไปยังข้างหน้าซึ่งทำให้เขาประหลาดใจแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเย่เชียนรู้สึกว่าเขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง
“ฝ่ามืออรหันต์!” เย่เชียนตะโกนและปล่อยฝ่ามือออกไปด้วยเสียง “ปัง” มันกระแทกสาวกพุทธตันตระตัวสูงอย่างแรงจนสาวกตันตระกรีดร้องและกระเด็นออกไปล้มลงบนพื้นอย่างแรง ซึ่งพละกำลังของเย่เชียนดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่ามหามุทราที่สาวกพุทธตันใช้อย่างมากและสิ่งนี้ก็สร้างความประหลาดใจให้กับสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนที่อยู่ด้านข้างมาก วิชาและทักษะการต่อสู้ของพุทธตันตระอย่างมหามุทรานั้นได้รับการฝึกสอนอย่างเข้มงวดมาโดยตลอดและคนอย่างเย่เชียนจะเข้าใจวิชามหามุทราได้อย่างไร? เมื่อมองไปที่ฝ่ามือของเย่เชียนแล้วปรากฏว่าเย่เชียนไม่ได้มีทักษะที่ฝึกฝนกันมาเป็นสิบๆปีอย่างแน่นอนและยังห่างไกลจากการใช้พลังแบบนั้นอยู่ดี ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อว่าเย่เชียนจะเรียนรู้มันทั้งหมดภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
“แกน่ะไปเรียนวิชามหามุทรามาจากไหน?” สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนถามอย่างเฉียบขาด
ด้วยเสียง “ปัง” เย่เชียนโจมตีสาวกพุทธตันตระอีกครั้งด้วยฝ่ามืออย่างรุนแรงและยิ่งเวลาผ่านไปฝ่ามือของเย่เชียนก็ยิ่งทวีคูณความรุนแรงขึ้นจนสาวกพุทธตันตระตัวเตี้ยก็กรีดร้องและล้มลงบนพื้นอย่างแรงแล้วตายไปด้วยอาการบาดเจ็บที่รุนแรว
“ถ้าผมบอกว่าผมเพิ่งจะรู้ล่ะคุณจะเชื่อไหม?” เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและชำเลืองมองสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนแล้วพูด
“หืม..ก็ได้..ถ้าแกไม่พูดฉันจะฆ่าแกเอง” ทันทีที่สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนพูดจบเขาก็รีบประทับมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันและโจมตีเย่เชียนด้วยฝ่ามือของเขาจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งเพราะเมื่อเห็นการประสานมือของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนต่อหน้าต่อตาของเขาเย่เชียนก็รู้สึกถึงความชัดเจนภายในจิตใจของเขา หลังจากนั้นไม่นานสมาธิของเย่เชียนก็กลับมาแล้วรีบหลบการโจมตีเพราะฝ่ามือของสาวกพุทธตันตระคนนี้มีพลังมากกว่าของชาฮัวเอียนมากจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่เย่เชียนจะตื่นเต้นกับมัน อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็มีความรู้สึกแปลกๆในใจเช่นกันเพราะก่อนหน้านี้ความเร็วในการประสานมือของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนนั้นเร็วมากแต่เย่เชียนดูเหมือนจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนซึ่งทำให้เย่เชียนรู้สึกประหลาดใจและยิ่งไปกว่านั้นเย่เชียนก็ไม่สามารถหาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวภายในวินาทีสุดท้ายได้
เห็นได้ชัดว่าสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนตกตะลึงไปครู่หนึ่งและเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าเย่เชียนจะสามารถหลบหลีกฝ่ามือของเขาไปได้จนเขาประหลาดใจไม่น้อย หลังจากตกตะลึงไปครู่หนึ่งสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนก็ประสานมืออีกครั้งและคราวนี้มันทั้งรวดเร็วและซับซ้อนกว่าครั้งที่แล้วมาก
จากประสบการณ์ครั้งที่แล้วเย่เชียนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นในครั้งนี้และดูเหมือนจะไม่ตื่นตระหนกใดๆทั้งสิ้นจนสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียง “หึ” ออกมาเบาๆและเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงอย่างมาก อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่กล้าที่จะดูถูกเย่เชียนอีกต่อไปดังนั้นการเคลื่อนไหวของเขาจึงรวดเร็วขึ้นและรุนแรงมากขึ้น
.
.