ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1391 ขี้โกง
ตอนที่ 1391 ขี้โกง
………………..
ศิลปะการป้องกันตัวของชาวพุทธนั้นสืบทอดมาจากบรรพบุรุษศาสนาพุทธและพุทธตันตระและทักษะการต่อสู้ส่วนใหญ่ก็ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่ง ซึ่งถึงแม้ว่าวิชาตราประทับอมตะจะค่อนข้างลึกลับและมีวิชาของลัทธิเต๋าบางอย่างปะปนอยู่ในนั้นก็ตามแต่ทว่ารูปแบบของมันก็ยังคงเหมือนเดิมและนี่คือศิลปะการต่อสู้ในโลกที่มีเส้นทางที่แตกต่างกันแต่นำไปสู่เป้าหมายเดียวกันนั่นเอง
สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเมื่อเย่เชียนโจมตีเขาเพราะเขาฝึกฝนวิชาตราประทับนี้มานานหลายทศวรรษและไม่รู้ว่ามีปรมาจารย์ตั้งกี่คนที่ตายด้วยน้ำมือของเขา ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากเย่เจิ้งหรานไม่ตายไปเสียก่อนเขาก็คงท้าประลองกับเย่เจิ้งหรานแล้วและเมื่อถึงเวลานั้นตำแหน่งปรมาจารย์อันดับหนึ่งของโลกก็จะตกเป็นของเขาแต่ทว่าตอนนี้เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานจะสามารถตอบโต้ภายใต้น้ำมือของเขาได้และไม่เพียงแค่อีกฝ่ายจะไม่เสียเปรียบใดๆแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมั่นใจขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจมาก
อันที่จริงเย่เชียนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยในใจของเขาเพราะเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะคุ้นเคยกับตราประทับอมตะของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนมากขึ้นเรื่อยๆและยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าเขาจะจำท่าทางการประสานมือของสาวกพุทธตันตระได้อย่างชัดเจนภายในจิตใจของเขา ซึ่งมันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับก่อนหน้านี้และถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่สามารถหาสาเหตุของเรื่องนี้ได้แต่ในเวลานี้เขาก็ไม่สามารถคิดอะไรมากมายได้แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้เป็นอันตรายต่อเขาอยู่ดี
สำหรับสิ่งแปลกๆในร่างกายของเขานั้นเย่เชียนไม่แปลกใจเลยและถ้าเขาเข้าไปพัวพันกับปัญหาเหล่านี้เสมอเย่เชียนก็คงจะรำคาญและปวดหัวจนตาย
เย่เชียนหลบการโจมตีของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนและใช้มือทั้งสองประสานกันเพื่อโจมตีสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนอย่างกระทันหัน เมื่อเห็นแบบนั้นสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนก็ตอบโต้เย่เชียนด้วยการโจมตีอย่างเต็มที่แต่เขากลับถูกฝ่ามือของเย่เชียนโจมตีจนถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนที่เขาจะยืนนิ่ง นั่นเพราะพลังการฟื้นฟูของพลังปราณนั้นแข็งแกร่งมากและพลังทำลายล้างก็แข่งแกร่งเช่นกัน
สาวกพุทธตันตระกลางคนก็รีบระงับอาการบาดเจ็บของเขาให้ออกไปจากร่างกายของเขาแต่ทว่าตอนนี้มันไม่มีเวลาสำหรับการทำแบบนั้น ดังนั้นเขาจึงมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจและถามว่า “แกไปเรียนรู้ผนึกอมตะมาจากใคร”
เย่เชียนเม้มปากเล็กน้อยและพูดว่า “ผมเห็นผนึกอมตะครั้งแรกจากชาฮัวเอียนและผมก็คิดว่ามันแปลกมากในตอนนั้นแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นเลย..ยิ่งไปกว่านั้นเหมือนผมจะรู้จักมันด้วยซ้ำแต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเพราะงั้นอย่ามาถามผม..เพราะคราวนี้ผมก็เรียนรู้มันมาจากคุณไงล่ะ”
ถึงแม้ว่าสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนจะไม่เชื่อแต่ข้อเท็จจริงที่อยู่ตรงหน้าก็ทำให้เขาอดเชื่อไม่ได้เพราะผนึกอมตะนี้เป็นทักษะพิเศษของเขาและแม้แต่ในพุทธตันตระเองก็ไม่มีใครรู้นอกจากเขาและเขาก็ส่งต่อวิชานี้ให้กับชาฮัวเอียนด้วยตัวเองดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือเย่เชียนเพิ่งจะเรียนรู้จริงๆอย่างไรก็ตามเขาก็ไม่สามารถเชื่อได้เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ฝึกฝนผนึกอมตะอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานานแต่จะมีคนอื่นที่สามารถเรียนรู้ได้ภายในไม่กี่นาทีแบบนี้มันเหลือเชื่อเกินไป
“เอาล่ะดูเหมือนว่าแกจะเป็นตัวปัญหาจริงๆและถ้าฉันไม่ฆ่าแกวันนี้ก็คงไม่ได้” สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนตะโกนและกระโดดไปต่อยเย่เชียนอย่างรุนแรงกลางอากาศ ด้วยแรงส่งอันมหาศาลจึงทำให้หมัดนั้นค่อนข้างทรงพลังและถึงแม้ว่าเย่เชียนจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งที่สืบทอดมาจากพิธีกรรมแลกเลือดของเผ่าแม่มดอยู่แล้วแต่มันก็ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงดังนั้นเย่เชียนจึงไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเขา
ฝ่ามือของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนก็กระทบกับพื้นอย่างแรงจนมีเสียงดัง “ปัง” และมีรอยแตกขนาดใหญ่เกิดขึ้นบนถนนลาดยางและพื้นที่โดยรอบก็แตกเช่นกัน ซึ่งรอยแตกขนาดใหญ่นั้นแสดงให้เห็นว่าฝ่ามือนี้ทรงพลังเพียงใด เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็หายใจเข้าลึกๆเพราะถ้าเขาโดนฝ่ามือนี้ในตอนนี้ชีวิตของเขาอาจจะจบลงทันทีใช่ไหม?
ทันทีที่สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนลงสู่พื้นด้วยแรงส่งจากกำลังที่เหลืออยู่เขาจึงกระโดดขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหันแล้วหมุนตัวกลางอากาศจากนั้นก็พุ่งเข้าหาเย่เชียนทันที การเคลื่อนไหวนั้นรุนแรงและรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดและการจู่โจมนั้นก็รุนแรงมากและไม่ควรประมาท แน่นอนว่าเย่เชียนไม่ได้คิดที่จะตอบโต้โดยตรงกับเขาและมันก็ไม่ฉลาดที่จะเผชิญหน้ากันตรงๆเพราะตอนนี้พลังของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนถึงจุดสูงสุดแล้วและเย่เชียนก็ควรหาวิธีทำให้พลังของเขาอ่อนแอลง ซึ่งด้วยวิธีนี้การโจมตีที่รุนแรงของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนจะอยู่ได้ไม่นานและจะดีกว่าไหมหากรอให้พลังของเขาลดลงแล้วค่อยใช้ประโยชน์จากเวลานั้นในการโจมตี
พลังปราณใช้ความเสถียรเอาชนะความแข็งแกร่งและปลดปล่อยพลังออกมา นั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะการโจมตีอันดุร้ายของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนไม่ได้คาดคิดว่าการฝึกฝนของเย่เชียนจะสูงขนาดนี้และยังสามารถเรียนรู้วิชาของเขาได้อย่างรวดเร็วซึ่งทำให้เขาหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากไม่สามารถโจมตีเย่เชียนได้เป็นเวลานานพลังปราณของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนก็จะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และถ้าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาก็กลัวจริงๆว่าเขาจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเย่เชียนอีกต่อไป
เย่เชียนเห็นจังหวะที่เหมาะสมดังนั้นเขาจึงตะโกนอย่างเสียงดังและทันใดนั้นเย่เชียนก็ประสานมืออย่างรวดเร็วและแม่นยำจนสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนยังประสานมือไม่สำเร็จจนสุดท้ายเขาก็ถูกฝ่ามือของเย่เชียนกระแทกเข้าที่หน้าอกอย่างจัง “ปัง” และกระเด็นถอยหลังทันทีพร้อมเสียงกรีดร้อง แน่นอนว่าเย่เชียนนั้นใช้ผนึกตราประทับอมตะของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนซึ่งเห็นได้ชัดว่าเย่เชียนเชี่ยวชาญกว่าก่อนหน้านี้มาก ทางด้านของเย่เชียนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมราวกับว่าผนึกตราประทับอมตะเป็นศิลปะการต่อสู้และวิชาของเขาเองเพราะงั้นเขาจึงสามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว
สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนล้มลงกับพื้นอย่างแรงพร้อมกับกระอักเลือดออกมาคำใหญ่และเมื่อเขาพยายามจะยืนขึ้นแต่ก็พบว่าตัวเองอ่อนแอลงอย่างสิ้นเชิง นั่นเป็นเพราะพลังทำลายล้างอันทรงพลังของพลังปราณได้กระทบกับหัวใจของเขาทันทีเมื่อเย่เชียนโจมตีหน้าอกด้วยฝ่ามือและตอนนี้มันก็เป็นผลที่ตามมาของการโจมตีครั้งนั้น
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเพราะผู้คนจากศาสนาพุทธตันตระได้สมรู้ร่วมคิดกับศาสนาพราหมณ์ดังนั้นการต่อสู้ในโลกแห่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเย่เชียนจึงไม่สามารถปล่อยพวกเขาไปได้ ด้วยเหตุนี้เย่เชียนจึงก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆและพูดว่า “ผมน่ะเคารพสาวกชาวพุทธเสมอแต่การกระทำของพวกคุณทำให้ผมต้องผิดหวังจริงๆ..ในแผ่นดินของตัวเองต่อให้จะมีสงครามและความขัดแย้งมากแค่ไหนมันก็ไม่เท่าไหร่แต่นี่พวกคุณกลับสมรู้ร่วมคิดกับพวกต่างชาติซึ่งเป็นกบฏชาติ..เพราะงั้นพวกคุณก็ไม่สมควรที่จะมีชีวิต!”
หลังจากพูดจบเย่เชียนก็หันหลังกลับและเดินไปที่ทางเข้าตรอกซอย “เดี๋ยวก่อน…อ่ะๆ” สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนพูด “แก..ช่วยบอกฉันทีได้ไหมว่าแกไปเรียนผนึกตราประทับอมตะมาจากไหน”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “พูดตามตรงว่าผมเองก็ไม่รู้จริงๆแต่ถ้าคุณอยากให้ผมอธิบายเหตุผลล่ะก็ผมก็บอกได้แค่ว่าฉผมเรียนรู้มันมาจากคุณยังไงล่ะ!”
สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนตกตะลึงอย่างมากและเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อแต่เมื่อพิจารณาจากการกระทำของเย่เชียนแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อแบบนั้น เขาจึงถอนหายใจอย่างเงียบๆและกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง “เอื้อ” เย่เชียนเหลือบมองเขาและขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันหลังจากไป
เย่เชียนมีคติเป็นของตัวเองและเขาก็สามารถอดทนต่อการต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้อื่นได้เพราะในความเห็นของเขานี่เป็นการแสดงให้ประจักษ์ถึงธรรมชาติของมนุษย์และมีคนที่ไม่เห็นแก่ตัวอย่างแท้จริงจำนวนไม่น้อย อย่างไรก็ตามไม่ว่าคุณจะต่อสู้หรือสร้างความวุ่นวายมากเพียงใดแต่คุณต้องไม่ทำลายประเทศชาติหรือประชาชนเพื่อนร่วมชาติของตัวเองและแน่นอนประเทศก็คือประเทศและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจแต่อย่างใด
เย่เชียนรับรู้ถึงพลังของฝ่ามือของเขาในตอนนี้ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจว่าสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนจะอยู่หรือตายและเลือกที่จะเดินไปที่ทางเข้าตรอกซอยเพราะฝ่ามือนั้นทำให้หัวใจของสาวกพุทธตันวัยกลางคนถูกทำลายและมันก็คงเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากหากเขายังรอดชีวิตมาได้
หลังจากออกไปแล้วเย่เชียนก็เอื้อมมือไปโบกรถแท็กซี่และรีบไปที่ภูเขาเหยาหวังและเข้าไปจากทางเข้าลับที่ซ่อนอยู่โดยขึ้นลิฟต์ไปยังยอดเขา ซึ่งมีคนลัทธิมารแจ้งคนที่อยู่บนยอดเขาเมื่อพวกเขาอยู่ด้านล่างแล้วดังนั้นเมื่อพวกเขาไปถึงยอดเขาประตูลิฟต์ก็เปิดออกและหยานตงก็รออยู่ที่ประตู
หยานตงก้าวไปข้างหน้าสามก้าวและกอดเย่เชียนซึ่งทำให้เย่เชียนประหลาดใจมากและจ้องมองหยานตงด้วยความงุนงง “เรื่องจากครั้งที่แล้วจบแล้วล่ะและมันไม่มีผลกระทบใดๆทั้งสิ้นเพราะงั้นเอ็งสามารถวางใจได้เลย..เอาล่ะนั่งคุยกันข้างในเถอะ” หลังจากที่หยานตงพูดจบเขาก็พาเย่เชียนเดินเข้าไปข้างใน
หลังจากชงชาสองถ้วยแล้วทั้งสองก็นั่งลงโดยหันหน้าเข้าหากันและหยานตงก็พูดว่า “ฉันเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งก่อน..ว่าแต่ตอนนี้คุณหลินเป็นยังไงบ้าง” การกอดเมื่อกี้นี้เป็นการแสดงความขอโทษของหยานตง
“อาจารย์หยานอย่ากังวลเกี่ยวกับปัญหานี้เลยเพราะพวกคนที่ทำร้ายโรวโร่วน่ะได้ชดใช้ทั้งหมดแล้วเพราะงั้นนี่ก็ไม่ใช่ปัญหาของคุณอีก..นอกจากนี้อาจารย์หยานก็ทำหลายอย่างเพื่อโรวโร่วไปแล้วนะครับ” เย่เชียนพูด “เอาเถอะครับอย่าไปสนใจเรื่องนั้นเลยเพราะผมต้องการจะปรึกษาเรื่องอื่นกับคุณ”
“ไม่ว่าเอ็งจะพูดอะไรก็ตามตราบใดที่ฉันช่วยได้ฉันก็จะช่วยอย่างเต็มที่” หยานตงพูด
“ผมอยากจะถามว่าอาจารย์หยานมีวิชาลับอะไรอีกนอกจากประตูทั้งแปดด่านที่สามารถปรับปรุงการศักยภาพของผู้คนในช่วงเวลาสั้นๆได้” เย่เชียนพูด “ผมคิดมากเรื่องสกายเน็ตอยู่ตลอดเวลาและผมก็ปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ได้..ตอนนี้พวกมันแข็งแกร่งเกินไปและถ้าหากวันหนึ่งเราต้องต่อสู้กับพวกมันแบบตัวต่อตัวล่ะก็ผมเกรงว่าฝีมือของผมจะต่ำเกินไปและพวกเราก็ไม่มีความสามารถในการรับมือพวกมันเลย”
หยานตงตกตะลึงเล็กน้อยและพูดว่า “เอ็งก็น่าจะรู้นะว่าวิธีการฝึกฝนและเพิ่มศักยภาพอย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดและมันก็มาพร้อมกับอันตรายเช่นเดียวกับชาลับประตูทั้งแปดด่าน..อีกอย่างนอกจากวิชาประตูแปดด่านแล้วฉันก็คิดวิธีอื่นไม่ออกจริงๆ” หลังจากหยุดไปชั่วขณะหยานตงก็พูดต่อ “แต่ลัทธิมารของฉันมีวิชาลับมากมายแต่ฉันหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนประตูแปดด่านเพียงอย่างเดียวเพราะงั้นฉันจะช่วยหาให้ก็แล้วกัน..มันอาจจะมีวิชาลับบางอย่างอยู่แต่ฉันต้องการเตือนเอ็งก่อนว่าการพัฒนาศักยภาพอย่างรวดเร็วนั้นเต็มไปด้วยอันตรายและความเสี่ยงและเอ็งก็ต้องคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับเรื่องนี้และมันอาจจะไม่คุ้มกับสิ่งที่ต้องเสียไป” ประเด็นนี้เย่เชียนชัดเจนมากเพราะเขามีประสบการณ์ในการใช้วิชาลับประตูแปดด่านเป็นการส่วนตัวมาแล้ว
.
.