ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1392 เยือนประเทศอินเดีย
ตอนที่ 1392 เยือนประเทศอินเดีย
………………..
เย่เชียนเข้าใจว่าหยานตงกำลังทำสิ่งนี้เพื่อเขาและเย่เชียนก็เข้าใจดีว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆและการพัฒนาอย่างรวดเร็วในการฝึกฝนจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเขาอย่างมาก อย่างไรก็ตามการเผชิญหน้ากับองค์กรอย่าสกายเน็ตนั้นไม่ง่ายและถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคตเขาอาจไม่สามารถรับมือกับมันได้เลย
สิ่งที่เขาต้องกาในรตอนนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองแต่ยังพัฒนาความแข็งแกร่งของทุกคนที่อยู่ภายใต้บัญชาของเขาเพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นยอดฝีมือได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขาต้องค้นหาพรสวรรค์ใหม่ๆอย่างต่อเนื่องแล้วใช้มันเพื่อเป็นพลังนั่นเอง
เย่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “ผมเข้าใจสิ่งที่คุณหมายถึงและนี่อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่แน่นอนว่าทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ..ผมจะบอกทั้งข้อดีและข้อเสียให้พวกเขาทราบเพราะงั้นมันก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง”
หยานตงพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ตกลงฉันจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อช่วยเอ็งหาเคล็ดวิชาใหม่ๆ..แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆฉันก็จะแนะนำและฝึกฝนพวกเขาเป็นการส่วนตัวเพื่อให้พวกเขาก้าวหน้ามากที่สุดในเวลาอันสั้น” หลังจากหยุดไปชั่วขณะหยานตงก็ถอนหายใจอย่างเงียบๆอีกครั้งและพูดว่า “น่าเสียดายที่พ่อของเอ็งเสียไปแล้ว..ถ้าไม่เป็นแบบนั้นฉันคิดว่าเขาน่าจะมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าพวกเราอย่างแน่นอนเพราะความสำเร็จด้านศิลปะการต่อสู้ของพ่อเอ็งนั้นเหนือกว่าของพวกเรามาก..เขาอยู่ในระดับที่เหนือจินตนาการของเราไปไกลมาก”
การแสดงออกของเย่เชียนดูไม่เศร้าเกินไปเพราะเขาไม่มีความทรงจำอันลึกซึ้งต่อพ่อของเขาแต่เขาได้ยินมาว่าพ่อของเขาน่าทึ่งมากและเขาก็ยังรู้สึกถึงความสุขและความรู้สึกชื่นชมและภาพลักษณ์ของพ่อในใจของเขาก็สูงขึ้นเรื่อยๆ
หยานตงตกตะลึงเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ฉันขอโทษ..ฉันไม่น่าพูดเรื่องนี้เลย”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ..อันที่จริงวันนี้ผมมีเรื่องอื่นจะคุยกับคุณและระหว่างทางมาที่นี่ผมก็เจอสาวกพุทธตันตระสามองค์ไล่ตามผมมาและเกิดการต่อสู้ขึ้น..อีกอย่างวิชาผนึกตราประทับอมตะของสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนนั้นทรงพลังมาก”
“ผนึกตราประทับอมตะ?” หยานตงขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “นั่นคือเคล็ดวิชาเครื่องรางของขลังจากศาสนะตันตระไม่ใช่เหรอ..เท่าที่ฉันรู้มาดูเหมือนเคล็ดวิชาลับนี้จะไม่ได้ถูกถ่ายทอดรุ่นต่อรุ่นนะ”
“ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะเพราะผมเคยเห็นวิชาผนึกอมตะมาก่อนจากชาฮัวเอียนลูกศิษย์ของตู้ฟู่เหว่ยแห่งสำนักม่อจื๊อ..อีกทั้งสาวกพุทธตันตระวัยกลางคนยังยอมรับว่าชาฮัวเอียนเป็นลูกศิษย์ของเขาด้วย” เย่เชียนพูด ” ครั้งนี้เขามาหาผมก็เพื่อล้างแค้นให้ชาฮัวเอียนโดยเฉพาะ”
“ฉันไม่คิดว่าเขาจะมีลูกศิษย์มาก่อน” หยานตงพูด “สาวกพุทธตันตระวัยกลางคนคนนั้นสถานะสูงมากในพุทธศาสนะตันตระและถึงแม้ว่าจะเป็นราชาคณะก็ตามพวกเขาก็ต้องเคารพเมื่อเห็นเขา..แต่ก็น่าเสียดายที่พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่แยกตัวออกไปซึ่งถือเป็นพวกทรยศซึ่งค่อนข้างน่าผิดหวังจริงๆ”
“ผู้อาวุโสหยานครับผมคิดว่าคนพวกนี้สมรู้ร่วมคิดกับคนของนักรบพรามณ์ส่วนเจตนานั้นก็ชัดเจน” เย่เชียนพูด “ผู้อาวุโสหยานครับผมรู้ว่าลัทธิมารเองก็โกรธมากเช่นกันและตอนนี้คนของไอร่อนบลัดก็อยู่ที่นี่ด้วยเพราะงั้นถ้าหากคุณปล่อยให้สาวกพุทธตันตระสร้างปัญหาต่อไปแบบนี้สถานการณ์อาจจะเลวร้ายมากกว่าเดิมก็เป็นได้..การที่พวกสาวกพุทธตันตระสมรู้ร่วมคิดกับนักรบพราหมณ์เราคงปล่อยมันไปไม่ได้”
หยานตงสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “เอ็งพูดถูก..เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ลัทธิมารของฉันพร้อมที่จะโจมตีและตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะจะเคลื่อนไหวแล้วไม่อย่างนั้นพวกตาแก่จากรัฐบาลก็คงจะตำหนิฉันที่ฉันไม่ได้ไขปัญหาเรื่องสาวกพุทธตันตระมานานหลายปีเพราะฉันเอาแต่คิดว่าสาวกพุทธตันตระส่วนมากนั้นยังเป็นคนดีและส่วนน้อยที่หลงผิด..ส่วนตอนนี้เรารออีกไม่ได้แล้วเพราะงั้นมาเริ่มกันเถอะ” จากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองเย่เชียนและพูดว่า “เย่เชียนแล้วเอ็งคิดจะทำยังไง?..อย่างเอ็งไม่น่าจะหยุดเอาไว้แค่นี้หรอกใช่ไหม?”
ตามความเข้าใจของหยานตงที่มีต่อเย่เชียนนั้นเขาไม่คิดว่าเย่เชียนจะเป็นคนประเภทที่สามารถปล่อยสิ่งต่างๆไปได้ง่ายๆ เดิมทีเย่เชียนจะไม่มีวันยกโทษให้กับศัตรูคนใดง่ายๆและเขาจะไม่มีวันหยุดจนกว่าอีกฝ่ายจะสูญสิ้น
เย่เชียนฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ผู้อาวุโสหยานรู้จักผมดีจริงๆ..แน่นอนว่าผมไม่เคยคิดที่จะปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆและผมก็ได้ติดต่อกับคนที่อยู่ในประเทศอินเดียเอาไว้แล้วและจะไปที่นั่นในอีกไม่กี่วันนี้..ผมไม่สนใจหรอกว่านักรบพราหมณ์จะเป็นองค์กรอะไรและใหญ่แค่ไหนเพราะถ้าพวกมันกล้าทำร้ายผู้หญิงของผมล่ะก็พวกมันก็สมควรชดใช้..นอกจากนี้ผมเองก็เตรียมการณ์เอาไว้นานแล้วและมันก็ถึงเวลาที่จะใช้ประโยชน์”
“เย่เชียนฉันจะไม่ห้ามเอ็งแต่ฉันยังอยากจะเตือนเอ็งว่าพวกนับรบหราหมณ์น่ะไม่ธรรมดา..ไม่ใช่แค่พลังอำนาจในประเทศอินเดียเท่านั้นแต่กำลังรบของพวกมันก็ด้วย..ซึ่งถึงแม้ว่าศิลปะการต่อสู้ของลัทธิมารของฉันในภายหลังจะผสมผสานเข้ากับศิลปะการต่อสู้ของจีนก็ตามแต่มันก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากนักรบพราหมณ์และนอกจากนี้พวกเขาก็ยังมีเคล็ดวิชาลับที่น่าทึ่งอีกมากมาย..ถึงแม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้วฉันก็ไม่รู้ว่ายังเหลือพวกมันอยู่อีกเท่าไหร่แต่อย่าประมาทเชียวล่ะ..ถ้าหากเอ็งเจอพวกมันเอ็งก็ควรรีบตั้งหลักก่อนและไม่จำเป็นต้องเข้าปะทะทันที” หยานตงพูด
เย่เชียนยิ้มและพูดว่า “ผมเข้าใจ..นี่ผมดูโง่ขนาดนั้นเลยเหรอฮ่าๆ..แน่นอนว่าถ้าผมเอาชนะไม่ได้ผมก็จะหนีไปตั้งหลักก่อน”
“ถ้าเอ็งต้องการอะไรที่นั่นก็โทรหาฉันได้เลยแล้วฉันจะรีบไปทันที” หยานตงพูด “ถนนหนทางของเอ็งถูกกำหนดให้เต็มไปด้วยขวากหนาม..แต่เมื่อถึงวาระที่เอ็งยืนอยู่จุดสูงสุดในอนาคตมันก็ยากลำบากเช่นกัน..ฉันเชื่อในตัวเอ็งและถึงแม้ว่าระดับการฝึกฝนของเอ็งในปัจจุบันจะยังไม่สูงมากแต่ด้วยความเร็วในการพัฒนาของเอ็งฉันคิดว่าภายในหนึ่งปีจะไม่มีใครในโลกศิลปะการต่อสู้โบราณที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเอ็งได้เลย”
เย่เชียนยิ้มและพูดว่า “ไม่สำคัญหรอกว่าจะเป็นอันดับหนึ่งในโลกของศิลปะการต่อสู้โบราณหรือเปล่าเพราะบางคนที่ผมเผชิญหน้าด้วยนั้นเห็นได้ชัดว่าพวกเขาบางคนอยู่นอกเหนือขอบเขตของโลกศิลปะการต่อสู้โบราณไปแล้วและทักษะการต่อสู้ของพวกเขาก็ไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้โบราณทั่วไปและไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลยเพราะมันเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด..ดังนั้นผมจึงจะพอใจแบบนี้ไม่ได้เว้นแต่ผมจะเอาชนะพวกเขาได้”
“เย่เชียนเอ็งควรเข้าใจว่าความแข็งแกร่งของคนเรานั้นมีขัดจำกัดเสมอและไม่ว่าเอ็งจะมีทักษะแบบไหนเอ็งก็ไม่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างเกินไปได้และเอ็งก็ไม่มีเวลาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเพราะงั้นพรรคพวกและมิตรสหายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด..ฉันเชื่อว่าเอ็งมีอำนาจมากกว่าฉันและเข้าใจหลักการนี้ดีกว่าฉัน..บางครั้งเอ็งต้องเรียนรู้ที่จะให้เพื่อนแบ่งภาระเอ็งบ้างซึ่งจะดีสำหรับเขาและเอ็ง” หยานตงพูดต่อ “พ่อของเอ็งก็เคยบอกฉันว่าจงเชื่อในสหายของคุณซะ”
เย่เชียนพยักหน้าอย่างหนักหย่วงและยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ผมเข้าใจ” หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดว่า “เอาไว้ผมจะรบกวนผู้อาวุโสหยานเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายหลังนะครับ..คุณช่วยไปบอกคนแก่ๆเหล่านั้นให้เตรียมตัวกันเอาไว้ด้วยเพราะบางครั้งเราจะนิ่งเฉยไม่ได้และต้องเตรียมตัวกับสถานการณ์เอาไว้เวลาสิ่งต่างๆเกิดขึ้นจะได้พร้อมรับมือ คุณต้องเป็นคนคีย์ต่ำ แต่คุณต้องเป็นคนคีย์สูงเมื่อทำสิ่งต่างๆ ”
หยานตงพยักหน้าตอบ
เย่เชียนไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไปและหลังจากพูดคุยกันสองสามประโยคเขาก็ลุกขึ้นและเดินจากไป ในตอนเย็นเย่เชียนพักผ่อนในโรงแรมค้างคืนและเช้าวันรุ่งขึ้นเย่เชียนก็บินไปยังนิวเดลีเมืองหลวงของประเทศอินเดีย
นิวเดลีเป็นศูนย์กลางทางการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย ซึ่งมีแม่น้ำยมุนาเป็นสาขาย่อยของแม่น้ำคงคา ไหลช้าๆจากทางตะวันออกของเมืองและมีที่ราบอันกว้างใหญ่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ เดิมที่นี่เป็นเมืองหลวงโบราณและต่อมามีการสร้างเมืองใหม่ที่นี่โดยมีประตูอินเดียผ่ากลางล้อมรอบด้วยจัตุรัสรามห์ลิลาห์ที่มีชื่อเสียง ประเด็นนี้เย่เชียนก็เห็นด้วยเพราะมันเหมือนกับเมืองหลวงของจักรวรรดิจีนหากตอนนั้นมันไม่ได้ถูกรื้อถอนแต่มีการสร้างเมืองใหม่ข้างๆเมืองหลวงของจักรวรรดิในปัจจุบันก็อาจไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันใช่ไหม? ซึ่งเย่เชียนเชื่อว่าเมืองนั้นจะสวยขึ้นอย่างมาก
ประเทศอินเดียยังเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมโบราณแต่พวกเขาไม่เคยสร้างอาณาจักรที่รวมศูนย์มาเป็นเวลาหลายพันปี ซึ่งทำให้วัฒนธรรมของพวกเขาแทบจะไม่สามารถสืบทอดได้ อย่างไรก็ตามยังมีโบราณสถานหลงเหลืออยู่ที่นี่ เช่น พระราชวังเดลีซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระราชวังต้องห้ามของประเทศอินเดียและกำแพงที่ทำด้วยหินทรายสีแดงจึงถูกเรียกว่าป้อมปราการแดงโดยตัวอาคารทั้งหมดเป็นรูปแปดเหลี่ยม มีประตูเมือง 5 แห่ง และกำแพงเมืองที่หันหน้าไปทางแม่น้ำนั้นสูงถึง 30 เมตร ตั้งตระหง่าน ส่วนห้องโถงด้านในของเมืองล้วนสร้างด้วยหินอ่อนและหินทรายสีแดงมีเสาหินและผนังแกะสลักด้วยภาพนูนต่ำรูปดอกไม้ ส่วนช่องหน้าต่างเจาะด้วยหินอ่อนและฝังด้วยอัญมณีต่างๆอย่างวิจิตรตระการตา เป็นเวลาหลายร้อยปีที่ป้อมปราการแดงได้รับความเสียหายจากสงครามและการทำลายล้างและตอนนี้ก็มีพระราชวังก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมซึ่งเปิดได้สามด้านโดยมีเพียงกำแพงด้านตะวันออกเท่านั้นที่ถูกปิด ส่วนวังอีกหลังที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวเป็นอาคารที่หรูหราที่สุดในป้อมปราการแดงและมีชื่อเสียงว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” นอกจากนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น ห้องน้ำของจักรพรรดิ ห้องส่วนตัวของกษัตริย์ สุเหร่าไข่มุก หอคอยและศาลาในป้อมปราการซึ่งได้รับการปกป้องและดูแลค่อนข้างดี
กล่าวโดยเปรียบเทียบซากปรักหักพังโบราณที่นี่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ดีกว่าในเมืองหลวงของจักรวรรดิและซากปรักหักพังโบราณหลายแห่งในเมืองหลวงของจักรวรรดิก็ไม่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่เหมือนของดั้งเดิม ซึ่งอาจเป็นเพราะประเทศจีนนั้นมีสงครามมากมายในยุคดังกล่าว
เย่เชียนลงจากเครื่องบินผ่านด่านศุลกากรและเมื่อเขาออกมาเขาเห็นดีห์ราห์โบกมือให้เขาจากระยะไกล เมื่อเห็นการแสดงออกที่กระตือรือร้นและตื่นเต้นของเขาแล้วเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นในใจเพราะถึงแม้ว่าเดิมทีเย่เชียนจะต้องการฝึกฝนเขาเพื่อสร้างกองกำลังใหม่ขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าที่นี่แต่เย่เชียนก็ไม่ได้ควบคุมดีห์ราห์มากนั่งแต่ดีห์ราห์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือลืมตัวตนไปเพราะความสำเร็จในปัจจุบันของเขาซึ่งทำให้เย่เชียนรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก
หลังจากเห็นร่างของเย่เชียนอย่างชัดเจนดีห์ราห์ก็วิ่งเข้าไปหาทันที ดีห์ราห์ในวันนี้แตกต่างจากตอนที่เย่เชียนพบเขาในประเทศที่ญี่ปุ่นอย่างมากและดีห์ราห์ก็ดูมีออร่าอย่างสง่าผ่าเผยจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างลับๆ
เมื่ออยู่ต่อหน้าเย่เชียนแล้วดีห์ราห์ก็ยกมือขึ้นราวกับว่าเขาต้องการกอดเย่เชียน อย่างไรก็ตามหลังจากตกตะลึงเล็กน้อยดีห์ราห์ก็ไม่ได้ทำเช่นนั้นแต่โค้งคำนับด้วยความเคารพและพูด “สวัสดีครับบอส!”
.
.