ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1402 เป้าหมาย
ตอนที่ 1402 เป้าหมาย
………………..
เมื่อเห็นเย่เชียนและดีห์ราห์ขับรถออกไปลูซี่ก็ยืนอยู่ที่นั่นอย่างว่างเปล่าและไม่สามารถฟื้นคืนสติได้ชั่วขณะเพราะสิ่งที่เย่เชียนพูดเมื่อกี้กระตุ้นเธอจริงๆเธอหยิ่งยโสเกินไปจริงๆ
เย่เชียนไม่สนใจว่าเธอคิดอย่างไรเพราะเขาพบเธอเพียงครั้งเดียวและเขาจะไม่ติดต่อกับเธออีกในอนาคต ดีห์ราห์ลังเลที่จะพูด ราวกับว่าเขาต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่เขาก็ไม่กล้าพูด เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “นายคิดว่าสิ่งที่ฉันทำมันเกินไปหรือเปล่า?”
ดีห์ราห์ยิ้มอย่างขมขื่นและพูดอย่างกล้าหาญว่า “พูดตามตรงนะครับผมคิดว่ามันไม่เหมาะสมไปสักหน่อยเพราะเป้าหมายหลักของเราตอนนี้คือพวกนักรบพราหมณ์เพราะงั้นการดึงดูดความสนใจของกองทัพนั้นดูไม่เหมาะสักเท่าไหร่ครับ..ซึ่งในเวลานี้เราไม่ควรเป็นศัตรูกับคนอื่น”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “พวกเราไม่มีใครรู้ว่าพวกนักรบพราหมณ์นั้นทรงพลังแค่ไหนและเราก็ไม่รู้ว่าพ่อของซูเออห์นั้นเป็นสมาชิกของนักรบพราหมณ์ด้วยหรือเปล่า..ถ้าเขาเป็นสมาชิกของนักรบพราหมณ์ไม่ช้าก็เร็วเราก็จะมีสงครามกันเพราะงั้นมันไม่สำคัญว่าเราจะทำอะไรในวันนี้..อีกอย่างถ้าเขาไม่ใช่สมาชิกของนักรบพราหมณ์ล่ะก็ถ้าเขามารุกรานฉันก็สามารถใช้ทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าตอบโต้ได้และพวกนั้นก็จะไม่รู้ว่าเราเป็นฝ่ายจัดการเขา..เมื่อถึงตอนนั้นมันจะจุดชนวนความขัดแย้งในหมู่พวกเขาด้วย..จริงๆแล้วการกำจัดแค่นักรบพราหมณ์มันยังไม่พอเพราะสิ่งที่ฉันต้องการคือประเทศอินเดียทั้งประเทศไม่ใช่แค่การกวาดล้างนักรบพราหมณ์!”
ดีห์ราห์อดไม่ได้ที่จะตกใจและมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจ เขาดูเหมือนจะไม่เชื่อเย่เชียนดังนั้นเย่เชียนจึงหัวเราะเบาๆและพูดว่า “นายคิดว่าฉันบ้าหรือเปล่า?”
“ถ้าผมพูดไปหวังว่าบอสเย่จะไม่โกรธนะครับ” ดีห์ราห์พูด “มันเป็นเรื่องที่บ้ามากจริงๆเพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะจัดการกับนักรบพราหมณ์แล้วนับประสาอะไรกับการควบคุมประเทศอินเดียทั้งประเทศ..มันเป็นไปไม่ได้เลย”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “นายไม่คิดว่ามันน่าสนใจกว่าเหรอถ้าอะไรๆมันยากน่ะ?..ถ้าแค่จัดการกับพวกนักรบพราหมณ์ทำไมฉันถึงต้องออกมาจัดการด้วยตัวเองล่ะเพราะยังมีพี่น้องอีกมากมายภายใต้องค์กรทหารรับจ้างของฉันและฉันก็แค่วางแผนโดยรวมก็พอเพราะงั้นจุดประสงค์ของการมาของฉันก็คือประเทศอินเดียทั้งประเทศและฉันต้องการกำประเทศอินเดียเอาไว้ในมือ..นอกจากนี้นายคิดว่าตอนนี้มันเพียงพอสำหรับนายแล้วเหรอ?..นายอยากเป็นมาเฟียที่ยิ่งใหญ่ในวงการใต้ดินไม่ใช่เหรอ?..ตอนนี้หลายๆคนที่มีอำนาจและอิทธิพลนั้นไม่พอใจนายเพราะนายยังไม่มีพลังอำนาจพอสำหรับพวกเขา”
หลังจากพูดจบเย่เชียนก็หันไปมองดีห์ราห์ซึ่งดีราห์ก็อดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในห้วงเวลาของการครุ่นคิดเพราะเขาเข้าใจความจริงข้อนี้ดีถึงแม้ว่าตอนนี้อิทธิพลของเขาจะสูงแต่เขาก็ยังห่างไกลจากผู้ทรงอำนาจที่แท้จริงเหล่านั้น อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยคิดเกี่ยวกับอุดมคติแบบที่เย่เชียนคิดเลยเพราะสำหรับเขานั้นเขามีเพียงจินตนาการเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
“ฉันน่ะหวังเสมอว่าพี่น้องของฉันจะยังคงไม่พอใจกับสถานที่เป็นอยู่เพราะว่าคนที่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้สุดท้ายก็จะค่อยๆถูกสังคมกำจัดในที่สุด..ดังนั้นการมีความทะเยอทะยานไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่สิ่งที่น่ากลัวคือการไม่มีความทะเยอทะยานนั่นเอง..ผู้คนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความทะเยอทะยานและเมื่อนั้นก็จะมีแรงจูงใจที่จะก้าวไปข้างหน้าและต่อสู้และก้าวไปสู่ความสำเร็จในที่สุด” เย่เชียนพูด
หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “ฉันจะบอกความจริงกับนายว่าประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันคือโลกของฉันและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ได้รับการแต่งตั้งก็เพราะฉันเพราะงั้นถ้าฉันต้องการให้เขาลงจากตำแหน่งมันจะเป็นเรื่องง่ายๆดังนั้นเป้าหมายของฉันคือทำให้ประเทศอินเดียเป็นแบบนั้นรวมถึงประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยซึ่งทั้งหมดจะต้องรวมอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของฉัน”
ดีห์ราห์อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงเขาไม่คาดคิดจริงๆว่าประเทศญี่ปุ่นเกาะแห่งนี้จะเป็นของเย่เชียนแล้ว เขาจำได้ว่าเมื่อเขาไปประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกมันก็ยังคงเหมือนเดิมและไม่ได้คาดหวังว่าเย่เชียนจะกุมอำนาจได้ในเวลาอันสั้น “ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับจีนใกล้ชิดกันมากขึ้นเมื่อเร็วๆนี้และข้อพิพาทต่างๆก็ค่อยๆหายไป” ดีห์ราห์พูด
“นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนต้องมีความทะเยอทะยาน” เย่เชียนพูด “ฉันคิดว่าฉันสามารถกุมอำนาจประเทศญี่ปุ่นได้แต่ไม่ใช่ประเทศอินเดียเพราะสิ่งที่ฉันต้องการคือการสนับสนุนจากนายและแน่นอนว่าฉันจะเคารพการตัดสินใจของนาย”
“ผมจะทำตามที่บอสพูดครับ” ดีห์ราห์พูด “ชีวิตของผมเป็นของบอสเพราะงั้นถึงแม้ว่าบอสจะบอกให้ผมไปตายผมก็จะไม่ลังเล”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและตบไหล่เขาแล้วพูดว่า “ฉันจะปล่อยให้น้องชายของฉันตายได้ยังไง..ไม่ต้องกังวลไปฉันหวังว่าพี่น้องของฉันทุกคนจะยืนหยัดได้และฉันก็หวังว่าพี่น้องของฉันทุกคนจะกลายเป็นผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้”
ดีห์ราห์พยักหน้าอย่างหนักหน่วงและพูดว่า “ผมจะทำให้ดีที่สุดเพื่อให้เป็นไปตามความคาดหวังของบอสนะครับ..ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้ติดตามบอสมาเป็นเวลานานแต่ในใจของผมบอสคือเทพเจ้าแห่งสงครามผู้ไร้พ่ายและผมเชื่อว่าการตัดสินใจของบอสนั้นถูกต้องเสมอและผมพร้อมจะบุกน้ำลุยไฟโดยไม่ลังเลเลย”
“ฮ่าๆนายก็พูดเกินไปบางครั้งนายก็ต้องให้คำแนะนำฉันบ้าง” เย่เชียนพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
ดีห์ราห์พยักหน้าและไม่พูดอะไรเพราะในความเป็นจริงเขายังคงรู้สึกเกรงขามเย่เชียนอยู่ในใจ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าพูดต่อหน้าสเย่เชียนมากเกินไป ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะพูดกับเขาอย่างสุภาพมากแต่เขาก็ยังรู้สึกเกรงขามและเคารพเย่เชียนเสมอ
หลังจากกลับถึงบ้านทั้งสองคุยกันอย่างสบายๆแล้วกลับห้องไปพักผ่อน เย่เชียนคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตแบบนี้ดังนั้นถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในต่างถิ่นหรือที่ใหม่ๆเขาก็สามารถหลับได้อย่างรวดเร็วเพราะนี่เป็นผลมาจาก 8 ปีที่เขาทำงานเป็นทหารรับจ้างมาอย่างหนักหน่วง
เช้าวันรุ่งขึ้นเย่เชียนตื่นแต่เช้าแล้วออกไปข้างนอกเดิมทีดีห์ราห์ต้องการติดตามไปแต่เย่เชียนปฏิเสธเพราะเขาแค่ต้องการออกไปเดินเล่นคนเดียวดูรอบๆเพื่อดูว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับนักรบพราหมณ์หรือไม่ ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะมีความมั่นใจมากที่จะจัดการกับนักรบพราหมณ์และควบคุมประเทศอินเดียด้วยมือของเขาเอง แต่ความมั่นใจก็แยกออกจากการปฏิบัติจริงไม่ได้เพราะแค่ฝันยังทำอะไรไม่ได้ต้องลงมือทำก่อน
สถานการณ์ในอินเดียนั้นแตกต่างจากประเทศญี่ปุ่นมากเพราะสถานการณ์ในประเทศอินเดียนั้นค่อนข้างซับซ้อนกว่าเพราะประเทศญี่ปุ่นนั้นมีหลายฝั่งหลายฝ่ายมากในขณะที่ประเทศอินเดียเป็นการต่อสู้ระหว่างนักรบพราหมณ์กับองค์กรศิชาห์แต่ฝ่ายศิชาห์นั้นไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ อย่างน้อยๆเย่เชียนจะต้องแน่ใจว่าฝ่ายศิชาห์นี้จะสามารถเป็นกองกำลังที่สมควรได้รับการสนับสนุนจากเขาได้ก่อนนั่นเอง
ดีห์ราห์สามารถเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียได้แต่มันยังไม่เพียงพอสำหรับเขาที่จะเป็นนักการเมืองดังนั้นจึงต้องมีองค์กรใหญ่ๆในประเทศอินเดียสนับสนุนเขาอยู่แต่แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องยากโดยธรรมชาติเพราะท้ายที่สุดอีกฝ่ายก็ไม่ได้อ่อนแอ ดังนั้นทำไมอีกฝ่ายถึงต้องยอมฟังเขาด้วย? ดังนั้นนี่จึงคงเป็นปัญหาใหญ่
อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็ไม่ได้กังวลมากนักเพราะนักการเมืองทุกคนล้วนแต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและมีไม่กี่คนที่รับใช้ประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่ก็ใช้ข้ออ้างที่ฟังดูสูงส่งและเกินจริงแต่หลายๆครั้งก็ทำเพียงเพื่อให้ได้คะแนนนิยมมากขึ้นเพื่อลดการปราศรัยของฝ่ายค้านภายในประเทศลงบ้างเพื่อจะได้อยู่ในอำนาจต่อไป
ตราบใดที่มนุษย์ยังแสวงหาผลกำไรเมื่อนั้นพวกเขาก็ต้องมีจุดอ่อนเสมอ
เวลาประมาณบ่ายสามโมงเย็นเย่เชียนยังไม่ได้อะไรเลย อันที่จริงตราบใดที่เขาเดินอย่างไร้จุดหมายก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับข่าวสารใดๆ แต่เย่เชียนก็แค่ต้องการทความคุ้นเคยกับท้องถนนของเมืองนิวเดลีและดูทิวทัศน์ข้างทางเพราะมันหาโอกาสยากที่จะมาที่ประเทศอินเดียสักครั้งเพราะงั้นคงน่าเสียดายแย่ถ้าพลาดการชมทิวทัศน์ที่นี่ใช่ไหม? เฟิงหลานโทรมาในเวลานี้โดยบอกว่าเขามาถึงประเทศอินเดียแล้ว เมื่อได้ยินแบบนั้นเย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรมากและบอกให้เฟิงหลานติดต่อดีห์ราห์โดยตรงและให้กลับไปที่บ้านของดีห์ราห์แล้วพบกันที่นั่น
เฟิงหลานก็ตอบแล้ววางสายไป
เย่เชียนยังคงเดินไปรอบๆอย่างสบายๆสักพักจากนั้นก็โบกแท็กซี่แต่หลังจากคุยกันเป็นเวลานานอีกฝ่ายไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงสถานที่ใดจนเย่เชียนรู้สึกหดหู่ไปชั่วขณะและอีกฝ่ายก็ไม่เข้าใจภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษเลยแม้แต่น้อยในที่สุดเย่เชียนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปิดประตูรถและเดินออกไป
ทันเวลาพอดีแท็กซี่อีกคันมาจอดข้างๆเย่เชียนพร้อมกับเลื่อนกระจกลงมองเย่เชียนแล้วถามว่า “คุณเป็นคนจีนใช่ไหม?”
เย่เชียนผงะไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “ขึ้นรถสิผมจะพาคุณไปส่งเอง” คนขับพูด ส่วนเย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วเข้าไปในรถและบอกที่อยู่ให้กับคนขับ จากนั้นคนขับก็พยักหน้าแล้วสตาร์ทรถขับไปที่บ้านของดีห์ราห์
“นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาประเทศอินเดียงั้นเหรอครับ..ผมเป็นคนจีนโพ้นทะเลที่นี่เพราะครอบครัวของคุณปู่ของผมมาที่นี่ตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว” คนขับพูดต่อ “บางครั้งผมก็อยากกลับไปประเทศจีนจริงๆเพราะผมอยู่ที่นี่มานานแล้วผมก็มีความคิดที่จะกลับไปสู่รากเหง้าต้นกำเนิดเสมอ”
“คนอยู่ไกลบ้านโดยเฉพาะที่นี่มักจะไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีนักดังนั้นผมคิดว่าถ้าหากคุณไม่อยากอยู่ที่นี่จริงๆก็ขอแนะนำว่าให้กลับไปจีนจะดีกว่านะครับ” เย่เชียนพูด
“ผมก็พูดไปเฉยๆเพราะครอบครัวผมอยู่ที่นี่ธุรกิจของผมก็อยู่ที่นี่..ผมไม่รู้ว่าบ้านเมืองตอนนี้เป็นยังไงและผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีเมื่อกลับไปที่นั่น” คนขับยิ้มอย่างขมขื่นและพูด บางทีนี่อาจเป็นความคิดของชาวจีนโพ้นทะเลหลายๆคนก็เป็นได้
“ผมคิดว่าคุณลังเลที่จะแยกจากชีวิตดีๆที่นี่ใช่ไหมเพราะการมีภรรยาหลายคนเป็นความฝันของผู้ชายหลายๆคนน่ะ” เย่เชียนพูดพร้อมแล้วหัวเราะเบาๆ
คนขับแท็กซี่ผงะไปชั่วขณะจากนั้นก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้แล้วพูดว่า “พูดตามตรงกฏหมายของประเทศอินเดียนั้นดีมากสำหรับผู้ชายอย่างเราฮ่าๆ..แต่จะว่าไปแล้วพอมีภรรยาหลานคนผมก็เหนื่อยเพราะผมต้องทำงานทุกวันและต้องให้พวกเธอพอใจในทุกๆคืนอีก..เฮ้อ..ร่างกายของเราไม่ได้ทำจากเหล็กสักหน่อย”
เย่เชียนหัวเราะและเข้าใจสิ่งที่คนขักแท็กซี่พูด
.
.