ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1417 ความโกลาหล
ตอนที่ 1417 ความโกลาหล
………………..
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่กลัวคนเหล่านี้แต่เขาก็ไม่ต้องการทำให้เรื่องใหญ่จนเกินไปดังนั้นถ้าจัดการผู้นำก่อนมันก็จะง่ายและไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับคนเหล่านี้ อย่างไรก็ตามชายร่างผอมคนนั้นเป็นคนที่หยิ่งผยองมากเพราะการกระทำของเย่เชียนยังไม่สามารถยับยั้งความหยิ่งผยองได้เลย ดังนั้นเย่เชียนจึงยิ้มอย่างเย็นชาและพูดว่า “ถ้าแกคิดว่าแน่นักก็ฆ่าฉันสิไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าแกเอง”
หลังจากพูดจบชายร่างผอมก็มองไปที่ลูกน้องของเขาและพูดว่า “พวกแกมัวทำอะไรกันอยู่..ไม่ต้องห่วงฉัน!..รีบๆฆ่ามันซะ!” หลังจากตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งลูกน้องของชายร่างผมก็รีบวิ่งไปทางเย่เชียนทีละคน
“บัดซบจริงๆ!!” เย่เชียนไม่คาดคิดว่าชายร่างผอมคนนี้จะไม่กลัวตายเลยจริงๆ อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็ไม่ได้ต้องการจะฆ่าเขาเพราะมันจะวุ่นวายมากถ้าฆ่าคนในเรือนจำแห่งนี้และเย่เชียนก็ไม่อยากสร้างปัญหาให้ดีห์ราห์ ดังนั้นเย่เชียนจึงใช้ศอกกระแทกชายร่างผอมอย่างแรงที่กกหูและและชายร่างผอมก็รู้สึกเวียนหัวอย่างมากจนร่างกายของเขาโซซัดโซเซอย่างควบคุมไม่ได้จากนั้นก็ล้มลงกับพื้น
เย่เชียนไม่กล้าที่จะประมาทเลินเล่อเพราะคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพวกสิ้นหวัง ดังนั้นหากเขาไม่ระวังเขาก็อาจถูกคนพวกนี้ฆ่าจริงๆก็เป็นได้ ดังนั้นเย่เชียนจึงพุ่งเข้าไปในฝูงชนราวกับเสือที่ลงมาจากภูเขาและทั้งต่อยเตะจนเกิดเสียงกรีดร้องดังไปทั่วและเหล่านักโทษก็กระเด็นออกไปทีละคน
เกิดความโกลาหลในโรงอาหารทันทีและผลที่ตามมาก็คือนักโทษที่ไม่ได้เป็นลูกน้องของชายร่างผอมที่ดูฉากดังกล่าอยู่ถูกนักโทษที่เย่เชียนเตะกระเด็นมาใส่ดังนั้นพวกเขาเหล่านั้นจึงเริ่มเข้าไปต่อสู้ด้วยความโกรธและมันเป็นฉากที่ควบคุมไม่ได้ที่โกลาหลอย่างมาก
เดิมทีมีผู้คุมอยู่ในโรงอาหารแต่เมื่อเขาเห็นสถานการณ์ในตอนนี้เขาก็หนีออกไปอย่างเงียบๆเพราะพวกเขาไม่มีทางควบคุมสถานการณ์ได้หากผู้สิ้นหวังเหล่านี้บ้าคลั่งขึ้นมา เซี่ยเฟยชำเลืองมองไปยังฝูงชนและเม้มปากเล็กน้อยจากนั้นเขาก็ถือจานอาหารเดินไปหาน่องไก่ที่ยังไม่ได้กินและหยิบมันทั้งหมดลงในจานของเขาจากนั้นก็นั่งยองๆและแทะอย่างเอร็ดอร่อยราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลย
ด้วยเสียง “ปัง” นักโทษคนหนึ่งล้มลงต่อหน้าเขาอย่างแรงแต่โชคดีที่เขาเคลื่อนไหวเร็วพอไม่เช่นนั้นอาหารในชามของเขาคงจะหกเลอะเทอะไปทั่วพื้น จากนั้นนักโทษคนนั้นก็จ้องไปที่เซี่ยเฟยและต้องการที่จะโจมตีเขาแต่เซี่ยเฟยก็โบกมือครั้งแล้วครั้งเล่าและพูดว่า “อย่ากังวลไปเลยนี่มันไม่ใช่เรื่องของฉันและฉันก็ไม่เกี่ยวอะไรด้วย..นู่นไปจัดการพวกนั้นสิ!” ในขณะที่พูดเขาชี้ไปที่ใจกลางโรงอาหารและนักโทษคนนั้นก็งุนงงเล็กน้อยแล้วหันกลับมาและรีบลุกขึ้นอีกครั้ง
เซี่ยเฟยก็หยิบน่องไก่และแทะอย่างเอร็ดอร่อย แน่นอนว่าเย่เชียนมองเห็นฉากนี้อย่างชัดเจนและเขาก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวเพราะเดิมทีเย่เชียนคิดว่าเมื่อฉากที่วุ่นวายแบบนี้เกิดขึ้นปรากฏขึ้นเซี่ยเฟยจะต้องเข้าร่วมอย่างแน่นอนและเขาจะได้เห็นทักษะและความสามารถของเซี่ยเฟยในเวลานั้นแต่เย่เชียนไม่ได้คาดคิดว่าเซี่ยเฟยจะซ่อนตัวและก้มลงกับพื้นเพื่อแทะน่องไก่เหมือนอยู่ในส้วม
เย่เชียนต่อยนักโทษคนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาข้างหน้าเขาและหลังจากนั้นเย่เชียนก็ถอนตัวออกจากวงล้อมการต่อสู้ไปอย่างเงียบๆจนเหล่านักโทษที่กำลังวุ่นวายไม่ได้สังเกตเห็นเลยเพราะพวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่โกลาหลอย่างมากและต่อสู้กันอย่างไม่เลือกหน้า จากนั้นเย่เชียนก็เดินไปหาเซี่ยเฟยและนั่งยองๆลงจากนั้นก็ยื่นมือออกและพูดว่า “น้องไก่ของฉันอยู่ที่ไหน..อย่ากินมันทั้งหมดคนเดียวสิแบ่งให้ฉันกินหน่อย”
เซี่ยเฟยหันไปมองเย่เชียนและชำเลืองมองปัญหาที่เย่เชียนสร้างขึ้นแล้วพูดว่า “ไปจัดการงานของนายสิฉันไม่อยากเสียเวลา” ขณะที่พูดเขาดูนักโทษต่อสู้อย่างตั้งใจและเมื่อเขาเห็นฉากนองเลือดเขาก็ตัวสั่นพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆอย่างสนุกสนาน
“ตอนนี้องค์กรศิห์ชาห์กำลังแย่และนายซึ่งเป็นผู้นำแต่ไม่คิดจะดูแลเลยเหรอ?” เย่เชียนพูดขึ้นทันที
เซี่ยเฟยผงะไปครู่หนึ่งและพูดเบาๆ “ฉันไม่มีเวลามาคอยดูแลเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นหรอก..มันเสียเวลา”
“นายคงไม่อยากเห็นองค์กรศิห์ชาห์ถูกนักรบพราหมณ์กำจัดหรอกใช่ไหม?” พูด
“เดิมทีองค์กรศิห์ชาห์และนักรบพราหมณ์เป็นองค์กรเดียวกันและกฏของโลกก็คือหากรวมกันเป็นเวลานานเกินไปมันก็จะเกิดความแตกแยกและถ้าหากพวกเขาแตกแยกกันเป็นเวลานานพวกเขาก็จะมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง..เพราะงั้นถ้าทั้งสององค์กรสามารถรวมเข้าด้วยกันได้มันก็เป็นทางเลือกที่ดีมาก..แต่ถ้าหากพวกเขายังต่อสู้กันแบนี้มันก็ไม่ดีสำหรับทุกคน” เซี่ยเฟยพูด
“ถ้านายคิดอย่างนั้นนายก็ต้องยืนหยัดให้มากกว่านี้สิ” เย่เชียนพูด “ถ้านายแสดงให้พวกนักรบพราหมณ์เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งพวกนั้นก็คงจะไม่สนใจองค์กรศิห์ชาห์เพราะงั้นถึงแม้ว่าทั้งสององค์กรจะถูกรวมเข้าด้วยกันในอนาคตแต่พวกเขาก็ยังคงเดินตามเส้นทางเดิมของพวกเขาอยู่ดีเพราะงั้นในท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี”
เซี่ยเฟยหันไปมองที่เย่เชียนแล้วพูดว่า “ฉันเข้าใจดีว่านายกำลังคิดอะไรอยู่ในใจแต่ฉันแนะนำให้นายเลิกคิดซะ..อย่าพยายามจะลากฉันลงไปในน้ำเลยฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้..ถ้าฉันอยากจะต่อสู้เพื่อองค์กรแล้วฉันคงจะไม่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่หรอก”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกเพราะมันมีบางอย่างในโลกนี้ที่เราไม่สามารถทำตามที่เราต้องการได้เพราะมันยังมีคนอีกมากมายที่ต้องการเรา..เพราะงั้นมันก็มีแค่เราที่รู้ดีกว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และต้องการอะไรกันแน่”
ตอนนี้เย่เชียนมีอำนาจและอิทธิพลและทรัพย์สมบัติมากพอแล้วและหากเป็นไปได้เขาก็ต้องการหาสถานที่เพื่อใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบกับภรรยาและลูกๆของเขา แต่เขาทำไม่ได้เพราะเย่เชียนไม่มีทางที่จะหยุดฝีเท้าของตัวเองได้เพราะเมื่อเขาหยุดเขาก็มีแนวโน้มที่จะถูกแทนที่ด้วยคนอื่นหรือแม้กระทั่งตายไป อีกทั้งยังมีองค์กรสกายเน็ตเหมือนหนามทิ่มแทงหลังทำเขานอนหลับไม่สนิท
“นี่นายกำลังจะสอนฉันงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยพูด “ในเมื่อนายไม่สนใจความคิดเห็นของฉันแล้วนายจะมาหาฉันทำไม?”
เย่เชียนผงะไปครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มจางๆและพูดว่า “อืม..ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองมีเกียรติอะไรและพูดตามตรงฉันมองว่าตัวเองเป็นนักเลงหัวไม้มาโดยตลอดแต่ในสายตาของบางคนนั้นกลับเรียกฉันว่าคนที่ประสบความสำเร็จ..พูดง่ายๆเนื้อสุนัขมันอยู่ในงานเลี้ยงไม่ได้..ขอแค่เป็นตัวของตัวเองที่สุดเพราะนั่นแหละคือชีวิต..แล้วนายล่ะอะไรคือตัวตนที่แท้จริงของนาย”
เซี่ยเฟยตกตะลึงเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ยิ้มอย่างใจเย็นและพูดว่า “หลายสิ่งหลายอย่างไม่เป็นอย่างที่นายคิดหรอกเพราะฉันได้สูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไปเพราะองค์กรศิห์ชาห์และถ้าฉันเลือกได้ฉันก็ไม่อยากเดินบนเส้นทางนี้และนี่ก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นการไถ่โทษตัวเองหรือหนี..พูดสั้นๆเลยว่าฉันจะไม่ออกไปจากที่นี่”
ทุกคนมีเหตุการณ์ในอดีตอยู่ในใจและเป็นเหตุการณ์ที่ไม่อยากพบเจอ แน่นอนว่าเซี่ยเฟยก็ต้องมีเรื่องแบบนี้อยู่ในใจและอะไรทำให้เซี่ยเฟยเลือกแบบนี้เย่เชียนก็ไม่รู้ แต่มันจะต้องมีปมของเรื่องทั้งหมดใช่ไหม? มีอีกประเด็นหนึ่งที่เย่เชียนไม่เข้าใจอย่างมากเพราะถ้าเซี่ยเฟยไม่ต้องการดูแลองค์กรศิห์ชาห์จริงๆเขาก็สามารถซ่อนตัวอยู่ห่างๆได้และไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวในเรือนจำแห่งนี้ ดังนั้นเซี่ยเฟยจะต้องกังวลเกี่ยวกับองค์กรศิห์ชาห์อยู่ในใจลึกๆและถ้าหากองค์กรศิห์ชาห์ตกอยู่ในอันตรายจริงๆเซี่ยเฟยก็คงจะไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน แต่ทำไมเซี่ยเฟยถึงเลือกที่จะอยู่ในเรือนจำล่ะ?
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเย่เชียนก็พูดว่า “ถ้าฉันบอกว่าหลัวหมิง…” ก่อนที่เย่เชียนจะพูดจบเขาก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับเหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลจากเรือนจำ “ปัง” เจ้าหน้าที่ยิงปืนขึ้นฟ้าและเห็นได้ชัดว่าเซี่ยเฟยได้ยินคำพูดของเย่เชียนและอึ้งไปครู่หนึ่ง เดิมทีเขาตั้งใจจะถามคำถามมากกว่านี้แต่เมื่อเขาเห็นหญิงสาวมาเขาก็สนใจเธอในทันที ในเวลานี้มีแสงประหลาดในดวงตาของเขาและมุมปากของเขาก็โค้งงอโดยไม่รู้ตัว ส่วนเย่เชียนก็ชะงักไปครู่หนึ่งเพราะดูเหมือนเขาจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
หญิงสาวทั้งสูงทั้งเพรียวมีผิวสีข้าวสาลีและผมที่มัดเอาไว้ด้านหลังศีรษะของเธออย่างเรียบร้อยและความเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่หลั่งไหลออกมาจากร่างกายของเธอและแม้แต่เย่เชียนที่ได้เห็นความงามมานับไม่ถ้วนก็อดไม่ได้ที่จะมองหญิงสาวคนนี้
“หยุด!” หญิงสาวตะโกนเสียงดัง
นักโทษในโรงอาหารก็ดูเหมือนจะกลัวหญิงสาวคนนี้มากและหยุดไปทีละคน จากนั้นหญิงสาวพึมพำอย่างเย็นชาและจ้องมองนักโทษแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “พวกแกไม่กลัวเลยงั้นเหรอ..การที่พวกแกใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในนี้มันไม่พอใจพวกแกรึไง?..ก็ได้ถ้าพวกแกไม่ต้องการมีชีวิตที่ดีแบบนี้ฉันจะขังพวกแกทุกคนในห้องขังเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์และห้ามเข้าออกทุกที่!”
ความอำมหิตแผ่ออกมาจากหญิงสาวทำให้ผู้สิ้นหวังเหล่านี้หวาดกลัวในทันที ซึ่งนักโทษทั้งหมดก็นั่งยองๆบนพื้นและเอามือกุมหัวไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเธอ ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้ได้ก่อให้เกิดเงาทางจิตใจที่รุนแรงต่อนักโทษเหล่านี้ไม่เช่นนั้นทำไมคนเหล่านี้ถึงกลัวเธอขนาดนี้?
เซี่ยเฟยแทะน้องไก่โดยไม่กระพริบตาและมองหญิงสาวอย่างไม่ละสายตาราวกับว่าเขาต้องการจะกินหญิงสาวคนนั้น จากนั้นหญิงสาวก็มองไปรอบๆแล้วจ้องมาที่เซี่ยเฟยและเซี่ยเฟยก็หัวเราะเบาๆราวกับว่าเขารู้เรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้ว ส่วนเย่เชียนก็ตกตะลึงเล็กน้อยจากนั้นก็ยิ้มเบาๆราวกับว่าเขาเข้าใจว่าทำไมเซี่ยเฟยถึงเลือกซ่อนตัวอยู่ในเรือนจำแห่งนี้และดูเหมือนว่าเขามีแผนการบางอย่าง
หญิงสาวมองเซี่ยเฟยอย่างดุดันและชี้ไปที่เขาแล้วพูดว่า “ไอ้สารเลวมานี่สิ!” เซี่ยเฟยผงะเล็กน้อยและพูดว่า “ตาซูห์คุณเรียกผมงั้นเหรอ?”
“เรียกแกเหรอ?..แกเป็นไอ้สารเลวหรือเปล่าล่ะ” หญิงสาวพูดอย่างเย็นชา “อีกอย่าง..อย่าเรียกฉันด้วยชื่อของฉันให้เรียกฉันว่าท่าน..เอาล่ะมานี่เร็วเข้า!”
.
.
.
………………..