ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1419 พูดกับใจตัวเอง
ตอนที่ 1419 พูดกับใจตัวเอง
………………..
“นายสุดยอดมาก!” เซี่ยเฟยพูดพร้อมกับยกนิ้วขึ้น
หลังจากหยุดไปชั่วขณะเซี่ยเฟยก็พูดต่อ “ไม่สิ!..ดูเหมือนว่าประเทศจีนจะแต่งงานได้เพียงคนเดียวแล้วนายจะมีภรรยาหลายคนได้ยังไง?”
“กฎหมายไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกของมนุษย์และกฎหมายนี้ก็ตายไปแล้วส่วนผู้คนยังมีชีวิตอยู่” เย่เชียนพูด “นอกจากนี้ หลายๆประเทศก็มีกฏหมายมีว่าสามารถแต่งงานได้เพียงคนเดียวแต่ลองคิดดูว่าผู้ชายมีผู้หญิงมากกว่าหนึ่งคนกี่คนและผู้หญิงก็มีผู้ชายกี่คน..จริงๆขอแค่พวกเขารักกันจริงๆก็พอแล้ว”
“ถึงจะพูดอย่างนั้นก็จริงแต่พวกเธอไม่รู้สึกอิจฉาผู้หญิงคนอื่นบ้างเหรอ?” เซี่ยเฟยพูด
“ถ้าบอกว่าไม่อิจฉาเลยก็คงจะโกหกจริงๆเพราะผู้หญิงทุกคนก็อยากผู้ชายรักของเธอรักเธอแต่ที่ยอมก็เพราะพวกเธอรักจริงๆและยอมรับมัน” เย่เชียนพูด “พูดตามตรงเลยว่าฉันยังคงรู้สึกผิดต่อพวกเธออย่างลึกซึ้งเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฉันเดินทางไปทั่วโลกและฉันก็มีเวลาดูแลพวกเธอน้อยเกินไป..หัวใจของฉันเต็มไปด้วยความเสียใจ”
“ในกรณีนี้ทำไมนายไม่ละทิ้งชีวิตปัจจุบันของนายไปและพาพวกเธอไปใช้ชีวิตที่ต้องการล่ะและชดเชยให้พวกเธอ” เซี่ยเฟยพูดต่อ “ถ้าฉันเป็นนายฉันจะพาพวกเธอไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขและเป็นครอบครัวที่หวานชื่นและอบอุ่น..การต่อสู้เพื่ออำนาจและผลกำไรมันน่าเบื่อเกินไปและชีวิตจะอยู่ได้อีกกี่ปีกันเชียว..เพราะงั้นไม่ว่าเราจะมีเงินมากมายแค่ไหนในชีวิตมันก็แค่ถ้วยของดินเหลืองหลังความตายเท่านั้น..ถ้านายได้อยู่กับคนที่รักนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว”
เย่เชียนพูดด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น “ทำไมฉันจะไม่อยากทำแบบนั้นล่ะ..แต่ถ้านายอยากอยู่กับคนที่รักไปตลอดชีวิตนายต้องมั่นใจในความปลอดภัยของพวกเธอและความปลอดภัยของนายเองก่อน..หลายๆอย่างมันไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเพราะถึงแม้ว่านายจะไม่ไปหาเรื่องให้คนอื่นให้เดือดร้อนแต่ปัญหาก็จะมาหานายอยู่ดี..ยกตัวอย่างถ้านายกับตาซูห์อยู่ด้วยกันจริงๆแล้วจู่ๆวันหนึ่งมีคนที่ต้องการฆ่านายหรือเธอแบบนั้นนายจะทำยังไง..นายจะปกป้องเธอยังไง”
เซี่ยเฟยชะงักไปครู่หนึ่งและขมวดคิ้วเล็กน้อยเขาไม่ปฏิเสธคำพูดของเย่เชียนและนอกจากนี้เขายังยอมรับว่าคำพูดของเย่เชียนนั้นสมเหตุสมผลมากเพราะโลกนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณสามารถหลบหนีได้หากต้องการ คุณไม่สามารถแยกตัวออกจากโลกได้เพราะสุดท้ายคุณยังต้องพัวพันกับสังคมที่ขัดแย้งอยู่ดี
“เป็นเพราะพวกสกายเน็ตเหรอ?” เซี่ยเฟยพูด
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและมองไปที่เซี่ยเฟยด้วยความประหลาดใจและพูดว่า “นายรู้จักสกายเน็ตด้วยเหรอ?”
“ใช่..ฉันรู้สึกว่าลึกๆในใจนายกลัวสกายเน็ตอยู่เพราะงั้นนายก็เลยต้องทำแบบนี้” เซี่ยเฟยพูด “นั่นคือเหตุผลที่นายมาหาฉันใช่ไหม..นายต้องการให้ฉันช่วยนายจัดการกับพวกสกายเน็ตใช่ไหม?”
เย่เชียนสับสนเล็กน้อยกับคำพูดของเซี่ยเฟยและไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงอะไร ความรู้สึกกลัวสกายเน็ตในใจหมายความว่าอย่างไร ถ้าเซี่ยเฟยไม่รู้จักสกายเน็ตแล้วเขาจะรู้จักชื่อสกายเน็ตได้อย่างไร? เย่เชียนตกตะลึงเล็กน้อยครู่หนึ่งและเริ่มสับสนมากขึ้นเกี่ยวกับเซี่ยเฟยคนนี้ ผู้นำองค์กรศิห์ชาห์ซึ่งเป็นน้องชายของหลัวหมิงนั้นย่อมไม่ใช่ตัวละครธรรมดาๆอย่างแน่นอนแต่เย่เชียนไม่รู้ว่าเซี่ยเฟยมีความสามารถมากแค่ไหน
“ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ” เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูด “สกายเน็ตไม่ใช่องค์กรธรรมดาและถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้จักพวกเขาแต่จากการต่อสู้หลายครั้งฉันก็เห็นว่าสกายเน็ตเป็นองค์กรที่น่ากลัวมากและถ้าฉันสู้กับพวกนั้นในตอนนี้ฉันก็ไม่มีโอกาสชนะได้เลย”
“แล้วนายรู้จักฉันมากแค่ไหนล่ะ..นายรู้ได้ยังไงว่าฉันสามารถช่วยนายได้” เซี่ยเฟยพูด
“ไม่ค่อยรู้เลยจริงๆ” เย่เชียนพูด “ฉันเชื่อว่านายช่วยฉันได้และนายก็ช่วยตัวนายเองได้ด้วย..ตอนนี้เรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขอบเขตของฉันและฉันเกรงว่าเป้าหมายของสกายเน็ตนั้นไม่ธรรมดาเพราะงั้นเราทุกคนจะต้องช่วยกันกวาดล้างพวกมันแต่ฉันคิดว่ามันคงไม่ง่ายอย่างนั้น”
เซี่ยเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “นายหมายความว่าไง”
เย่เชียนยิ้มเบาๆแล้วพูดว่า “บอกฉันทีสิว่าถ้าวันหนึ่งสกายเน็ตคุกคามนายหรือตาซูห์นายจะทำยังไง..นายจะดูอยู่ห่างๆได้ไหมและเมื่อวันนั้นมาถึงนายจะทำยังไงเมื่อนายพบว่านายอยู่ตัวคนเดียว..เพราะงั้นเราจึงต้องใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้เพื่อเตรียมการทั้งหมดเพื่อตัวเราและเพื่อผู้คนที่เราต้องปกป้อง..เมื่อเวลานั้นมาถึงเราก็จะมีความสามารถที่จะปกป้องทุกสิ่งที่เราต้องการจะปกป้อง..นายคิดว่าไง?”
“ฉันไม่มีข้อข้องใจกับพวกสกายเน็ตและพวกนั้นก็ไม่จำเป็นต้องจัดการฉัน” เซี่ยเฟยพูด “นอกจากนี้นายไม่สงสัยเหรอว่าพวกสกายเน็ตไม่เคยทำอะไรกับนายและดูเหมือนจะคอยปกป้องนายเลยด้วยซ้ำ..ถ้าใช่แล้วทำไมนายถึงต้องกังวลว่าพวกเขาจะจัดการกับนายด้วย..ถ้าพวกนั้นต้องการจัดการนายพวกเขาก็สามารถทำได้ทันที”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและมองไปที่เซี่ยเฟยด้วยความประหลาดใจและพูดว่า “ทำไมนายถึงดูเหมือนรู้ทุกอย่างเลยล่ะทั้งๆที่มีคนไม่มากที่รู้เรื่องเหล่านี้แต่นายกลับรู้อย่างชัดเจนราวกับว่านายอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วย”
“อย่ากังวลไปเลย” เซี่ยเฟยพูด “บอกฉันทีว่าตอนนี้นายกังวลเรื่องอะไร?..นายกังวลโดยไม่จำเป็นหรือเปล่าหรือนายไม่คุ้นเคยกับความเหงาเกินไป..เพราะงั้นถึงแม้ว่าจะไม่มีศัตรูแต่นายก็ยังคงมองหาศัตรูของนายเสมอ..ถ้ามีศัตรูนายจะรู้สึกว่าชีวิตของนายมีความหมาย”
“จากการพบกับคนของสกายเน็ตทั้งสองครั้งฉันก็คิดว่าจุดประสงค์ของพวกเขาไม่ง่ายอย่างนั้นแน่นอนและเหตุผลที่พวกเขาไม่แตะต้องฉันเพราะพวกเขาต้องการได้บางอย่างจากฉันหรือฉันยังคงมีค่าสำหรับพวกเขาสำหรับอะไรบางอย่าง..ฉันเกรงว่าเมื่อถึงเวลาพวกเขาจะไม่ปล่อยฉันไปอย่างแน่นอน” เย่เชียนพูดและเหลือบมองเซี่ยเฟยแล้วพูดต่อ “นายคิดว่าถ้ามีคนต้องการฆ่านายแล้วนายจะแค้นหรือมองเขาเป็นศัตรูไหมล่ะ?”
เซี่ยเฟยตกตะลึงเล็กน้อยและไม่พูดอะไรแต่จริงๆแล้วเขาเข้าใจความจริงข้อนี้เป็นอย่างดีและบางครั้งไม่มีเหตุผลที่จะฆ่าคน และไม่จำเป็นต้องมีความเกลียดชังเลย
“มีสุภาษิตโบราณในประเทศจีนว่าถึงคนจะบริสุทธิ์แต่เขาก็มีความผิดเพราะหยก” เย่เชียนพูด “ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าคนอื่นจะฆ่านายเพราะพวกเขาเป็นศัตรูกับนายเพราะถ้านายมีบางอย่างที่เขาต้องการเขาก็จะฆ่านาย”
เซี่ยเฟยยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ฉันอยู่ตัวคนเดียว..ฉันไม่มีเงินหรืออำนาจแล้วจะไปอิจฉาอะไรคนอื่น”
“มีสิ..ตาซูห์ไง..ฉันเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นรักนายจริงๆแต่เธอไม่ต้องการยอมรับในตอนนี้หรือเธอชอบที่จะเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้กับตัวเองและถ้ามีใครมาชอบตาซูห์นายจะยอมรับได้งั้นเหรอในเมื่อตาซูห์มีใจให้กับนาย..แต่แน่นอนว่าตอนนี้มันไม่มีเหตุผลที่จะฆ่านาย” เย่เชียนพูด “นายเป็นผู้นำองค์กรศิห์ชาห์เพราะงั้นถ้ามีคนอยากได้องค์กรศิห์ชาห์เขาก็ต้องฆ่านายเพราะงั้นบอกฉันมาสินายจะอยู่ห่างจากมันได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ดูเหมือนว่านายจะไม่ยอมแพ้จนกว่านายจะโน้มน้าวใจฉันได้สินะ” เซี่ยเฟยพูด “แต่เมื่อกี้นายเพิ่งพูดว่าตาซูห์ชอบฉันนั่นมันจริงหรือเปล่า?..นายไปเห็นมาที่ไหน”
“แน่นอนมันเป็นเรื่องจริงฉันจะโกหกนายเพื่ออะไร” เย่เชียนพูด “เมื่อผู้หญิงคนนี้ตกหลุมรักผู้ชายคนหนึ่งสายตาของเธอจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดและฉันไม่รู้ว่านายได้สังเกตไหมว่าตอนที่เธอมองนายตาของเธอดูเหมือนจะโกรธมากแต่จริงๆแล้วมันกลับอ่อนโยนมากและท่าทางที่โกรธแบบนั้นคือดวงตาของผู้หญิงเวลาที่เธอทำตัวงี่เง่ากับคนที่เธอรัก..นายไม่คิดว่าเธออ่อนโยนกับนายบ้างเหรอ..ดูจากที่เธอจับนายมาที่นี่สินั่นเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีเลย..ฉันไม่รู้ว่านายทำให้เธอไม่สบายใจและไม่เต็มใจที่จะยอมรับนายจากจุดไหนแต่เธอมีใจให้กับนายฉันแน่ใจ”
“ก็นั่นสินะเธอจะไม่รู้สึกได้ยังไงในเมื่อฉันเป็นห่วงเธอมาก” เซี่ยเฟยพูด “ฉันควรจะรู้สึกตัวได้ตั้งนานแล้ว..ไอ้เวรเอ๊ยคราวหน้าฉันต้องใจเย็น..ต้องใจเย็นกว่านี้”
เซี่ยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆและนอนลงโดยเอามือไพล่หลังศีรษะราวกับว่าเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ส่วนเย่เชียนก็ไม่ได้รบกวนเขาเช่นกันเพราะเขาพูดมากไปแล้วและจำเป็นต้องค่อยๆทีละขั้นตอน ในเวลานี้เย่เชียนหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วจุดไฟเพื่อสูบมัน
กว่าจะรู้ตัววันเวลาก็ผ่านไปและตั้งแต่ที่ทั้งสองพูดคุยกันก่อนหน้านี้พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลยและต่างคนก็ต่างคิดแต่เรื่องของตัวเอง เย่เชียนไม่ได้รบกวนเซี่ยเฟยเช่นกันเพราะเขาต้องให้เวลาเซี่ยเฟยคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้..เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นผู้คุมก็นำอาหารเข้ามาและมีทั้งปลาและเนื้อมากมายซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันดีกว่าอาหารของนักโทษข้างนอกมากอีกทั้งยังมีซุปซี่โครงหมูด้วย ซึ่งนี่มันเป็นการคุมขังที่ไหนกัน? มันไม่มีนักโทษคนใดสามารถเพลิดเพลินกับการปฏิบัติเช่นนี้ได้เมื่อเขาถูกคุมขังอย่างแน่นอน
เย่เชียนฉีกยิ้มและก้าวไปข้างหน้าเพื่อนำอาหารมาให้เซี่ยเฟยแล้วพูดว่า “นายเห็นไหมมันมีทั้งปลาและเนื้อขนาดนี้เพราะงั้นถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ชอบนายเธอจะส่งของดีๆแบบนี้มาให้นายไหมล่ะ..อีกทั้งยังมีบุหรี่และไฟแช็กมันก็ไม่ใช่แค่ความห่วงใยธรรมดาๆแล้ว..ตอนนี้นายยอมรับได้หรือยังว่าผู้หญิงคนนั้นมีใจให้นาย”
“อาจจะเป็นเพราะนายก็ได้หนิ?” เซี่ยเฟยพูด
เย่เชียนตกตะลึงและกลอกตาแล้วพูดว่า “ฉันน่ะเหรอ?..ไร้สาระหน่าเธอไม่รู้จักฉัน..นอกจากนี้ฉันก็เห็นอย่างชัดเจนว่าตอนที่เธอลงโทษนายน่ะเธอไม่ได้อยากจะทำเลยแต่มันเป็นหน้าที่ของเธอและต้องขังนายเอาไว้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่สง่างามของเธอเอาไว้..แต่เธอก็อยากจะขอโทษนายดังนั้นเธอจึงส่งอาหารอร่อยๆพวกนี้มาให้นายยังไงล่ะ”
.
.
.
………………..