ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1421 ออกจากเรือนจำ (1)
ตอนที่ 1421 ออกจากเรือนจำ (1)
………………..
เซี่ยเฟ่ยกับหลัวหมิงนั้นเคยเรียนศิลปะการต่อสู้กับปรมาจารย์คนเดียวกันและนั่นคืออดีตผู้นำองค์กรศิห์ชาห์ แต่ต่อมาตำแหน่งผู้นำองค์กรศิห์ชาห์ได้ถูกส่งต่อมายังเซี่ยเฟยและด้วยเหตุนี้หลัวหมิงจึงมีปัญหากับเซี่ยเฟยและไม่พอใจมาก ตั้งแต่เซี่ยเฟยยังเด็กถือว่าหลัวหมิงเป็นพี่น้องมาเสมอแต่เนื่องจากเหตุการณ์นี้จึงทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันในที่สุด ไม่ใช่ว่าเซี่ยเฟยจะสนใจตำแหน่งผู้นำองค์กรศิห์ชาห์แต่อาจารย์ของเขากล่าวเอาไว้ก่อนเสียชีวิตว่าเซี่ยเฟยควรสืบทอดตำแหน่งผู้นำและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถึงแม้ว่าเขาจะไม่ต้องการเขาก็ต้องรับไปและอย่าปล่อยให้หลัวหมิงคอบครองตำแหน่งเด็ดขาด
นี่คือคำสัญญาของเขากับอาจารย์ของเขาและไม่ว่าในใจเขาจะจะลังเลใจแค่ไหนที่จะขัดแย้งกับหลัวหมิงแต่ในก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเขาได้เกลี้ยกล่อมหลัวหมิงนับครั้งไม่ถ้วนโดยหวังว่าเขาจะสามารถจัดการองค์กรศิห์ชาห์ร่วมกับหลัวหมิงได้และสานต่อ องค์กรศิห์ชาห์แต่น่าเสียดายที่หลัวหมิงไม่ฟังเขาได้เลยและเขาก็อคติโดยคิดว่ามันเป็นความลำเอียงของผู้นำ
ในท้ายที่สุดหลัวหมิงก็กบฏต่อองค์กรศิห์ชาห์และเข้าร่วมกับนักรบพราหมณ์และสมาชิกองค์กรศิห์ชาห์ก็ตามล่าหลัวหมิงและฆ่าเขาในฐานะคนทรยศ แต่ทว่าพวกเขากลับทำไม่ได้เพราะคนในองค์กรศิห์ชาห์ต่างก็รู้ดีว่าความสามารถของหลัวหมิงนั้นสูงแค่ไหนและไม่มีใครเทียบได้เลย
ต่อมาหลัวหมิงก็ก่อการ ‘รัฐประหาร’ และสังหารผู้นำนักรบพราหมณ์โดยตั้งใจที่จะรวมนักรบพราหมณ์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่น่าเสียดายเพราะในที่สุดเขาก็ล้มเหลวและถูกพวกนักรบพราหมณ์ตามล่า หลังจากนั้นหลัวหมิงก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและบางคนก็บอกว่าหลัวหมิงถูกพวกนักรบพราหมณ์ตามล่าและฆ่าตายไปแล้วแต่บางคนก็ว่าเขารับบาดเจ็บสาหัสและหนีไป
เดิมทีเซี่ยเฟยไม่เชื่อว่าหลัวหมิงจะตายแต่หลังจากไม่เห็นหลัวหมิงเป็นเวลานานเขาก็ค่อยๆยอมรับความจริงนี้ นอกจากนี้เขายังสละตำแหน่งผู้นำองค์กรศิห์ชาห์และซ่อนตัวอยู่ในเรือนจำแห่งนี้โดยไม่สนใจอะไรและแน่นอนว่านั่นเป็นเพราะความสัมพันธ์ของเขากับตาซูร์ส่วนหนึ่งและเป็นเพราะเขาไม่ต้องการมีส่วนร่วมในสิ่งเหล่านั้นอีกต่อไปด้วย
ครอบครัวของตาซูร์มีชื่อเสียงในประเทศอินเดียและเธอก็ก็รู้เรื่องพวกนี้เป็นอย่างดีดังนั้นเธอจึงพูดในสิ่งที่เธอเพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามเมื่อเซี่ยเฟยได้ยินข่าวว่าหลัวหมิงยังมีชีวิตอยู่เขาก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือกังวลดีเพราะเขารู้ดีว่าตราบใดที่หลัวหมิงยังมีชีวิตอยู่หลัวหมิงจะไม่มีวันปล่อยเขาไป ซึ่งอาจารย์ของพวกเขาได้เสียไปแล้วดังนั้นหลัวหมิงจึงโอนความเกลียดชังที่มีต่ออาจารย์มาให้เซี่ยเฟยทั้งหมดดังนั้นหลัวหมิงจะปล่อยเขาไปอย่างง่ายดายได้อย่างไร
“เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันได้เจอกับหลัวหมิงและปะทะกับเขา..แต่ฉันสู้เขาไม่ได้เพราะงั้นฉันจึงถูกเขาต่อยเข้าอย่างแรงแต่โชคดีที่ไม่มีอะไรร้ายแรงมากนัก” เย่เชียนพูด “ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่แบบนี้ฉันสามารถสรุปได้เลยว่าเขาเข้าร่วมกับพวกสกายเน็ตแล้วและฉันเกรงว่าจุดประสงค์ของการมาที่ประเทศอินเดียครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อต้องการแก้แค้นนายอย่างแน่นอน”
เซี่ยเฟยไม่ได้มีสีหน้ากังวลแม้แต่น้อยแต่เขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “ทำไม..ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้..เป็นไปได้ไหมว่าความรักระหว่างพี่น้องของเราที่ยาวนานมันไม่มีความหมายเลย..อำนาจมันสำคัญขนาดนั้นจริงๆเหรอทำไมมันยุ่งยากจัง”
“เนื่องจากหลัวหมิงมาที่นี่แล้วมันก็ไม่มีทางที่นายจะซ่อนที่นี่ได้อีกต่อไปและถ้าหากหลัวหมิงหานายไม่เจอจริงๆเขาจะส่งต่อความเกลียดชังของเขาไปยังสมาชิกขององค์กรศิห์ชาห์และถ้าหากมีการนองเลือดในเวลานั้นเกิดขึ้นฉันคิดว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่นายอยากเห็นหรอก” เย่เชียนพูด “แต่ถ้าหลัวหมิงมาที่นี่แล้วทำร้ายตาซูร์ล่ะก็นายจะทำยังไง..ฉันรู้ว่านายมีปัญหาอยู่ในใจแต่มันมีแค่นายเท่านั้นที่สามารถหยุดเขาได้..เพราะงั้นบางครั้งถึงนายจะไม่อยากทำอะไรแต่มันก็ต้องทำอยู่ดี”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องระหว่างเขากับหมาป่าผีไป๋ฮวยเพราะเขาไม่ต้องการเผชิญหน้ากับไป๋ฮวยแต่สุดท้ายเขาก็ต้องทำอยู่ดี อย่างไรก็ตามดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตอนนี้ซึ่งทำให้เย่เชียนรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
“เหมือนนายกับหมาป่าผีไป๋ฮวยใช่ไหมล่ะ?” เซี่ยเฟยพูด
เย่เชียนตกตะลึงไปชั่วขณะและมองเซี่ยเฟยด้วยความประหลาดใจว่าทำไมเซี่ยเฟยถึงรู้ทุกอย่างแบบนี้? ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความลับที่เขากับหมาป่าผีไป๋ฮวยมีความขัดแย้งกัน แต่การที่เขาอยู่ในคุกมานานทำไมเขาจึงรู้เรื่องนี้ได้กันล่ะ? นอกจากนี้เย่เชียนก็ยังไม่เคยรู้จักเซี่ยเฟยมาก่อนเพราะงั้นสิ่งนี้ทำให้เย่เชียนสงสัยอย่างมาก
ถอนหายใจเล็กน้อยและพูดต่อ “อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิดสินะ..ดูเหมือนว่าถึงแม้ว่าฉันอยากจะหนีแต่ฉันก็หนีไปไม่ได้อยู่ดี” จากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองเย่เชียนแล้วพูดว่า ” แต่ฉันไม่สามารถรับประกันได้ว่าฉันจะสู้หลัวหมิงได้เพราะเขารู้ความสามารถของฉันเป็นอย่างดี..ยิ่งถ้าหากเขากล้าที่จะแก้แค้นฉันเขาก็ต้องมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “นายไม่ได้ต้องการฆ่าเขาหรอกใช่ไหม..ยิ่งไปกว่านั้นนายก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าเลยเพราะตราบใดที่นายออกไปจากที่นี่นายก็แค่คอยจัดการสถานการณ์โดยรวมและทำให้องค์กรเหนียวแน่นและในเวลานั้นสมาชิกขององค์กรศิห์ชาห์จะรวมตัวกันเป็นกองกำลังขนาดใหญ่อย่างแน่นอน..ดังนั้นถึงแม้ว่านายจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลัวหมิงแต่ฉันก็เชื่อว่าเขาจะไม่สามารถจัดกากับองค์กรศิห์ชาห์ทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียวใช่ไหม”
“ถ้าเป็นหลัวหมิงในอดีตบางทีเขาอาจไม่มีความสามารถแบบนี้แต่หลังจากที่เขาเข้าร่วมกับนักรบพราหมณ์และซ่อนตัวอยู่นานหลายปีฉันคิดว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขาคงไม่ใช่แค่นั้นอีกต่อไป” หลังจากหยุดไปชั่วคราวเซี่ยเฟยก็หันไปมองที่เย่เชียนอีกครั้งและพูดว่า “นายมาที่นี่เพื่อตามหาฉันโดยตั้งใจและไม่ใช่แค่เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ฉันออกไปและควบคุมสถานการณ์โดยรวมขององค์กรศิห์ชาห์ใช่ไหม..นายไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับฉันและฉันคิดว่านายคงไม่อยู่เฉยๆและหาเรื่องใส่ตัวหรอก..บอกฉันมาตามตรงว่านายมีจุดประสงค์อะไรหรือนายต้องการหลอกใช้ฉันใช่ไหม?”
เย่เชียนตกตะลึงเล็กน้อยและยิ้มอย่างขมขื่นแล้วพูดว่า “พูดตามตรงว่าฉันก็คิดแบบนั้นแต่ฉันไม่ได้ต้องการหลอกใช้นายเพราะฉันแค่ต้องการร่วมมือกับนายและเป็นสหายกันเพื่อผลประโยชน์”
เซี่ยเฟยยิ้มแล้วพูดว่า “แล้วทำไมนายถึงคิดว่าฉันจะเห็นด้วยกับนายล่ะ”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ไม่ว่านายจะเห็นด้วยกับฉันหรือไม่แต่ฉันก็ต้องทำในสิ่งที่ฉันตัดสินใจไปแล้วและจะสำเร็จหรือไม่มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง..แต่ถ้าหากนายไม่เห็นด้วยจริงๆสิ่งเดียวที่จะเหลือสำหรับตัวนายเองก็คือความเสียใจ..พูดง่ายๆก็คือนายกำลังไล่ตามตาซูร์และถ้านายไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับสิ่งต่าวๆมันก็จะทิ้งเอาไว้แค่ความเสียใจ”
“ให้ตายเถอะนายหยุดพูดเรื่องระหว่างฉันกับตาซูร์จะได้ไหม” เซี่ยเฟยกลอกตาไปมาและหันหน้าหนีไปพร้อมกับนอนลงแล้วคาบบุหรี่เอาไว้ในปากโดยไม่จุดไฟราวกับว่าเขากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “จากมุมมองง่ายๆอีกมุมหนึ่งนายควรตระหนักว่าพวกนักรบพราหมณ์กำลังทำอะไรอยู่ในตอนนี้และเท่าที่ฉันรู้เพื่อรวบรวมความแข็งแกร่งของนายแล้วนายก็คงไม่ลังเลที่จะใช้อำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาจัดตั้งกองประจำการในประเทศอินเดียเพราะสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของประเทศอินเดียในระดับหนึ่งหรือไม่เพราะใครจะไม่รู้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหมาป่าที่มีความทะเยอทะยานสูงและแนวทางดังกล่าวก็อาจส่งผลต่อประเทศอย่างมากและสุดท้ายประเทศอินเดียก็จะกลายเป็นเครื่องมือของประเทศสหรัฐอเมริกาและถ้าพวกนักรบพราหมณ์ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปประเทศอินเดียก็จะไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป”
“ตรงประเด็นดี..อันที่จริงเหตุผลองค์กรศิห์ชาห์กับพวกนักรบพราหมณ์แยกกันในตอนนั้นเนื่องจากความแตกต่างทางการเมือง” จากนั้นเขาก็เหลือบมองเย่เชียนและพูดว่า “นายไม่ได้ถูกส่งมาจากประเทศจีนเพื่อเจรจาหรอกใช่ไหม..นายต้องการร่วมมือเชิงกลยุทธ์อย่างงั้นเหรอ?”
“เรื่องพวกนี้ฉันจะจัดการเอง” เย่เชียนพูด “ฉันแค่คิดว่าอำนาจอธิปไตยของประเทศใดๆก็ตามควรตัดสินใจด้วยตัวเองและทำไมต้องปล่อยให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นคนกำหนดด้วย..ทำไมต้องเป็นตัวหมากของคนอื่น?..หลายปีที่ผ่านมาประเทศอินเดียได้ต่อสู้กับประเทศจีนมานานและในที่สุดเราก็ไม่ได้อะไร..นอกจากนี้นี่เป็นเรื่องของทวีปเอเชียของเราและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะงั้นเราสามารถต่อสู้กันได้และไม่ควรให้พวกสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซง”
“ที่จริงมันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอก” เซี่ยเฟยพูด
“มันขึ้นอยู่กับว่านายจะคิดยังไง” เย่เชียนพูด “ฉันไม่สนใจเรื่องการเมืองและพูดตามตรงฉันไม่พอใจนักการเมืองหลายคนในประเทศจีน..อย่างไรก็ตามสิ่งที่ฉันทำไม่ใช่เพื่อพวกเขาแต่มันเพื่อพวกพ้องของฉันและประเทศของฉันมันไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาเลย”
เซี่ยเฟยลูบหัวตัวเองและพูดว่า “เรื่องนี้ค่อนข้างวุ่นวายเลย..นายปล่อยให้ฉันใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ได้เหรอ..ฉันไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องโง่ๆพวกนี้”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและไม่พูดอะไรอีกและพูดแค่นี้ก็เพียงพอแล้วเขาก็เชื่อว่าเซี่ยเฟยจะพิจารณาด้วยตัวเองและเมื่อได้ยินน้ำเสียงของเซี่ยเฟยในตอนนี้เขาก็เหมือนจะตกลงแล้ว แต่เย่เชียนก็เข้าใจว่าไม่ใช่เขาที่ส่งผลให้เซี่ยเฟยยอมรับแต่เป็นตาซูร์เพราะสิ่งที่ตาซูร์พูดก่อนหน้านี้ต้องมีอิทธิพลอย่างมากต่อเซี่ยเฟย
อย่างไรก็ตามเย่เชียนยังคงมีข้อสงสัยมากมายในใจและเขาก็อยากรู้เกี่ยวกับเซี่ยเฟยมากเพราะทำไมดูเหมือนว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเซี่ยเฟยแล้วเขาไม่มีอะไรสามารถซ่อนจากเซี่ยเฟยได้และทำไมดูเหมือนว่าเซี่ยเฟยรู้หลายสิ่งหลายอย่างมากขนาดนี้?
เป็นเวลานานทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันและเย่เชียนก็ครุ่นคิดแล้วหลับไปและไม่ได้รบกวนเซี่ยเฟย แต่ทันใดนั้นคำพูดของเซี่ยเฟยก็ดังมาถึงหูของเย่เชียน “นายเป็นคนเดียวที่ฉันเคยเจอที่รู้ถึงความปรารถนาภายในใจของฉัน”
เย่เชียนผงะเล็กน้อยและถามด้วยความประหลาดใจว่า “นายหมายความว่าไง”
“ไม่มีอะไร” เซี่ยเฟยพูด “เราจะออกไปจากที่นี่ตอนพรุ่งนี้เช้า..แต่นายมีประสบการณ์มากมายเพราะงั้นนายต้องช่วยฉันด้วยล่ะ”
เย่เชียนชะงักไปครู่หนึ่งและถามด้วยความสงสัย “ช่วยอะไร?..นายจะให้ฉันช่วยอะไร?”
“นายนี่มัน!..นายคิดว่าไงล่ะ” เซี่ยเฟยกลอกตาไปมาและพูด “เรื่องของตาซูร์ไง..นายช่วยฉันพูดกับตาซูร์หน่อยสิ”
เย่เชียนฉีกยิ้มแล้วพูดว่า “ที่จริงเธอเป็นของนายไปแล้ว”
.
.
.
………………..