ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1422 ออกจากเรือนจำ (2) ....................
ตอนที่ 1422 ออกจากเรือนจำ (2)
………………..
เช้าวันรุ่งขึ้นเย่เชียนและเซี่ยเฟยก็ออกจากเรือนจำซึ่งทำให้เหล่านักโทษในเรือนจำกลางประหลาดใจเพราะไม่มีนักโทษคนไหนที่มาที่นี่แล้วจะสามารถรอดชีวิตจากที่นี่ได้ เพราะทุกคนล้วนจะตายหรือถูกประหารชีวิตกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามเย่เชียนและ เซี่ยเฟยก็เดินออกจากคุกได้อย่างสง่าผ่าเผยซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆเลย
อย่างไรก็ตามไม่ว่าที่ไหนหรือประเทศใดก็เหมือนกันจริงๆเพราะคนธรรมดาจะไม่มีวันรู้เรื่องจริงในหลายๆอย่างเพราะมันมักจะถูกปิดเป็นความลับ นักโทษเหล่านี้ก็เช่นกันพวกเขาไม่มีแม้แต่สิทธิมนุษยชนนับประสาอะไรที่จะรู้? ไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไม เย่เชียนและเซี่ยเฟยถึงได้ออกไปได้และพวกเขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะรู้เรื่องเหล่านี้เลย
ด้านนอกทางเข้าของเรือนจำเซี่ยเฟยได้มองย้อนกลับไปแต่เขาก็ไม่เห็นร่างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง เขาแค่อยากจะบอกผู้หญิงคนนั้นและอยากจะสัญญากับเธอว่าเขาจะเป็นคนที่กล้าเผชิญกับความจริงและแบกรับความรับผิดชอบที่เขาควรแบกรับเอสไว้ อย่างไรก็ตามเธอกลับไม่ได้มาฟังตัวเองพูดคำเหล่านั้นเลย
ที่ชั้นบนของเรือนจำตาซูร์ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆและมองไปที่ร่างที่คุ้นเคยซึ่งยืนอยู่ด้านนอกเรือนจำ ซึ่งในใจของเธอก็รู้สึกไม่เต็มใจแต่ก็เป็นความสุขเช่นกัน เธอไม่เต็มใจปล่อยให้ผู้ชายคนนี้จากไปแบบนี้เพราะเธอเคยชินกับการที่ผู้ชายคนนี้ปรากฏตัวต่อหน้าต่อตาเธอมาเป็นเวลาสองปี
“อย่าหันไปมองเลยเพราะเธอไม่ได้ไม่อยากจะออกมาพบนายแต่เธอแค่ไม่อยากให้ดูเหมือนว่ามันการลาจากก็เท่านั้นเอง” เย่เชียนพูด “นายอยู่ในใจของเธอฉันแน่ใจแบบนั้นและเธอก็ต้องแอบดูนายอยู่ที่ไหนสักที่ในตอนนี้”
เซี่ยเฟยมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจและเขาเม้มปากแล้วพูดว่า “ทำไมนายถึงทำเหมือนว่านายรู้จักเธอดีกว่าฉันล่ะ?..นายควรอยู่ห่างๆจากเธอในอนาคตไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่านายแน่”
เย่เชียนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีดังนั้นเขาจึงพูดว่า “อย่ากังวลไปเลยเธอคือครอบครัวของพวกพ้องและฉันจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง”
“นายพูดแล้วนะ..เมื่อความรู้สึกมันเกิดขึ้นเราก็ไม่สามารถหยุดมันได้ถึงแม้ว่าเราจะต้องการ” เซี่ยเฟยพูด “ใครจะไปรู้ว่านายจะตกอยู่ในห้วงเวลานั้นเมื่อไหร่เพราะงั้นวิธีที่ดีที่สุดคืออยู่ห่างจากเธอซะ”
เย่เชียนกลอกตาไปมาแล้วพูดว่า “เอาล่ะเรากลับกันก่อนดีกว่า..แต่เราจะไปที่ไหนกันดี..ไปหาคนของฉันหรือจะไปที่องค์กรศิห์ชาห์ของนายก่อน?”
“ฉันไม่อยากคิดมันปวดหัว..นายตัดสินใจเรื่องยุ่งยากแบบนี้เอาเองก็แล้วกันฉันเกลียดตัวเลือกแบบนี้มากที่สุด” เซี่ยเฟยลูบหัวของตัวเองและใบหน้าของเขาก็ดูเบื่อหน่ายจนมองไม่เห็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ใดๆราวกับว่าเขานอนไม่พอ
“งั้นไปหาพวกของฉันก่อนก็แล้วกัน..ผ่านมาสองสามวันแล้วฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะได้เรื่องของพวกนักรบพราหมณ์แล้ว” เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและตัดสินใจ จากนั้นก็เอื้อมมือไปโบกรถแท็กซี่และบอกที่อยู่ของคฤหาสน์ดีห์ราห์และคนขับก็ขับรถออกไป
หลังจากเข้าไปในรถแล้วเซี่ยเฟยก็หรี่ตาลงแล้วหลับไปโดยหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างเพราะหลังจากอยู่ในเรือนจำมา 2 ปี โลกภายนอกก็เปลี่ยนไปมากจริงๆทั้งตึกสูงๆที่สร้างขึ้นใหม่เหล่านั้นที่ไม่เคยมีมาก่อน เย่เชียนก็ไม่ได้รบกวนเซี่ยเฟยเช่นกันเพราะเขาเห็นถึงความกังวลบนคิ้วของเซี่ยเฟย คนๆนี้ถึงแม้จะพบว่ามันลำบากในการเลือกสถานที่ที่จะไปครั้งแรกและมีความเพียรแบบที่คนอื่นไม่สามารถอธิบายได้แต่เขาก็ไม่ต้องการที่จะตัดสินใจอะไรในเรื่องแบบนี้ ซึ่งถ้าเขาไม่มีความเพียรเขาจะติดคุกสองปีเพื่อผู้หญิงได้อย่างไร?
เย่เชียนหลับตาและทำสมาธิกับแผนการเพราะตอนนี้องค์กรศิห์ชาห์ก็ไม่น่าจะกลายเป็นศัตรูของเขาแล้วและเขาก็จะสามารถมีสมาธิในการจัดการกับนักรบพราหมณ์ อย่างไรก็ตามอำนาจของนักรบพราหมณ์ก็หยั่งรากลึกในประเทศอินเดียและพลังอันยิ่งใหญ่นั้นก็ไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆด้วยตัวเองเลย ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆกับนายพลฟรอซต์ด้วยดังนั้นเย่เชียนจึงไม่ควรทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่นตราบใดที่เขาสามารถโน้มน้าวเซี่ยเฟยได้ อย่างไรก็ตามยังมีหลัวหมิงอีกคนและสกายเน็ตก็มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วยซึ่งจะทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
การปรากฏตัวของหลัวหมิงในเวลานี้ทำให้เย่เชียนรู้สึกว่าเขาไม่ได้ออกมาเพื่อระบายความเกลียดชังเท่านั้นและสมาชอกของสกายเน็ตดูเหมือนจะไม่ใช่คนประเภทที่สามารถทำอะไรได้เพื่อความเห็นแก่ตัวของเขาเอง ดังนั้นจุดประสงค์ของการมาถึงอย่างกะทันหันของสกายเน็ตคืออะไร? สิ่งนี้ทำให้เย่เชียนงงงวยเล็กน้อย อย่างไรก็ตามในมุมมองของเย่เชียนแล้วจุดประสงค์ของสกายเน็ตนั้นก็ไม่ง่ายอย่างนั้นอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึงด้านนอกคฤหาสน์ของดีห์ราห์ หลังจากลงจากรถเซี่ยเฟยก็เหลือบมองอย่างเกียจคร้านและแบะปากเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เฮ้ยสภาพแวดล้อมของที่นี่ดีมากเพราะงั้นฉันจะหาสถานที่แบบนี้เพื่ออยู่กับตาซูร์ในอนาคตและมีลูกหลายๆคนจากนั้นก็สนุกไปกับครอบครัวอบอุ่น”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยแล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปข้างใน เมื่อคนที่ประตูเห็นเย่เชียนกลับมาพวกเขาก็แจ้งดีห์ราห์และคนอื่นๆข้างในผ่านวิทยุรับส่งสัญญาณและไม่นานหลังจากที่เย่เชียนเดินเข้าไปทั้งดีห์ราห์,เฟิงหลานและหลิวเทียนเฉินก็ออกมาต้อนรับเขา
“บอสกลับมาแล้วเหรอ” เฟิงหลานถาม
เย่เชียนผงกหัวเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ช่วงสองสามวันที่ผมไม่อยู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นไหม?”
“ไม่มีอะไรเลยมีแค่นายพลฟรอซต์ส่งคำเชิญไปทานอาหารที่บ้านของเขาในคืนนี้เท่านั้น” เฟิงหลานพูด “แต่เราคิดว่าบอสคงไม่กลับมาเร็วๆนี้เราจึงปฏิเสธเขสไป”
“เอ่อ..ถ้างั้นโทรไปบอกเขาว่าผมจะไปตรงตามเวลานั้นก็แล้วกัน” เย่เชียนพูด หลังจากหยุดไปชั่วขณะเย่เชียนก็พูดต่อ “เอาล่ะให้ผมแนะนำนะเขาคือเซี่ยเฟยผู้นำองค์กรศิห์ชาห์..ส่วนฝั่งนี้พี่น้องของฉันเองพี่เฟิงหลาน..พี่เทียนเฉินและดีห์ราห์”
เซี่ยเฟยเหลือบมองทั้งสามคนและพยักหน้าเล็กน้อยแล่วพูดว่า “สมาชิกทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่า..หมาป่าสายหมอกเฟิงหลาน..หมาป่าเขี้ยวพิษหลิวเทียนเฉิน..ผมได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของพวกคุณมานานแล้ว..ส่วนนายหัวหน้ามาเฟียคนใหม่แห่งนิวเดลีดีห์ราห์..ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่าคนที่องค์กรศิห์ชาห์จะสนับสนุนจะเป็นนายน่ะ”
เย่เชียนยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “เฮ้ยๆ..ไหนๆเราก็เป็นพวกพ้องกันแล้วฮ่าๆ” แต่เย่เชียนประหลาดใจมากที่เซี่ยเฟยรู้ฉายาโค้ดเนมของเฟิงหลานและหลิวเทียนเฉินได้ทั้งๆที่อยู่ในคุกมานาน เพราะแม้แต่คนที่มีประสบการณ์ในรัฐบาลยังแทบจะไม่รู้เลยเซี่ยเฟยคนนี้ดูเหมือนจะรู้ทุกอย่างและเหมือนพวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้าเลย
ทั้งสามคนทักทายเซี่ยเฟยทีละคนแต่ปฏิกิริยาของเซี่ยเฟยนั้นดูเย็นชามากและดูเบื่อหน่ายกับทุกสิ่ง แต่เย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรมากและทุกคนก็กลับไปที่ห้องนั่งเล่นและนั่งลง ดีห์ราห์สั่งให้คนรับใช้ชงชาสักสองสามถ้วยแล้วเอามาให้ เซี่ยเฟยนั่งอยู่บนโซฟาอย่างเบื่อหน่ายและดูเหมือนจะง่วงนอน แต่เมื่อเห็นสายตาที่อยากรู้อยากเห็นของทุกคนแล้วเซี่ยเฟยก็เหลือบมองไปที่เย่เชียน และพูดว่า “ปล่อยฉันไปก่อนเถอะฉันง่วงมากและอยากนอนจริงๆ”
เย่เชียนยิ้มแหยงๆและไม่สนใจเขาอีก จากนั้นก็หันไปมองหลิวเทียนเฉินแล้วถามว่า “พี่เทียนเฉินเกิดอะไรขึ้นกับรูฮาห์บ้าง?..มีข่าวอะไรใหม่ๆไหม?”
“ได้มันก็ได้แต่สิ่งที่รูฮาห์รู้นั้นมันน้อยมากและไม่มีอะไรที่เป็นสาระมากนัก” หลิวเทียนเฉินพูด “ดูเหมือนว่าสิ่งที่รูฮาห์รู้นั้นจะเป็นแต่เรื่องพื้นฐาน”
“พวกนักรบพราหมณ์มักจะทำสิ่งต่างๆอย่างเคร่งครัดและรูฮาห์มันก็เป็นแค่คนที่อยู่จุดล่างสุดของนักรบพราหมณ์เพราะงั้นก็ไม่แปลกหรอกที่มันจะรู้น้อยขนาดนั้น” เซี่ยเฟยพูด “นายควรล้มเลิกความคิดนี้ไปซะเพราะต่อให้เค้นอะไรออกจากปากรูฮาห์ไปมันก็ไม่มีประโยชน์หรอก..ฉันน่ะรู้ว่าฐานลับของพวกนักรบพราหมณ์อยู่ที่ไหนแต่การป้องกันของที่นั่นแน่นหนามากและมีปรมาจารย์ของนักรบพราหมณ์หลายสิบคนเพราะงั้นถึงฉันจะบอกไปแต่นายก็เข้าไปไม่ได้หรอก”
“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าของฉันทำไม่ได้..ต่อให้เป็นถ้ำมังกรหรือถ้ำเสือเราก็ต้องฝ่าฟันไปให้ได้” หลิวเทียนเฉินพูด
เซี่ยเฟยยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ไม่ใช่ว่าผมจะดูถูกคุณนะแต่ทักษะการต่อสู้ของพวกคุณในตอนนี้ก็สู้พวกปรมาจารย์ของนักรบพราหมณ์ไม่ได้หรอก..อีกอย่างลัทธิมารของประเทศจีนที่สืบทอดมาจากนักรบพราหมณ์น่ะพวกเขามีความแข็งแกร่งแค่ไหนพวกคุณก็น่าจะรู้ดีแต่นักรบพราหมณ์น่ะยิ่งกว่านั้นอีกแถมยังมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นั่นอีกเพราะงั้นพวกคุณไม่มีโอกาสชนะเลย”
“การฆ่าคนไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะการต่อสู้เสมอไปหรอก” หลิวเทียนเฉินพูด
“นั่นก็จริง..แต่เมื่อเผชิญกับความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงแล้วกลอุบายทั้งหมดก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระ” เซี่ยเฟยพูด “นอกจากนี้ศาสตร์แห่งยาพิษของโปหลัวก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าของคุณเลยเพราะงั้นถ้าคุณใช้วิธีนั้นมันก็อาจไม่ได้ผล..เพราะงั้นเพื่อจัดการกับนักรบพราหมณ์แล้วเรายังต้องการแผนกันในระยะยาว”
หลิวเทียนเฉินตกตะลึงอย่างมากและมองไปที่เซี่ยเฟยด้วยความประหลาดใจและสงสัยว่าเซี่ยเฟยรู้ได้อย่างไรว่าเขาต้องการใช้ยาพิษเพื่อจัดการกับนักรบพราหมณ์
“อาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่นายพูดถึงเมื่อกี้คืออะไร..อาวุธ?” เย่เชียนถามด้วยความประหลาดใจ
“นายอาจจะคิดว่ามันเป็นอาวุธแต่จริงๆแล้วมันเป็นมนุษย์..เป็นคนตายไร้วิญญาณ” เซี่ยเฟยพูด “อาวุธศักดิ์สิทธิ์เป็นพิธีกรรมลับในการควบคุมศพในศาสนาพราหมณ์พวกมันก็ใช้ยาที่พิเศษมากและการฝังเข็มเพื่อกระตุ้นเส้นประสาทที่ตายแล้วให้กลับมาใช้ได้และแม้แต่ฆ่าคนได้ด้วย..อันที่จริงเมื่อคนตายไปกล้ามเนื้อและเส้นประสาทของพวกเขามักจะยังสามารถแสดงปฏิกิริยาตอบสนองได้เพราะงั้นพวกอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของนักรบพราหมณ์ก็ได้ผ่านพิธีกรรมเหล่านี้เหมือนอาวุธสังหาร..พวกนั้นไม่กลัวความเจ็บปวดหรือความตายใดๆเพราะงั้นมันก็เลยรับมือยาก”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆมีวิธีอื่นอีกไหม? นี่เป็นเรื่องที่เกินจินตนาการของเย่เชียนไปมากและค่อนข้างน่าตกใจ “ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆนักรบพราหมณ์ก็เหมือนอัมตะไม่ใช่หรือไง” เย่เชียนพูด “ด้วยศพเดินได้แบบนั้นใครมันจะไปเป็นคู่ต่อสู้ของพวกมันได้ล่ะ..พวกมันสามารถสร้างกองทัพซากศพได้แบบนี้มันบ้าเกินไปแล้ว”
“ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียและอาวุธศักดิ์สิทธิ์เองก็ไม่มีข้อยกเว้นเหมือนกัน” เซี่ยเฟยพูด “ถึงแม้ว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจะทรงพลังแต่ก็มีข้อบกพร่องในตัวเองอยู่เพราะมันต้องมีคนควบคุมมันและวิธีการควบคุมมันก็ไม่ง่ายเลย..เท่าที่ฉันรู้มามันมีไม่ถึงห้าคนที่สามารถทำเรื่องพวกนี้ได้”
.
.
.
………………..