ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1423 วายร้ายตัวจริง ....................
ตอนที่ 1423 วายร้ายตัวจริง
………………..
หลังจากได้ยินคำพูดของเซี่ยเฟยแล้วเย่เชียนก็รู้สึกโล่งใจอย่างมาก เย่เชียนจำได้อย่างชัดเจนว่าเคยมีทหารกลุ่มหนึ่งภายใต้คำสั่งของหมาป่าผีไป๋ฮวยที่ไม่มีเส้นประสาทความเจ็บปวดและคนเหล่านั้นถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆเลยระหว่างการต่อสู้ที่ดุเดือด
แต่ครั้งนี้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ของนักรบพราหมณ์ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของหมาป่าไป๋ฮวยนั่นก็เพราะว่าพวกมันทั้งหมดตายแล้ว เช่นเดียวกับผีเซียงซีในสมัยโบราณของประเทศจีนและความจริงแล้วมันมีการใช้วิธีพิเศษในการควบคุมศพ และนอกจากนี้การวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ยังได้รับการพิสูจน์ว่าวิธีนี้เป็นไปได้อีกด้วย
“หลัวหมิงก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย” เซี่ยเฟยพูด “เมื่อหลัวหมิงเข้าร่วมกับนักรบพราหมณ์เขาก็ได้รับความชื่นชมอย่างมากจากผู้นำนักรบพราหมณ์และสอนวิธีควบการคุมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ให้กับเขาจนเชี่ยวชาญอย่างรวดเร็วและเหนือกว่าเลยด้วยซ้ำ..หลังจากนั้นหลัวหมิงก็ก่อกบฏต่อนักรบพราหมณ์และนักรบพราหมณ์ก็กลัวว่าวิธีการควบคุมทหารศักดิ์สิทธิ์จะรั่วไหลออกไป..ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการฆ่าหลัวหมิงเพื่อล้างแค้นให้ผู้นำนักรบพราหมณ์”
“แล้วมีวิธีทำลายอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไหม” เย่เชียนถาม
เซี่ยเฟยยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะนี่เป็นความลับของนักรบพราหมณ์เพราะงั้นคนอื่นจะรู้ได้ยังไง..แต่ตอนแรกฉันคิดว่ามันควรจะเป็นวิธีการควบคุมที่คล้ายกับการแสดงหุ่นกระบอกในประเทศจีนแต่ภายหลังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่และการแพทย์แผนปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าหลังความตายสมองจะตายสนิทแต่เซลล์ในสมองยังมีชีวิตและเส้นประสาทยังสามารถทำงานได้อยู่..ในแง่หนึ่งอันที่จริงพวกเขายังมีชีวิตอยู่เพราะงั้นฉันคิดว่าคุณหลิวเทียนเฉินน่าจะรู้อะไรบางอย่างใช่ไหม?”
ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่งและหันไปมองหลิวเทียนเฉินด้วยความประหลาดใจ หลิวเทียนเฉินก็ตกตะลึงด้วยความสงสัยว่าเซี่ยเฟยรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้และพูดว่า “จริงๆแล้วสำหรับแพทย์และหมอวิจัยอย่างพวกเรานั้นความตายที่แท้จริงของคนๆหนึ่งควรจะเป็นการที่เซลล์ต่างๆในร่างกายมนุษย์รวมไปถึงเซลล์ของสมองที่เหี่ยวเฉาไปโดยสิ้นเชิง..โดยทั่วไปหัวใจจะหยุดเต้นและสมองกับเซลล์ของพวกมันจะอยู่รอดได้ชั่วขณะและฉันก็สามารถใช้ยาเพื่อควบคุมให้เจ้าของร่างกลับมามีชีวิตได้แต่ว่าควบคุมไม่ได้เพราะงั้นฉันก็เชื่อว่ามันมีวิธีควบคุมคนตายด้วยยาเหมือนกัน”
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ
“อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ฟังดูลึกลับแต่ถ้าเราพิจารณาให้ดีพวกมันก็เป็นเพียงเรื่องของยาเหมือนกับการดัดแปลงพันธุกรรม” หลิวเทียนเฉินพูดต่อ “แต่ถ้าฉันได้ตัวอย่างอาวุธศักดิ์สิทธิ์นั่นมาและทำการวิเคราะห์ล่ะก็มันไม่น่าจะยากหรอก..แค่ต้องหาคนที่ควบคุมมันให้ได้หรือค้นหาวิธีควบคุมแบบนั้นเราก็จะสามารถรู้ได้”
“พูดมันก็ง่ายกว่าทำน่ะสิ” เฟิงหลานพูด “พวกนักรบพราหมณ์ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและคนอื่นจะรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน”
เย่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “จริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องกังวลขนาดนั้นหรอกเพราะไม่ว่าอาวุธนั้นมันจะทรงพลังแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น..นอกจากนี้พวกมันก็ตายไปแล้วและแค่กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งเพราะงั้นคนตายมันไม่ได้น่ากลัวแต่มันเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น”
หลังจากหยุดชั่วคราวเย่เชียนก็พูดต่อ “นอกจากนี้สิ่งต่างๆก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราคิดเพราะแต่ให้เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์มากแต่มีบางคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน”
“นายหมายถึงหลัวหมิงน่ะเหรอ?” เซี่ยเฟยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “นายนี่มันร้ายกาจจริงๆ”
คนที่เหลือยังคงงงงวยเล็กน้อยและมองไปที่เย่เชียนด้วยความประหลาดใจ เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “หลัวหมิงและพวกนักรบพราหมณ์เป็นศัตรูกันเพราะงั้นถ้าคนของพวกนักรบพราหมณ์รู้ว่าหลัวหมิงได้กลับมาที่ประเทศอินเดียแบบนี้พวกมันจะปล่อยเขาไปได้ยังไง..นอกจากนี้ถ้าฉันเดาไม่ผิดหลัวหมิงก็เข้าร่วมสกายเน็ตแล้วและการที่เขากลับมาที่ประเทศอินเดียแบบนี้มันก็เป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะแก้แค้น..แต่ฉันคิดว่าจุดประสงค์ของเขาไม่ง่ายอย่างนั้นเพราะงั้นเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้ ” จากนั้นเขาก็หันไปมองเซี่ยเฟยแล้วยิ้มเจื่อนๆและถามว่า “นายคงไม่ว่าฉันหรอกใช่ไหม?”
เซี่ยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิดและเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน..นอกจากนี้อาวุธศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นของนักรบพราหมณ์ก็ไม่สามารถทำอะไรหลัวหมิงได้เลยเพราะงั้นเราก็แค่ใช้หลัวหมิงเพื่อทำลายอาวุธศักดิ์สิทธิ์และนั่นก็เป็นวิธีที่ดีที่สุด”
ดีห์ราห์ยังคงมองพวกเขาด้วยความงุนงงและพูดด้วยความประหลาดใจว่า “บอสครับผมยังไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“นายไปปล่อยข่าวทีว่าหลัวหมิงได้กลับมาที่ประเทศอินเดียแล้ว..ฉันเชื่อว่าพวกนักรบพราหมณ์จะต้องเคลื่อนไหวอย่างแน่นอนเมื่อพวกมันได้ยินข่าว” เย่เชียนพูด “มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะเพราะทุกอย่างมันล้วนมีประโยชน์กับเรา” จากนั้นเขาก็หันมองไปที่เซี่ยเฟยและพูดว่า “นายโอเคไหมแบบนี้!”
เซี่ยเฟยกลอกตาไปมาและพูดว่า “ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่ในใจ..ว่าแต่นายไม่กลัวเหรอว่าหลังจากที่นายทำลายนักรบพราหมณ์ไปแล้วฉันกับองค์กรศิห์ชาห์จะหักหลังและขับไล่นายออกไปจากประเทศ”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “นั่นก็ไม่เป็นไรเพราะฉันมีเป้าหมายสองอย่างในการมาประเทศอินเดียครั้งนี้..เป้าหมายใหญ่คือสร้างเครือข่ายทั่วทั้งประเทศอินเดียและเป้าหมายรองก็คือกำจัดพวกนักรบพราหมณ์เพราะงั้นถึงแม้ว่านายจะเลือกทำแบบนั้นจริงๆแต่สุดท้ายฉันก็บรรลุเป้าหมายรองอยู่ดีและสำหรับฉันแล้วถ้าไม่มีการสูญเสียก็ยิ่งดี..ยิ่งไปกว่านั้นฉันก็ไม่คิดว่านายจะเป็นคนแบบนั้นหรอก”
เซี่ยเฟยเม้มปากแต่ไม่ได้พูด เขาไม่ได้มีความต้องการในอำนาจมากนักอย่างที่เย่เชียนคาดเดา อันที่จริงไม่ว่านักรบพราหมณ์จะถูกกำจัดหรือไม่ก็ตามมันก็ไม่สำคัญสำหรับเซี่ยเฟยและถึงแม้ว่านักรบพราหมณ์จะถูกกำจัดไปถึงยังไงเขาก็ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มเรื่องทั้งหมด พูดง่ายๆคือจุดประสงค์ที่ยิ่งใหญ่กว่าของการออกมาในครั้งนี้คือเรื่องของหลัวหมิงนั่นเอง
อย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยก็ชื่นชมเย่เชียนมากเพราะเย่เชียนเป็นคนที่กล้าและตรงไปตรงมาแถมยังรู้ถึงความปรารถนาภายในของเขาและไม่ปิดบังเรื่องใดๆกับเขาอีกด้วย ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะเป็นตัวร้ายแต่ก็เป็นวายร้ายที่แท้จริง ในทุกวันนี้คนที่ดูดีและสุขมไม่ได้แปลว่าพวกเขาเป็นสุภาพบุรุษและยิ่งไปกว่านั้นเซี่ยเฟยก็ได้พบกับผู้คนมามากมายและเย่เชียนก็เป็นคนแรกที่ตรงไปตรงมากับเขาอย่าแท้จริง
เซี่ยเฟยตัดสินคนได้อย่างแม่นยำเสมอมาและเขาก็บอกได้เลยว่าไม่ว่าเย่เชียนจะทำอะไรแต่คนที่เห็นแก่ความรักเห็นแก่พวกพ้องแบบนี้ย่อมไม่ใช่คนเลวเพราะแม้แต่คนเลวก็ไม่ใช่คนเลวที่สิ้นหวัง ถ้าเป็นไปได้เซี่ยเฟยก็ยินดีที่จะช่วยเย่เชียนและป้องกันไม่ให้เขาจมลึกลงไปในโลกนี้
รูฮาห์ได้สารภาพทุกสิ่งที่เขารู้แล้วดังนั้นเขาจึงไม่มีค่าที่จะอยู่ต่อและเย่เชียนก็ไม่สามารถปล่อยรูฮาห์ไปได้เพราะการรั่วไหลข้อมูลของเขาไปยังนักรบพราหมณ์นั่นจะเป็นผลเสียต่อตัวเขาเอง แต่อย่างน้อยๆพวกนักรบพราหมณ์ก็ไม่รู้ถึงการมาของเขาในตอนนี้ ด้วยคำพูดที่ไม่จำเป็นต้องละเอียดเกินไปแค่เพียงสัญญาณเล็กๆน้อยๆหลิวเทียนเฉินก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและลุกขึ้นเพื่อไปจัดการกับรูฮาห์
ในตอนเที่ยงเซี่ยเฟยก็พักรับประทานอาหารกลางวันและระหว่างมื้ออาหารพวกเขาก็คุยกันเรื่องทั่วไปต่างๆและไม่ได้พูดถึงนักรบพราหมณ์มากนัก แต่ดูเหมือนว่าเซี่ยเฟยจะไม่ได้รู้สึกขอบคุณอะไรมากนักแต่ท่าทีของเขายังคงเป็นกันเอง เย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพราะเขาใช้เวลาเพียงสองคืนสั้นๆร่วมกันในคุกแต่ถ้าพูดให้ชัดก็แต่คืนเดียว แต่เย่เชียนยังมีความเข้าใจในตัวเซี่ยเฟย อยู่บ้างและนั่นไม่ใช่เพราะเขาไม่มีเหตุผลและหยิ่งยโสแต่เป็นเพราะเขามีนิสัยขี้เกียจแบบนี้และไม่แม้แต่จะเอ่ยคำขอบคุณด้วยซ้ำ
หลังจากกินข้าวเสร็จทุกคนก็นั่งคุยกันในห้องนั่งเล่นและเวลาก็ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว เย่เชียนพูดคุยกับเฟิงหลานและคนอื่นๆเป็นส่วนใหญ่และเซี่ยเฟยก็ไม่ได้ขัดพวกเขาแต่เลือกที่จะนอนบนโซฟาด้วยท่าทางง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาจนทั้งเฟิงหลาน,หลิวเทียนเฉินและดีห์ราห์ถึงกับแอบสงสัยว่าบุคคลดังกล่าวจะเป็นผู้นำขององค์กรศิห์ชาห์จริงๆหรือเปล่าหรืออาจเป็นพวกของหลัวหมิงในคืนนั้นกันแน่? พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยเพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าคนแบบนี้จะมีความสามารถอะไรในการเป็นผู้นำองค์กรที่ใหญ่แบบนั้น
เห็นได้ชัดว่าเย่เชียนมองเห็นถึงความสงสัยในใจของพวกเขาและจ้องมองพวกเขาและบอกพวกเขาว่าอย่าคิดอะไรไร้สาระ เย่เพราะเชียนเองก็รู้สึกได้ว่าถึงงแม้ว่าการแสดงออกของเซี่ยเฟยจะดูขี้เกียจมากแต่แรงผลักดันบนร่างกายของเขานั้นแข็งแกร่งมาก ถึงแม้ว่าเขาจะซ่อนตัวและยับยั้งเอาไว้อย่างดีแต่เย่เชียนก็ยังรู้สึกได้
เมื่อถึงช่วงบ่ายเย่เชียนก็หันมองไปที่เซี่ยเฟยและพูดว่า “นี่นายอยากจะไปพบนายพลฟรอซต์กับฉันไหม?..หรือนายจะกลับไปที่องค์กรศิห์ชาห์ของนาย”
“เฮ้อ…” เซี่ยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆและขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ทำไมมันถึงเป็นคำถามที่เลือกยากจัง?..มันวุ่นวายจริงๆเพราะงั้นนายช่วยหยุดถามคำถามแบบนี้กับและเลือกแทนฉันในครั้งต่อๆไปจะได้ไหม?”
“เอ่อ..โทษทีลืมมันไปซะ” เย่เชียนยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “นายพลฟรอซต์เป็นศูนย์กลางระหว่างนักรบพราหมณ์กับองค์กรศิห์ชาห์เพราะงั้นหากเราสามารถได้รับการสนับสนุนจากนายพลฟรอซต์ล่ะก็เราจะถือไพ่เหนือกว่ามาก..แต่ก็นะฉันเป็นคนนอกและนายพลฟรอซต์คนนี้ก็เป็นที่รู้จักกันในนามผู้พิพากษาเลือดเหล็กด้วยเพราะงั้นมันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะโน้มน้าวใจเขาได้”
“ก็นะ” เซี่ยเฟยกลอกตาไปมาและพูดว่า “ผู้พิพากษาเลือดเหล็กอะไรกันมันก็เป็นแค่การหลอกลวง..ฉันไม่เคยพบเจอคนที่ไม่มีความปรารถนาในโลกนี้มาก่อนและที่เขาทำแบบนั้นก็เพื่อจุดประสงค์อื่น..นายลองคิดดูสิตอนนี้เขามีทุนมากมายและเขาก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับนักรบพราหมณ์หรือองค์กรของฉันแต่ทั้งสองฝ่ายกลับต้องการประจบประแจงเขาเพื่อให้เขามีเงื่อนไขในการเจรจาเพราะงั้นนั่นแหละที่ทำให้คุณค่าของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆแต่นักรบพราหมณ์กับองค์กรศิห์ชาห์ไม่ได้คำนึงถึงจุดประสงค์ของเขาเลยเพราะทั้งสองฝ่ายเอาแต่ต้องการเอาชนะเขาและไม่ละสายตาไปจากเขาดังนั้นเขาจึงตั้งหน้าตั้งตาทำเรื่องของตัวเองและขยายอำนาจไปโดยใครก็ไม่รู้ตัว”
.
.
.
………………..