ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1428 แสดงความแข็งแกร่ง
ตอนที่ 1428 แสดงความแข็งแกร่ง
………………..
อันที่จริงความสามารถในการอยู่รอดเป็นเวลาหลายปีในการต่อสู้ระหว่างนักรบพราหมณ์และองค์กรศิห์ชาห์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะในการอยู่รอดในรอยร้าวแบบนี้คุณจะต้องมีทางรอดและหลีกเลี่ยงเหลี่ยมคมต่างๆได้มากมาย แต่บางครั้งคุณก็ตกเป็นเป้าของการวิจารณ์ของสาธารณะอีกด้วยดังนั้นถ้าหากนายพลฟรอซต์ไม่มีความแข็งแกร่งเขาก็ไม่มีทางรอด
ตัวอย่างเช่นพวกนักรบพราหมณ์ที่คิดจะฆ่านายพลฟรอซต์นับครั้งไม่ถ้วนแต่พวกนั้นก็ไม่เคยทำได้สำเร็จและนี่ไม่ใช่เพราะความฉลาดเพียงเล็กๆน้อยๆของนายพลฟรอซต์แต่เป็นเพราะความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขา
เย่เชียนและเซี่ยเฟยเข้าใจเรื่องนี้เพราะพวกเขาไม่ใช่คนโง่ ซึ่งถ้าหากนายพลฟรอซต์ไม่มีความแข็งแกร่งเลยเขาจะอยู่รอดได้นานขนาดนี้ได้อย่างไร? ดังนั้นสิ่งที่เย่เชียนกับเซี่ยเฟยต้องการก็คือสิ่งเหล่านี้และนั่นคือให้นายพลฟรอซต์พูดสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง
เย่เชียนและเซี่ยเฟยมองหน้ากันแล้วหันไปมองนายพลฟรอซต์และเย่เชียนก็พูดว่า “ท่านนายพลฟรอซต์อย่าเข้าใจผมผิด..ผมกับเซี่ยเฟยไม่ได้มีเจตนาที่จะประเมินคุณต่ำเกินเกินไป..เรารู้ว่าท่านนายพลฟรอซต์มีอำนาจแค่ไหนในประเทศอินเดียแต่พันธมิตรครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆและเราก็ไม่กล้าที่จะประมาทเพราะท้ายที่สุดแล้วมันก็เกี่ยวข้องกับชีวิตและความตายของพวกเรา..ดังนั้นหากมีบางอย่างที่เสียมารยาทไปผมหวังว่าท่านนายพลฟรอซต์จะไม่ขุ่นเคือง”
“ผมเข้าใจคำพูดของคุณเซี่ยดีเพราะงั้นเนื่องจากวันนี้คุณเย่และคุณเซี่ยอยู่ที่นี่แล้วเราก็มาดูสิ่งที่ผมเตรียมเอาไว้สักหน่อยดีกว่า..ผมหวังว่าพวกคุณจะให้คำแนะนำกับผมได้” นายพลฟรอซต์พูดจากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองซูเออห์ซึ่งพยักหน้าและเดินออกไป
นายพลฟรอซต์ยืนขึ้นและมองไปที่เย่เชียนกับเซี่ยเฟยและพูดว่า “คุณเย่คุณเซี่ยกรุณาไปที่สวนหลังบ้านทีครับ”
เย่เชียนและเซี่ยเฟยมองหน้ากันแล้วลุกขึ้นยืน ถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะอยู่ในเรือนจำตลอดหลายปีที่ผ่านมาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกภายนอก ซึ่งสิ่งที่เกี่ยวกับความแข็งแกร่งของนายพลฟรอซต์ทั้งองค์กรศิห์ชาห์และพวกนักรบพราหมณ์เขาต่างก็รู้เดีและได้ทำการสืบสวนบางอย่างมาแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีข้อมูลเชิงลึกมากนักและนอกจากนี้เขายังต้องการทราบว่านายพลฟรอซต์คนนี้มีพลังและอำนาจขนาดไหน
พวกเขาเดินตามนายพลฟรอซต์มาถึงสวนด้านหลังของคฤหาสน์ซึ่งมีสนามหญ้าว่างเปล่าและในเวลานี้ก็มีคนมากกว่าสิบคนมารวมตัวกันและดูกระตือรือร้นอย่างมาก เย่เชียนกับเซี่ยเฟยก็มองหน้ากันและยิ้มโดยไม่พูดอะไรสักคำแต่เซี่ยเฟยยังคงดูเกียจคร้านแต่มีประกายพิเศษในดวงตาที่เห็นได้ชัดของเขา เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและชำเลืองมองนายพลฟรอซต์แล้วพูดว่า “ท่านนายพลฟรอซต์นี่คือ…”
นายพลฟรอซต์พูดด้วยความภาคภูมิใจ “คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผมซึ่งทุกคนล้วนภักดีต่อผม..พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผมรวบรวมมาจากทั่วประเทศอินเดียแต่ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะเข้าตาคุณเย่หรือเปล่า?”
เย่เชียนยิ้มอย่างขี้เล่นแล้วพูดว่า “ท่านนายพลฟรอซต์อย่าล้อผมเล่นสิครับ..ผมรู้แค่ทักษะพื้นฐานเท่านั้นและใฝ่ฝันที่จะได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้จริงๆแต่โชคไม่ดีที่ผมไม่มีโอกาสเลย..เพราะท้ายที่สุดแล้วกุญแจสู่ชัยชนะหรือแพ้มันก็ไม่ใช่จำนวนปรมาจารย์ที่อยู่ภายใต้คำสั่งของคุณแต่เป็นกลยุทธ์และสติปัญญาและความแข็งแกร่ง..แน่นอนว่าพวกนักรบพราหมณ์ไม่ใช่คนธรรมดาและผมกับเซี่ยเฟยก็กังวลเรื่องนั้นเพราะงั้นผมจึงต้องการเห็นความแข็งแกร่งของท่านนายพลฟรอซต์ว่าคุณมีอะไรที่จะเผชิญหน้ากับพวกนักรบพราหมณ์ได้บ้าง”
“ถ้าอย่างนั้นผมก็อยากจะขอรบกวนคุณเย่กับคุณเซี่ยช่วยให้คำแนะนำผมด้วย” เมื่อนายพลฟรอซต์พูดจบเขาก็ชำเลืองมองซูเออห์และพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นซูเออห์ก็ชำเลืองมองคนประมาณสิบกว่าคนและพูดว่า “ถึงเวลาแล้วที่พวกนายจะต้องแสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนในเวลาหนึ่งพันวัน..พวกนายจะต้องทำผลงานให้ดีและแสดงความแข็งแกร่งเพื่อพิสูจน์ว่าพวกนายไม่ใช่คนขี้ขลาด..พวกนายเป็นยอดฝีมือที่พ่อของฉันไว้ใจได้เพราะงั้นอย่าทำให้เขาต้องผิดหวังเด็ดขาด!”
“รับทราบครับ!” ผู้คนหลายสิบคนขานรับและเริ่มต่อสู้กัน
เย่เชียนชำเลืองมองเซี่ยเฟยและเซี่ยเฟยก็สามารถเห็นคำใบ้ของการอนุมัติจากดวงตาของอีกฝ่ายได้ เพราะฝีมือของคน 12 คนเหล่านี้นั้นไม่เลวเลย พวกเขาถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือและในความเป็นจริงศิลปะการต่อสู้ของประเทศอินเดียก็มีความเหมือนกันกับศิลปะการต่อสู้ของประเทศจีนมาก ในแง่ของการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้พวกเขายังให้ความสำคัญกับการฝึกกำลังภายในและความแข็งแกร่งของคนหลายสิบคนเหล่านี้ค่อนข้างแข็งแกร่งถึงแม้ว่าท่วงท่าที่ออกจะเยอะไปหน่อยแต่ก็ค่อนข้างน่าประหลาดใจดี แต่เมื่อพูดถึงความแข็งแกร่งแล้วมันก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเทียบได้เลย
นายพลฟรอซต์หันไปมองที่เย่เชียนและเซี่ยเฟยแล้วพูดว่า “คุณเย่คุณเซี่ยเป็นยังไงบ้างครับ..ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมพอใช้ได้เหรือเปล่า?”
เย่เชียนยิ้มแล้วพูด “ไม่เพียงแค่ใช้ได้เท่านั้นแต่พวกเขายังเป็นถึงปรมาจารย์อีกด้วย..คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของคุณไม่เลวเลยและในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านนายพลฟรอซต์ถึงสามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิมาอย่างยาวนานในการต่อสู้ระหว่างนักรบพราหมณ์กับองค์กรศิห์ชาห์..ถ้าผมมีพรรคพวกแบบนี้โลกก็คงน่าอยู่ขึ้นเยอะ..นายล่ะว่าไงบ้างเซี่ยเฟย?”
“เป็นเพราะผมประเมินนายพลฟรอซต์ต่ำเกินไปและผมหวังว่านายพลฟรอซต์จะยกโทษให้ผม” เซี่ยเฟยพูด “ด้วยวิธีนี้ผมก็วางใจได้ว่านายพลฟรอซต์มีความแข็งแกร่งจริงๆและผมก็โล่งใจ..แต่ว่ามันมีคนแบบนี้อีกจำนวนมากในนักรบพราหมณ์และยังห่างไกลจากคนเหล่านี้มากแล้วนับประสาอะไรกับจำนวนสมาชิกของนักรบพราหมณ์..ยิ่งไปกว่านั้นปรมาจารย์ที่ประจำการอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของนักรบพราหมณ์นั้นก็มีจำนวนไม่น้อยเพราะงั้นด้วยจำนวนคนเพียงเท่านี้ผมคิดว่ามันยังห่างไกลที่จะเผชิญหน้ากับพวกนั้นอยู่ดี”
“แน่นอนผมเข้าใจเรื่องนี้ดี” นายพลฟรอซต์พูด “แต่คุณเซี่ยไม่ต้องกังวลไปหรอกครับเพราะคนเหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของทั้งหมด..เพราะเมื่อถึงเวลาที่เราจะโจมตีพวกนักรบพราหมณ์จริงๆมันจะไม่ใช่แบบนี้อย่างแน่นอน..เชื่อผมเถอะว่าถ้าพวกเราร่วมมือกันพวกนักรบพราหมณ์จะต้องถูกกำจัดอย่างแน่นอน”
เซี่ยเฟยเม้มปากเล็กน้อยและพูดว่า “ผมรับมือกับพวกนักรบพราหมณ์มานานหลายปีแล้วและรู้เกี่ยวกับพวกนั้นหลายอย่าง..พูดตามตรงถึงแม้ว่าพวกเราจะร่วมมือกันเพื่อกำจัดนักรบพราหมณ์แต่ผลที่ได้ก็คงไม่คุ้มเสีย..ผมสงสัยมากว่าทำไมนายพลฟรอซต์ถึงต้องการทำลายนักรบพราหมณ์เพราะในความคิดของผมมันจะดีกว่าไหมที่ทุกคนจะสร้างพันธมิตรต่อกัน..อย่างน้อยๆทุกฝ่ายก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการต่อสู้นองเลือดกันได้”
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากร่วมมือด้วยแต่เป็นเพราะผมรู้จักพวกนักรบพราหมณ์ดีและการร่วมมือกับพวกมันก็เท่ากับการเดินเข้าถ้ำเสือและถ้าไม่ระวังเราก็จะถูกพวกนั้นหลอกใช้ผมไม่อยากเห็นเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น..เพราะงั้นผมจึงเสนอวิธีที่ดีกว่าก็เท่านั้นเอง” นายพลฟรอซต์พูด “แต่ไม่ว่ายังไงผมก็จะไม่มีวันร่วมมือกับนักรบพราหมณ์เด็ดขาดแต่ถ้าคุณเซี่ยยืนกรานที่จะร่วมมือกับพวกนักรบพราหมณ์ล่ะก็ผมได้แต่อวยพรให้คุณเซี่ยโชคดี”
หลังจากพูดจบนายพลฟรอซต์ก็โบกมือและส่งสัญญาณให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาออกไป
เย่เชียนยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านนายพลฟรอซต์เข้าใจความหมายของเซี่ยเฟยผิดไปเขาหมายความว่าการต่อสู้ด้วยดาบนั้นไม่ดีนัก แต่ถ้าไม่มีทางอื่นก็คงมีแต่วิธีนั้น..นอกจากนี้เนื่องจากนี่เป็นการร่วมมือมันก็ต้องมีเงื่อนไขใช่ไหมว่าทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันยังไงและจะแบ่งผลประโยชน์กันยังไงหลังประสบความสำเร็จ”
“เรื่องนั้นเราค่อยว่ากันทีหลังก็ได้” นายพลฟรอซต์พูด “เราควรจะหารือกันถึงวิธีจัดการกับพวกนักรบพราหมณ์ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในตอนนี้”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “คำพูดของนายพลฟรอซต์ก็สมเหตุสมผลดี..อันที่จริงผมไม่เชื่อหรอกว่าพวกนักรบพราหมณ์จะทรงพลังอะไรขนาดนั้นและความร่วมมือระหว่างสามฝ่ายของพวกเราจะต้องกำจัดพวกนั้นได้”
เซี่ยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “ฉันขี้เกียจกังวลเรื่องพวกนี้..ฉันจะทำตามที่นายพูด..เพาะงั้นอย่ามารบกวนฉันด้วยเรื่องน่ารำคาญพวกนี้ฉันไม่อยากปวดหัว”
เย่เชียนพูดต่อ “ท่านนายพลฟรอซต์มาทำข้อตกลงกันเถอะ..เรามาร่วมมือกันและจัดการกับพวกนักรบพราหมณ์ด้วยกัน..แต่ตอนนี้มันก็ใกล้มืดแล้วและถึงเวลาที่ผมกับเซี่ยเฟยต้องกลับแล้ว..เพราะงั้นถ้าคุณมีคำแนะนำดีๆก็ติดต่อพวกเรามาได้เลย”
นายพลฟรอซต์ยิ้มเล็กน้อยในใจเพราะในที่สุดเขาก็ปัดเป่าความคิดของเย่เชียนและเซี่ยเฟยได้ จากนั้นเขาก็พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นผมจะไม่ยื้อพวกคุณทั้งสองแล้ว..ซูเออห์ช่วยไปส่งคุณเย่กับคุณเซี่ยกลับที”
“ไม่จำเป็นหรอกครับท่านนายพลฟรอซต์..ผมไม่อยากรบกวนมาก..เดี๋ยวผมกับเซี่ยเฟยจะออกไปเอง” หลังจากที่เย่เชียนพูดจบเขาก็ยิ้มให้เซี่ยเฟยและทั้งสองก็เดินออกไปพร้อมๆกัน
เมื่อมองทั้งสองเดินจากไปนายพลฟรอซต์ก็ขมวดคิ้วและยิ้มให้กับซูเออห์เมื่อเห็นแบบนั้นซูเออห์ก็ชำเลืองมองไปที่นายพลฟรอซต์และพูดว่า “พ่อทำไมเราต้องเปิดเผยอำนาจของเราด้วยล่ะ..แบบนั้นมันก็เท่ากับการเปิดเผยความลับให้พวกนั้นเห็นน่ะสิ..สิ่งนี้จะมีความสำคัญมากสำหรับเราในอนาคตและมันไม่ดีเลย”
“นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายแล้ว” นายพลฟรอซต์พูด “ถ้าเราไม่แสดงพลังให้พวกนั้นเห็นพวกนั้นจะเชื่อเราได้ยังไงและถ้าเราปล่อยให้พวกนั้นร่วมมือกับพวกนักรบพราหมณ์เราก็จะเป็นคนแรกที่ต้องสูญเสีย..ลองนึกดูสิว่าเรามีอำนาจและอิทธิพลเท่ากับพวกนักรบพราหมณ์หรือองค์กรศิห์ชาห์ไหมล่ะ..นอกจากนี้แกคิดจริงๆเหรอว่าเย่เชียนและเซี่ยเฟยจะเป็นคนงี่เง่าแบบนั้นจริงๆ..พวกนั้นจะต้องรู้ถึงพลังที่เรามีและพวกนั้นก็ใช้วิธีนี้เพื่อบังคับให้ฉันแสดงออกมาให้พวกนั้นดู”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะนายพลฟรอซต์ก็พูดต่อ “มีข่าวลือในแวดวงใต้ดินว่าเซี่ยเฟยผู้นำขององค์กรศิห์ชาห์นั้นฉลาดมากและสามารถมองเห็นจิตใจของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว..ถึงแม้ว่ามันจะเกินจริงไปหน่อยแต่ก็มีบางอย่างที่น่าเชื่อถือได้..แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะขี้เกียจอย่างที่เขาแสดงในวันนี้เลยจริงๆ”
“พ่อหมายความว่าเขาแกล้งทำเป็นขี้เกียจและเบื่อหน่อยตลอดทั้งวันน่ะเหรอ?” ซูเออห์ถามด้วยความประหลาดใจ
“มันเป็นไปไม่ได้” นายพลฟรอซต์พูด “ยังไงก็เถอะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าความแข็งแกร่งของเซี่ยเฟยนั้นคืออะไรและเราต้องระวังเย่เชียนเอาไว้ด้วยเพราะคนนั้นๆยากที่จะรับมือและตอนนี้ถ้ามีเซี่ยเฟยเพิ่มมาอีกคนมันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก”
.
.