ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1430 การสมรู้ร่วมคิดของศัตรู ....................
ตอนที่ 1430 การสมรู้ร่วมคิดของศัตรู
………………..
ในโลกนี้ไม่เคยขาดแคลนคนที่มีอุดมการณ์และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ อย่างไรก็ตามจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และอุดมคตินี้จะมีอยู่ในใจคนได้นานแค่ไหนและจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่มันก็มักเป็นเงื่อนไขที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของบุคคลนั้นๆ ซึ่งบางคนไม่ฉลาดพอหรือมีความพยายามมากพอและนั่นทำให้พวกเขาไม่สามารถบรรลุอุดมคติได้ เมื่อพบกับความพ่ายแพ้ก็มักจะเลือกที่จะยอมแพ้ง่ายๆและสุดท้ายอุดมคติที่กำลังจะมาถึงก็พังทลายลงแบบนี้
อาจารย์ของเซี่ยเฟยเคยเป็นหนึ่งในบุคคลที่สำคัญที่สุดในแวดวงใต้ดินและเขาก็มีความเชี่ยวชาญในหยินและหยางรวมทั้งสัมผัสทั้งห้า ดังนั้นเขาจึงถูกมองว่าเป็นคนแปลกและเขาเคยบอกเซี่ยเฟยให้เดินตามผู้นำที่แท้จริงและรอให้บุคคลแบบนั้นปรากฏตัวออกมาและนั่นคือเย่เชียน ดังนั้นเซี่ยเฟยจึงต้องรู้ระยะเวลาว่าเย่เชียนจะรักษาความคงอยู่นี้เอาไว้ในใจของเขาได้นานแค่ไหน
“ตราบเท่าที่ชีวิตของฉันยังคงดำเนินต่อไปความพากเพียรของฉันไม่มีวันหยุดยั้ง” เย่เชียนพูด “พูดง่ายๆถ้าฉันไม่กำจัดศัตรูให้หมดไปบางทีฉันอาจจะเลือกหาสถานที่เพื่อสนุกกับชีวิตเหมือนนายก็ได้..สิ่งที่ฉันพูดมันเว่อร์มากเกินไปและดูเสแสร้งไปหน่อยแต่ฉันไม่รู้ว่าคำตอบนั้นนายจะพอใจไหม”
“ฉันหวังว่าความกระตือรือร้นของนายจะคงอยู่ตลอดไปก็แล้วกัน” เซี่ยเฟยพูด หลังจากหยุดไปชั่วคราวเซี่ยเฟยก็หันมาและพูดว่า “เอาล่ะเรามาคุยแผนกันดีกว่า..นายจะเริ่มยังไงดี?”
“ฉันไม่ได้จะตัดสินใจ..ฉันรอฟังนายอยู่..ฉันจะทำตามที่นายพูด” เย่เชียนพูด
“ทำไมนายเอาแต่โยนคำถามเหล่านี้มาให้ฉันล่ะ..ฉันกลัวการเลือกอะไนที่ในยากๆมากที่สุดและฉันก็ปวดหัวกับมัน” เซี่ยเฟยลูบหัวของเขาและพูด
“ฉันเชื่อในตัวนาย..นายสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุด” เย่เชียนพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
เซี่ยเฟยกลอกตาไปมาและพูดว่า “ฉันไม่คิดว่ามันจะเวิร์คเพราะพวกนักรบพราหมณ์แค้นหลัวหมิงมากและถ้าคนของพวกนักรบพราหมณ์รู้ว่าหลัวหมิงมาที่นี่และซ่อนตัวอยู่ในบ้านของนายพลฟรอซต์ล่ะก็พวกนักรบพราหมณ์จะจัดการกับพวกเขาอย่างแน่นอนโดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะตามมา”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “เห็นไหมนายก็แค่ขี้เกียจและไม่อยากปวดหัวก็เท่านั้นเพราะถ้านายใช้สมองของนายมันจะไม่มีใครเทียบนายได้..นายคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นไปได้และการฆ่าโดยใช้ศัตรูของศัตรูนั้นก็เป็นวิธีที่ดีเสมอและนั่นจะทำให้ความขัดแย้งระหว่างนายพลฟรอซต์กับพวกนักรบพราหมณ์ทวีความรุนแรงขึ้นแล้วนายพลฟรอซต์ก็ต้องพึ่งพาเราดังนั้นจากที่เขาต้องการหลอกใช้เรากลับกลายเป็นถูกเราหลอกใช้แทน”
“อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะอธิบายก่อน” เซี่ยเฟยพูด “ถ้าหลัวหมิงเป็นอะไรไปฉันจะช่วยเขาเพราะไม่ว่ายังไงเขาก็เป็นพี่ชายของฉันเสมอและฉันต้องไม่ปล่อยให้เขาตาย..ถ้าเขาจะต้องตายเขาต้องตายด้วยมือของฉันเท่านั้น” เมื่อพูดแล้วดวงตาของเซี่ยเฟยก็ฉายแววของความแน่วแน่ออกมา
เย่เชียนสามารถเข้าใจอารมณ์ของเซี่ยเฟยได้เพราะเขาก็ทำแบบนี้กับหมาป่าผีไป๋ฮวยในตอนนั้น ดังนั้นเย่เชียนจึงไม่พูดอะไรและพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ในเมื่อฉันบอกว่าให้นายตัดสินใจมันก็ขึ้นอยู่กับนายที่จะตัดสินใจและฉันจะทำตามที่นายพูด”
เซี่ยเฟยพยักหน้าเล็กน้อยและไม่พูดอะไรอีกต่อไปแล้วหลับตาขมวดคิ้ว เย่เชียนคือคนที่เข้าใจเซี่ยเฟยได้ดีที่สุดเพราะครั้งหนึ่งเขาเคยเผชิญกับทางเลือกเช่นนี้เช่นเดียวกับเซี่ยเฟย ดังนั้นการที่หลัวหมิงทรยศต่อองค์กรศิห์ชาห์และเข้าร่วมสกายเน็ตและทำสิ่งที่ดูถูกเหยียดหยามองค์กรศิห์ชาห์มากมาย ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเซี่ยเฟยจะรู้สึกไม่เต็มใจมากแค่ไหนแต่เพื่อองค์กรศิห์ชาห์แล้วเขาต้องเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ภานในคฤหาสน์ของนายพลฟรอซต์หลังจากที่เย่เชียนและเซี่ยเฟยออกไปแล้วนายพลฟรอซต์ก็คุยกับซูเออห์จากนั้นก็หันหลังและเดินเข้าไปในห้อง ในเวลานี้ชายคนหนึ่งที่ปล่อยพลังไปทั่วร่างกายของเขาแล้วค่อยๆเดินเข้ามาและไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหลัวหมิงพี่ชายของเซี่ยเฟย
ตามที่เซี่ยเฟยคาดเอาไว้นายพลฟรอซต์นั้นเป็นสมาชิกของสกายเน็ตโดยสมรู้ร่วมคิดกับหลัวหมิง ดังนั้นเมื่อเห็นหลัวหมิงนายพลฟรอซต์ก็ตกตะลึงเล็กน้อยและรีบทำความเคารพว่า “คุณหลัวมาที่นี่ทำไมเหรอ?”
“ฉันได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของแกแล้วและฉันจะเตือนแกว่าแกไม่สามารถซ่อนความคิดของแกไปจากเซี่ยเฟยได้” หลัวหมิงพูด “ฉันรู้ดีที่สุดว่าเขาเป็นยังไงดังนั้นฉันขอแนะนำให้แกระวังตัวให้ดี..ผู้นำอธิบายว่าจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดในเรื่องนี้..ฉันคิดว่า เซี่ยเฟยต้องรู้ว่าฉันอยู่กับแกที่นี่อย่างแน่นอน”
นายพลฟรอซต์ชะงักไปครู่หนึ่งและพูดว่า “เป็นไปไม่ได้..เขาจะรู้ได้ยังไง”
“หืม..แน่นอนว่าแกไม่เข้าใจหรอก..แม้แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเซี่ยเฟยมีความสามารมากถแค่ไหน” หลัวหมิงพูด “แต่ท่านผู้นำได้อธิบายแล้วดังนั้นไม่ว่าจะมีปัญหามากมายแค่ไหนเราก็ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นแค่นั้นแหละ..แต่ฉันไม่ได้คาดหวังว่าเย่เชียนจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยและสิ่งต่างๆดูเหมือนจะลำบากมากกว่าเดิม..ท่านผู้นำตั้งความหวังเอาไว้สูงสำหรับเย่เชียนและมันก็ไม่ควรทำอะไรกับเขาในตอนนี้”
“ทำไมท่านผู้นำถึงปฏิบัติกับมันแบบนั้นล่ะ” นายพลฟรอซต์พูด “เย่เชียนมีพลังขนาดนั้นจริงๆเหรอ?..ทำไมท่านผู้นำถึงได้ชื่นชมมันขนาดนั้น..แต่ตอนนี้มันเป็นศัตรูของเราเพราะงั้นมันจะขัดขวางแผนการของพวกเรา”
“นี่คือเป้าหมายของท่านผู้นำและเราจะทำตามที่เขาพูด” หลัวหมิงพูด “แกปล่อยข่าวออกไปก่อนโดยบอกว่าเย่เชียนมาถึงประเทศอินเดียแล้วและมันได้ฆ่าทูตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของนักรบพราหมณ์ในประเทศจีน..ถ้าพวกนักรบพราหมณ์รู้เข้าพวกนั้นคงไม่ปล่อยไปแน่ๆและตราบใดที่พวกนักรบพราหมณ์เคลื่อนไหวนั่นจะเป็นผลดีกับเรา”
“รับทราบครับคุณหลัว” นายพลฟรอซต์ตอบ
หลัวหมิงพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไรอีกแล้วหันกลับและเดินเข้าไปในบ้าน
เมื่อมองไปที่ด้านหลังของเขาซูเออห์ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างเย็นชาและพูดเบาๆ “พ่อครับทำไมเราถึงต้องฟังพวกสกายเน็ตนั่นด้วยล่ะ..พวกเราทำเองได้แล้วทำไมเราต้องก้มหัวให้คนอื่นด้วยและหลัวหมิงคนนี้อีกที่ทำตัวโออ่าใหญ่โต..ผมรู้สึกอึดอัดเมื่อเห็นเขาและถ้าเจอเขากลางดึกผมคิดว่าฉันเห็นผีซะอีก”
“ชู่ว…” นายพลฟรอซต์รีบทำท่าทางเงียบและพูดว่า “อย่าพูดไร้สาระหลัวหมิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาๆถ้าเราไปยั่วยุเขาเราทุกคนจะต้องตาย..แกไม่รู้เลยสินะว่าความแข็งแกร่งของพวกสกายเน็ตนั้นเป็นยังไงแต่ฉันรู้ดีว่าเราไม่มีโอกาสชนะพวกเขาอย่างแน่น..ดังนั้นเราควรเชื่อฟังและทำในสิ่งที่เราควรทำ..ตราบใดที่พวกนักรบพราหมณ์และองค์กรศิห์ชาห์ถูกกำจัดประเทศอินเดียก็จะเป็นของเรา”
“เราแค่สร้างถนนสร้างสะพานให้กับคนอื่นไม่ใช่เหรอ?..ถึงแม้ว่าเราจะควบคุมอำนาจของประเทศอินเดียในอนาคตแต่นั่นก็เป็นแค่หุ่นเชิดของคนอื่นไม่ใช่เหรอ?” ซูเออห์พูด
“ถ้าอยากได้อะไรก็ต้องยอมจ่าย” นายพลฟรอซต์พูด “ไม่ใช่เป็นแค่หุ่นเชิดเพราะฉันยอมขายแม้แต่วิญญาณตราบใดที่มันทำให้ฉันยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจได้..เพราะงั้นแกไม่ควรพูดแบบนี้อีกและถ้าเขารู้ฉันช่วยอะไรแกไม่ได้แกเข้าใจใช่ไหม?”
ซูเออห์เม้มปากเล็กน้อยและไม่พูดอีก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภายใต้การสนับสนุนของสกายเน็ตทำให้นายพลฟรอซต์ได้รับสถานะในปัจจุบันและสามารถอยู่รอดจากการต่อสู้ระหว่างนักรบพราหมณ์กับองค์กรศิห์ชาห์ได้ ดังนั้นเขาจึงชัดเจนมากเกี่ยวกับพลังของสกายเน็ตและมันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถท้าทายได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้คือการเชื่อฟังและในกรณีนี้เขาจะได้รับสิทธิ์และความมั่งคั่งที่ต้องการ ด้วยเหตุผลเหล่านี้นับประสาอะไรกับการเป็นสุนัขของสกายเน็ตเพราะเขาจะไม่ลังเลที่จะขายวิญญาณของเขาเลย
เมื่อกลับเข้ามาในห้องหลัวหมิงก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรออก การโทรถูกเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วและหลัวหมิงก็พูดว่า: “ท่านผู้นำเย่เชียนอยู่ที่นี่ด้วย”
“ฉันรู้แล้ว” เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม “ฉันมองไม่ผิดจริงๆ..เด็กคนนี้จะไปที่ที่มีประโยชน์เสมอ”
“ท่านผู้นำเราควรทำอย่างไรดีตอนนี้” หลัวหมิงพูด “ตอนนี้เย่เชียนได้ติดต่อกับเซี่ยเฟยจากองค์กรศิห์ชาห์แล้วและถ้าหากเราต้องการจัดการกับองค์กรศิห์ชาห์เราก็ต้องเผชิญหน้ากับเย่เชียนด้วย..ผมเกรงว่ามันจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่การทำให้แผนของท่านผู้นำพังก็ไม่ดีเพราะงั้นผมจึงโทรหาท่านผู้นำเพื่อขอคำแนะนำ”
ชายวัยกลางคนก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “แกประเมินเย่เชียนต่ำเกินไป”
“ท่านผู้นำผมกำลังถามคำถามที่ไม่ควรถาม” หลัวหมิงพูด “ผมได้ปะทะกับเย่เชียนในช่วงเวลาสั้นๆและอย่างมากผมคิดว่าเขาคงไม่สามารถทนได้ถึงยี่สิบกระบวนท่าของผมได้..เพราะงั้นผมก็เลยไม่เข้าใจว่าคุณชื่นชมเขาเพราะอะไรแล้วเขาทำไมคุณถึงตั้งความหวังกับเขาเอาไว้สูงแบบนี้..หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปพลังของเขาจะขยายออกไปเรื่อยๆและในเวลานั้นเราจะเสียเปรียบอย่างมากนะครับ”
“แกยังไม่รู้อะไรเพราะต่อให้แกใช้พลังทั้งหมดของแกจริงๆแกก็ทำได้แค่เสมอกับเขา..แค่เด็กคนนี้มีพลังบางอย่างที่เขายังใช้ไม่ได้เท่านั้นเอง” ชายวัยกลางคนพูด “อีกอย่างฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่ายาฉะจะเชื่อใจเขามากขนาดนี้..แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเด็กคนนี้มีความทะเยอทะยานสูงและฉันเชื่อว่าฉันสามารถโน้มน้าวใจให้เขายืนอยู่ข้างฉันได้เพราะพลังของเขามีประโยชน์มากสำหรับเราและนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงไม่อยากทำร้ายเขา..แต่ถ้าแกยังไม่เชื่อก็ลองดูได้เพราะฉันเองก็อยากจะทดสอบเขาดูว่าเขาคู่ควรกับความคาดหวังที่ฉันวางเอาไว้จริงๆหรือเปล่า..เพราะงั้นแกจะทำอะไรก็ทำและถ้าแกมีความสามารถมากพอที่จะฆ่าเขาได้ฉันจะไม่โทษแกเพราะงั้นไปสู้ให้เต็มที่ซะฉันอยากเห็นจริงๆว่าเขาจะดึงศักยภาพของเขาออกมาได้มากแค่ไหน..แต่อย่าลืมว่าแกยังมีน้องชายอยู่..ฉันเกรงว่าเขาจะไม่ปล่อยให้ทำอะไรอย่างแน่นอน”
“ฉันยอมรับว่าเด็กคนนั้นมีความสามารถจริงๆแต่ตัวฉันในปัจจุบันไม่ใช่ฉันคนเดิมอีกต่อไปแล้วและเขาก็จะไม่มีโอกาสชนะอย่างแน่นอน” หลัวหมิงพูดอย่างหนักแน่น
“ฉันก็หวังอย่างนั้น” ชายวัยกลางคนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่ว่ายังไงแกต้องรักษาชีวิตของแกเอาไว้ไม่อย่างนั้นความพยายามของเราที่ผ่านมาจะไร้ประโยชน์และการวิจัยก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์แกห้ามตายเด็ดขาด”
.
.
.
………………..