ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1432 ไปที่นัดหมาย ....................
ตอนที่ 1432 ไปที่นัดหมาย
………………..
ความกังวลของเฟิงหลานนั้นไม่ได้ไร้เหตุผลจริงๆเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของเย่เชียนนั้นทำให้องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าได้พัฒนาอย่างรวดเร็วและเย่เชียนก็ได้ฝังลึกลงไปในหัวใจของพี่น้องสมาชิกองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าและได้กลายเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณของพวกเขา ดังนั้นหากเย่เชียนล้มลงมันจะสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับ องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าและทำให้องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าไม่สามารถฟื้นตัวจากการล่มสลายได้
นั่นเป็นเหตุผลที่เฟิงหลานมีความกังวลแบบนี้และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นการที่เย่เชียนไปที่สำนักงานใหญ่ของนักรบพราหมณ์ก็จะมีอันตรายไม่มากก็น้อยและเขาก็ไม่กล้าปล่อยให้เย่เชียนแบกรับความเสี่ยงนี้เพราะคนขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีเย่เชียน
เย่เชียนหันไปมองเซี่ยเฟยด้วยยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “เซี่ยเฟยนายเยินยอฉันเกินไป..ฉันรู้ว่าฉันทำอะไรได้หรือไม่ได้”
เซี่ยเฟยยิ้มเบาๆและพูดว่า “ไม่ว่าจะเป็นคำเยินยอหรือไม่ก็ตามนายจะได้รู้ในภายหลังเอง”
เย่เชียนเม้มปากเล็กน้อยและไม่พูดอะไรอีกเพราะเรื่องนี้ถูกตัดสินแล้ว ถึงแม้ว่าเฟิงหลานจะกังวลมากแต่เขาก็ไม่สามารถหยุดเย่เชียนได้เพราะหลังจากติดตามเย่เชียนมาหลายปีเฟิงหลานก็รู้นิสัยของเย่เชียนและเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขาที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เย่เชียนตัดสินใจได้ ถึงแม้ว่าในใจของเขาจะกังวลมากแต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้เขาได้แต่หวังว่าเซี่ยเฟยจะปกป้อง เย่เชียนได้
อย่างไรก็ตามเย่เชียนไม่คิดว่าเขามีพลังหรือแข็งแกร่งแบบนั้นเขารู้ว่าเขาเป็นยังไง ถึงแม้ว่าเขาจะกล่าวว่าเขามีความก้าวหน้าอย่างมากในการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้โบราณในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่ครั้งสุดท้ายที่เขาต่อสู้กับชายที่ชื่อเทียนหวางเย่เชียนก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลยและหลัวหมิงที่สามารถสยบเขาได้ด้วยฝ่ามือเดียว เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้วเย่เชียนก็ยังตามหลังอยู่มากดังนั้นเย่เชียนจึงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าความแข็งแกร่งของเขายังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก
ทำไมเซี่ยเฟยถึงมั่นใจในตัวเขามากเย่เชียนก็ไม่เข้าใจเช่นกัน อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเพราะเซี่ยเฟยมีความมั่นใจในตัวเขาดังนั้นเซี่ยเฟยจะเต็มใจช่วยเหลือเขามากขึ้นและเย่เชียนเชื่อในความสามารถของเซี่ยเฟยและการมีเซี่ยเฟยเข้าร่วมด้วยจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการจัดการกับสกายเน็ตในอนาคต
ก่อนอาหารเย็นเซี่ยเฟยโทรออกและอธิบายเรื่องนี้ เย่เชียนไม่ได้ถามว่าเขาโทรหาใครหรืออะไรเนื่องจากเขาต้องการเป็นเพื่อนกันจึงต้องเลือกที่จะเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นเขามองไม่เห็นว่าเซี่ยเฟยจะมีเจตนาหลอกลวงเขา ถึงแม้ว่าทั้งเฟิงหลานและหลิวเทียนเฉิน จะกังวลแต่พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเซี่ยเฟยดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถไว้วางใจเซี่ยเฟยได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น ตามสามัญสำนึกองค์กรศิห์ชาห์ก็มีอิทธิพลอย่างมากในประเทศอินเดียและไม่จำเป็นต้องประจบประแจงหรือเยินยอเย่เชียนเลยและถึงแม้ว่าเย่เชียนจะต้องการครองประเทศอินเดียพวกเขาก็ควรเลือกโจมตี อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นว่าเย่เชียนไว้วางใจเซี่ยเฟยพวกเขาจึงไม่สามารถพูดอะไรมากต่อหน้าทั้งสองได้
อาหารมื้อเย็นนั้นเรียบง่ายมากซึ่งปรุงแบบบ้านๆธรรมดาๆ ในระหว่างนั้นเซี่ยเฟยก็รับโทรศัพท์แล้วพยักหน้าพร้อมกับชำเลืองมองเย่เชียนและพูดว่า “นัดหมายเรียบร้อยแล้ว”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยไม่พูดอะไรมากและกินต่อไป
หลังอาหารเย็นทุกคนคุยกันสองสามหัวข้อในห้องนั่งเล่นและเย่เชียนก็ยื่นบุหรี่ให้เซี่ยเฟยและสูบมันอย่างมีความสุข ไม่ใช่ว่าเย่เชียนเสแสร้งแต่เขาสูบเต๋อเฉียนเหมินทุกครั้ง เช่นเดียวกับที่เขากินอันที่จริงเขาไม่ได้เจาะจงเรื่องการสูบบุหรี่และเขาก็ไม่รู้จักยี่ห้อใดเลยและรู้สึกว่ายี่ห้อนี้นั้นสูบดีเขาก็เลยซื้อมาก่อนมาที่นี่
เมื่อเดาได้ว่าใกล้จะถึงเวลาแล้วเย่เชียนจึงยืนขึ้นและบอกเซี่ยเฟยว่า “ใกล้ถึงเวลาแล้วเราควรไปกันได้แล้ว”
เซี่ยเฟยพยักหน้าและยืนขึ้นพร้อมกับหยิบบุหรี่อีกครึ่งซองที่เหลือที่เย่เชียนวางเอาไว้บนโต๊ะแล้วใส่เอาไว้ในเสื้อของเขา ส่วนเย่เชียนก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และไม่พูดอะไรมาก ส่วนเฟิงหลานและคนอื่นๆก็ยืนขึ้นและส่งเย่เชียนกับเซี่ยเฟยออกไปอย่างไม่เต็มใจ
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “อะไรกัน?..นี่ผมดูเหมือนจะไปตายงั้นเหรอ..อย่าคิดมากผมไม่เป็นอะไรหรอกไม่ต้องกังวล..คอยดูแลที่นี้และดูการเคลื่อนไหวโดยรวมไปก่อน..นอกจากนี้ยังมีสกายเน็ตอีกเพราะงั้นเราระวังตัวเอาไว้และโทรหาผมทันทีถ้ามีอะไรเกิดขึ้น”
“บอสอย่ากังวลไปเลยเดี๋ยวฉันจะเฝ้าดูสถานการณ์โดยรวมเอง” หลิวเทียนเฉินก้าวไปข้างหน้าสองก้าวและหยิบขวดเล็กๆ ออกมาจากเสื้อของเขาและพูดว่า “นำสิ่งนี้ติดตัวไปด้วยเพราะอย่างน้อยๆถ้ามีอันตรายอะไรมันก็ช่วยได้..นี่คือแมลงพิษที่ทรงอนุภาพที่สุดที่ฉันได้คิดค้นขึ้นและอีกอันก็สามารถกันพิษได้หลายชนิด..พวกนักรบพราหมณ์คงคาดไม่ถึงแต่พวกนั้นก็เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาพิษเหมือนกันเพราะงั้นกันเอาไว้ดีกว่าแก้จะดีกว่า..ด้วยเหตุนี้ฉันตึงอยากให้บอสนำสิ่งนี้ติดตัวไปด้วยเผื่อว่าพวกนั้นจะเล่นสกปรกอะไร”
เมื่อได้ยินแบบนี้เย่เชียนก็รู้สึกปวดหัวเพราะเขาไม่อยากที่จะยุ่งกับพิษเหล่านี้ที่หลิวเทียนเฉินศึกษาค้นคว้า เดิมทีเย่เชียนไม่ได้กลัวสัตว์เลื้อยคลานเหล่านั้นแต่หลังจากได้เห็นการวิจัยของหลิวเทียนเฉินแล้วเย่เชียนก็รู้สึกขยะแขยงเมื่อเห็นสัตว์เลื้อยคลานเหล่านั้นและขวดนี้ก็บรรจุสิ่งเหล่านั้น
เย่เชียนยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า: “นั่น..นั่น..นั่นมัน..ผมขนลุกจริงๆเมื่อเห็นสิ่งนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกบอส..เอามันติดตัวไปด้วยเถอะ” หลิวเทียนเฉินยืนกราน
“ใช่บอส..บอสเอามันติดตัวไปด้วยเถอะ..ไม่อย่างนั้นฉันกับเทียนเฉินคงไม่ยอมให้บอสไปแน่” เฟิงหลานพูด “เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับพวกนักรบพราหมณ์และพวกนั้นก็เก่งในการใช้ยาพิษเพราะงั้นถ้าบอสไม่เอามันไปด้วยพวกเราก็วางใจไม่ได้หรอก”
เซี่ยเฟยขดริมฝีปากเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดเพราะมันไม่สะดวกสำหรับเขาที่จะพูดมากเกินไปในเวลานี้ เย่เชียนดูขมขื่นมากและหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็พูดว่า “ในเมื่อพวกพี่พูดแบบนี้ผมก็จะเอามันไปด้วยก็แล้วกัน..แต่ไอ้เจ้าสิ่งนี้มันจะไม่คลานออกมากัดผมใช่ไหม..คงไม่ใช่ว่าไม่ได้ถูกพวกนักรบพราหมณ์ฆ่าแต่ถูกแมลงพิษพวกนี้กัดตายแทน”
“อย่ากังวลไปเลยบอสสิ่งนี้ได้รับการฝึกฝนอย่างเคร่งครัดจากฉันและมันสามารถสัมผัสได้ถึงการโจมตีที่เป็นปฏิปักษ์ของฝ่ายตรงข้ามและมันจะไม่ทำร้ายบอส” หลิวเทียนเฉินพูด “ถ้าบอสนำมันติดตัวไปด้วยถึงแม้ว่าจะมีอันตรายก็ตามมันจะสามารถช่วยต้านทานพิษให้บอสได้”
“ว่าแต่มันมีอะไรอยู่ในนั้นกันล่ะ” เย่เชียนถาม
“ตะขาบหมื่นพิษ” หลิวเทียนเฉินพูด
เย่เชียนรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวและเขาก็ยื่นสองนิ้วออกมาเพื่อหยิบขวดและยัดมันลงในกระเป๋าอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ถามว่า “ขวดนี้ทำอะไรได้บ้าง”
“ตอนนี้มันกำลังหลับอยู่และถ้ามันรู้สึกถึงอันตรายมันจะคลานออกมาจากขวดและคอยปกป้องบอส” หลิวเทียนเฉินพูด
เมื่อได้ยินแบบนี้เย่เชียนก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวทันทีและแอบภาวนาว่าพวกนักรบพราหมณ์จะไม่เล่นสกปรกกับเขาเพราะถ้าหากสิ่งที่อยู่ข้างในเล็ดลอดออกมาได้มันคงจะเป็นวันที่เลวร้ายสำหรับเขา เย่เชียนยิ้มเจื่อนๆแล้วพูดว่า “งั้นวางใจได้ใช่ไหม?..ผมไปก่อนละกัน”
หลังจากทักทายเซี่ยเฟยแล้วทั้งสองก็เข้าไปในรถและเย่เชียนก็ขับรถไปยังสถานที่ที่ตกลงกันไว้ ก่อนไปรับประทานอาหารเย็น เซี่ยเฟยได้โทรหาผู้ใต้บังคับบัญชาแล้วและบอกให้พวกเขาทักทายโอฝางผู้นำของนักรบพราหมณ์และโอฝางก็เป็นผู้ตัดสินใจเลือกสถานที่ อย่างไรก็ตามเขาก็กังวลเกี่ยวกับเล่ห์เหลี่ยมของเย่เชียนและเซี่ยเฟยมากเพราะทั้งสององค์กรเป็นศัตรูกันมาโดยตลอดและเย่เชียนก็ได้สังหารทูตศักดิ์สิทธิ์สามคนของนักรบพราหมณ์ในประเทศจีน ซึ่งพวกเขาก็กังวลว่าเย่เชียนจะมาจัดการกับพวกเขา ดังนั้นในเวลานี้เย่เชียนและเซี่ยเฟยจึงรวมตัวกันซึ่งทำให้โอฝางรู้สึกว่าพวกเขามีเจตนาไม่ดีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังนั้นเขาจึงไม่อนุญาตให้อีกฝ่ายเลือกสถานที่เองโดยเด็ดขาด
รถขับออกจากคฤหาสน์ของดีห์ราห์และเซี่ยเฟยก็หันหน้าไปมองเย่เชียนและพูดว่า “อย่าคิดที่จะโยนสิ่งนั้นทิ้งล่ะเก็บมันเอาไว้เถอะ”
เย่เชียนมองเซี่ยเฟยด้วยความประหลาดใจเพราะเขามีความคิดนั้นอยู่ในใจจริงๆ แต่เซี่ยเฟยรู้ได้อย่างไรเย่เชียนก็ตกตะลึงเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เก็บสิ่งเหล่านี้เอาไว้บนตัวของฉันเพราะงั้นฉันจะเอามันไว้ในรถและเมื่อฉันกลับมาฉันจะเอามันเก็บไว้ในตัวเพราะงั้นพวกเขาก็จะไม่รู้”
“นายกำลังแสดงความไม่เคารพต่อพวกเขา..พวกเขาเป็นห่วงนายมากและนั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาทำแบบนี้..ถ้านายโยนสิ่งนั้นทิ้งไปมันก็ผิดจรรยาบรรณน่ะสิ” เซี่ยเฟยพูด “นอกจากนี้ที่พวกเขาให้นายรับสิ่งนี้ติดตัวไปด้วยเพราะมันไม่ใช่แค่ป้องกันพวกนักรบพราหมณ์เท่านั้นแต่ยังป้องกันชีวิตพวกเราด้วย..ถ้าพวกเขารู้ว่านายทิ้งสิ่งนี้เอาไว้พวกเขาก็คงจะเสียใจมาก”
เย่เชียนยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “นายคิดมากไปหรือเปล่า..พวกมันจะปกป้องฉันจากพวกนักรบพราหมณ์ได้ยังไงนายอย่าคิดมากไปสิ”
“ฉันไม่ได้คิดมาก” เซี่ยเฟยพูด “แต่มันก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่พวกเขาคิดแบบนั้นและฉันก็เข้าใจเช่นกันไม่ต้องกังวลไป..มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อความประทับใจของฉันที่มีต่อพวกเขาหรอก..ฉันรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำถ้ามีพี่น้องแบบนี้”
“ตอนนี้พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมรับนายแต่ไม่นานพวกเขาก็จะปฏิบัติต่อคุณเหมือนน้องชาย” เย่เชียนพูด “พี่น้องของฉันก็คือพี่น้องของนายและนายจะรู้ในอนาคต..พวกเราจะเป็นพี่น้องและตายแทนกันได้”
เซี่ยเฟยยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “ฉันเชื่อในสิ่งเหล่านี้แต่ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะคิดยังไงกับฉันเพราะสิ่งสำคัญคือนายปฏิบัติต่อฉันเป็นเพื่อนและพวกพ้อง”
เย่เชียนยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ใช่แค่เพื่อนแต่เป็นพี่น้องกัน”
สถานที่นัดพบถูกเลือกในคลับเฮาส์และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสโมสรดังกล่าวได้รับความนิยมไปทั่วโลกและเศรษฐกิจของประเทศอินเดียก็พัฒนาไปได้เพราะที่แห่งนี้ คลับเฮาส์นี้เป็นของนักรบพราหมณ์ดังนั้นโอฝางจึงต้องเตรียมการมากมายรอเอาไว้
การตกแต่งภายนอกไม่หรูหรามากนักแต่ถือได้ว่าเป็นแหล่งผู้บริโภคระดับไฮเอนด์ในประเทศอินเดีย ด้านหน้ามีชายหนุ่มสี่คนยืนอยู่ที่ประตูและเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนเฝ้าประตูธรรมดา ดังนั้นเย่เชียนและเซี่ยเฟยจึงมองหน้ากันและพูดว่า “เล่นใหญ่จริงๆสินะ”
.
.
.
………………..