ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1433 การเผชิญหน้าโดยไม่นองเลือด
ตอนที่ 1433 การเผชิญหน้าโดยไม่นองเลือด
………………..
เห็นได้ชัดว่าคนสี่คนที่อยู่ตรงประตูนั้นเป็นสมาชิกของนักรบพราหมณ์และพวกเขาต้องมาที่นี่พร้อมกับโอฝาง ซึ่งข้างในคงจะเข้มงวดกว่านี้ใช่ไหม? เย่เชียนเม้มปากเล็กน้อยเพราะดูเหมือนว่าโอฝางนี้จะตามหลังเซี่ยเฟยอยู่มากและอย่างน้อยๆความกล้าหาญของเขาก็ไม่เท่าเซี่ยเฟย น่าเสียดายที่เซี่ยเฟยไม่ได้ดูแลองค์กรศิห์ชาห์ในช่วงหลังมานี้ไม่อย่างนั้นสถานการณ์ในประเทศอินเดียจะไม่เป็นแบบนี้อย่างแน่นอน
เมื่อพวกเขาไปถึงประตูทั้งสี่คนก็ขวางทางเย่เชียนและเซี่ยเฟยเอาไว้โดยหนึ่งในนั้นพูดว่า “คืนนี้คลับเฮาส์ปิดพวกคุณไปที่อื่นเถอะ”
“โปรดแจ้งผู้นำของคุณโอฝางว่าเซี่ยเฟยแห่งองค์กรศิห์ชาห์และผู้นำองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่ามาตามนัดหมาย” เย่เชียนพูด ถึงแม้ว่าเขาจะค่อนข้างไม่ชอบพูดคำโอ้อวดตำแหน่งเหล่านี้แต่เย่เชียนก็ขี้เกียจเกินไปที่จะยุ่งวุ่นวายเพราะจุดประสงค์หลักของการมาที่นี่ในวันนี้ไม่ใช่เพื่อการใช้เล่ห์เหลี่ยมดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้ตัวตนอื่นกับพวกเขา
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทั้งสี่คนตกตะลึงไปครู่หนึ่งเพราะพวกเขาไม่เคยพบเย่เชียนและเซี่ยเฟยมาก่อนและเมื่อเห็นว่าพวกเขาอายุยังน้อยในวัยเดียวกับพวกเขาแล้วพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ ลองนึกถึงตัวเองเพราะตอนนี้พวกเขาได้เป็นแค่บอดี้การ์ดแต่ตอนนี้อีกฝ่ายเป็นผู้นำองค์กรที่ยิ่งใหญ่ได้แล้วและเนื่องจากโอฝางได้อธิบายไว้ล่วงหน้าแล้วพวกเขาจึงไม่กล้าทำอะไรให้ยุ่งยาก
“ทั้งสองเชิญครับ!” คนหนึ่งแสดงท่าทาง ‘เชิญ’ และนำเย่เชียนกับเซี่ยเฟยเดินเข้าไปข้างใน ตลอดทางมีสาวกนักรบพราหมณ์สองสามคนคอยคุ้มกันและพวกเขาก็แข็งแกร่งราวกับทองคำ โอฝางคนนี้ระวังตัวมากเกินไป เย่เชียนชำเลืองมองเซี่ยเฟยและอีกฝ่ายก็เม้มปากและไม่พูดอะไรเขาสูบบุหรี่อย่างสบายๆราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อมาถึงประตูห้องส่วนตัวสาวกนักรบพราหมณ์ก็หยุดแล้วเคาะประตูและในไม่ช้าประตูก็เปิดออกพร้อมกับ มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูมองเย่เชียนและเซี่ยเฟยจากหัวจรดเท้าจากนั้นจึงหันไปมองสาวกของนักรบพราหมณ์
“สองท่านนี้คือเซี่ยเฟยแห่งองค์กรศิห์ชาห์และเย่เชียนแห่งเขี้ยวหมาป่า” สาวกนักรบพราหมณ์พูด
ชายที่อยู่ในห้องส่วนตัวพยักหน้าเล็กน้อยแล้วโบกมือเป็นสัญญาณให้เขาออกไป จากนั้นเขาก็หันไปมองเย่เชียนและเซี่ยเฟยและพูดว่า “ผมต้องขอโทษด้วย..เราต้องทำการตรวจค้นร่างกายและผมหวังว่าคุณสองคนจะไม่โกรธ”
“ค้นตัวอะไรกัน?” เย่เชียนกลอกตาไปมาและพูดว่า “นี่พวกฉันมาหาถึงที่ขนาดนี้แล้วยังจะวุ่นวายอะไรกันอีก..ถ้าเขากลัวนักก็ไม่ต้องนัดเจอกันตั้งแต่แรก..พวกแกทำเหมือนฉันเป็นนักโทษเลยนะ” เสียงของเย่เชียนนั้นจงใจดังและเชื่อว่าโอฝางที่อยู่ในห้องจะได้ยิน
เห็นได้ชัดว่าชายคนนั้นตกตะลึงไปครู่หนึ่งและไม่ได้คาดหวังว่าเย่เชียนจะหยาบคายขนาดนี้และนี่มันเกินความคาดหมายของเขาไปมาก อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยของโอฝางเขาย่อมไม่ปล่อยเย่เชียนไปง่ายๆ “ผมต้องขอโทษจริงๆคุณเย่..นี่คือกฎ คุณเย่ได้โปรดอย่าทำให้เราเสียมารยาทไปมากกว่านี้เลย” ชายคนนั้นไม่โกรธ
“อย่ามาพูดเรื่องไร้สาระเหล่านี้กับฉัน..พูดง่ายๆว่านายจะให้ฉันไปพบเขาหรือเปล่า” เย่เชียนพูด “ฉันไม่มีเวลาว่างมากนักหรอกนะเพราะสิ่งที่สำคัญกว่ารอฉันอยู่”
เซี่ยเฟยทำเฉยเมยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและยืนพิงขอบประตูอย่างเกียจคร้านราวกับว่าง่วงนอนพร้อมกับบุหรี่ในปากของเขา
“คุณเย่อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปสิครับ” เสียงชายวัยกลางคนดังมาจากในห้องจนสาวกนักรบพราหมณ์เหลียวหลังไปโดยไม่ตั้งใจ จากนั้นประตูห้องก็เปิดออกและเห็นชายวัยกลางคนเอนกายบนโซฟาในห้องส่วนตัวพร้อมถือถ้วยกาแฟในมือดูสบายๆมาก
ด้านหลังโอฝางยังมีคนอีกห้าคนยืนอยู่ด้วยใบหน้าที่จริงจังและเตรียมพร้อม ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นปรมาจารย์ทั้งหมด โอฝางมองไปที่เย่เชียนอย่างเย็นชาและพูดว่า “คุณเย่เป็นผู้ชายที่มีชื่อเสียงดังกึกก้องไปทั่วโลกแต่คุณไม่เข้าใจหลักการของการทำอย่างที่ชาวโรมันทำเลยงั้นเหรอ..ในเมื่อคุณเป็นแขกของที่นี่คุณก็ควรปฏิบัติตามกฎของผม”
“ถ้าคุณโอพูดแบบนี้ดูเหมือนว่าเราไม่จำเป็นต้องคุยกันแล้วล่ะ” เย่เชียนพูด “ผมหวังว่าคุณโอจะเข้าใจว่าเหตุผลที่เราขอนัดพบคุณในวันนี้ไม่ใช่เพราะเรากลัวคุณ..ถ้างั้นเราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว..อย่ามาพิธีการให้มากนักเพราะถ้าอยากคุยก็แค่คุยแต่ไม่อยากก็ลากันตรงนี้”
จากนั้นเย่เชียนก็หันไปมองเซี่ยเฟยและพูดว่า “เซี่ยเฟยเนื่องจากเขาไม่ต้อนรับเราถ้างั้นเรากลับกันเถอะ..ไม่ต้องเกรงใจอะไรกันแล้ว”
เซี่ยเฟยหาวและยืดเส้นยืดสายอย่างเกียจคร้านราวกับว่าเขาเพิ่งตื่น จากนั้นเขาก็สูบบุหรี่และพ่นควันออกมา “ฟู่ว” สองสามครั้ง และพูดว่า “มันน่ารำคาญจริงๆนั่นแหละ..ช่างแม่งก็แล้วกัน..ถ้างั้นก็มาเริ่มสงครามกันเลย”
ในตอนแรกเซี่ยเฟยไม่ได้คิดที่จะมาทำสงครามกับนักรบพราหมณ์เพราะเดิมทีเขามาเพื่อเจรจากับนักรบพราหมณ์ด้วยเจตนาที่ดี แต่โอฝางกับเสียมารยาทและทำเป็นใหญ่โตโออ่า เขาเป็นถึงผู้นำองค์กรศิห์ชาห์และมันไม่น่าอายหรอกเหรอที่ถูกสาวกของนักรบพราหมณ์ค้นตัวแบบนี้?
“คุณคิดว่านี่คือสวนหลังบ้านของคุณงั้นเหรอที่จะเข้าหรือออกเมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณต้องการ” โอฝางพูดอย่างเย็นชา หลังจากที่พูดจบสาวกของนักรบพราหมณ์ในห้องก็ล้อมรอบเย่เชียนและเซี่ยเฟยทันทีและบรรยากาศก็เริ่มตึงเครียดและเต็มไปด้วยจิตสังหาร
เซี่ยเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันกลับมาช้าๆชำเลืองมองคนเหล่านั้นและสายตาของเขาจับจ้องไปที่โอฝางในห้องและพูดอย่างเย็นชาว่า “โอฝางนี่คุณต้องการฆ่าผมกับเย่เชียนงั้นเหรอ?”
“แล้วไง” โอฝางพูด “นี่เป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตเพราะองค์กรศิห์ชาห์ต่อสู้กับนักรบพราหมณ์ของฉันมานานแล้วและถ้าผมฆ่าแกไปองค์กรศิห์ชาห์จะวุ่นวายและประเทศอินเดียแห่งนี้ก็จะเป็นของนักรบพราหมณ์ของฉัน..ส่วนเย่เชียนเขาฆ่าสาวกของนักรบพราหมณ์ของฉันไปสามคนในประเทศจีนเพรางั้นฉันจึงไม่สามารถไว้ชีวิตเขาได้”
“หืม!” เย่เชียนเย้ยหยันว่า “เซี่ยเฟยไม่ได้ดูแลจัดการองค์กรศิห์ชาห์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่นักรบพราหมณ์กลับไม่สามารถได้เปรียบได้นั่นหมายความว่าถึงแม้ว่าคุณจะสามารถฆ่าเซี่ยเฟยไปมันก็เท่านั้นและนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์กับคุณแล้วมันยังนำความลำบากมาให้อีกมากมายโดยเฉพาะองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าของผมถ้าคุณทำแบบนี้คุณคิดว่าจะรับมือได้ไหมล่ะ?”
“เย่เชียนนายประเมิณคนพวกนี้สูงเกินไป” เซี่ยเฟยเม้มปากและพูดว่า “คนพวกนี้จะฆ่านายกับฉันได้จริงๆงั้นเหรอ..ถ้าอย่างนั้น เราน่าจะตายไปนานแล้วล่ะ”
“ก็นั่นน่ะสิฉันประเมิณพวกนี้สูงเกินไปหน่อย” เย่เชียนพูด
เซี่ยเฟยเหลือบมองไปที่โอฝางและยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “โอฝางคุณอยากลองดูไหม?..เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ผมเองก็ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานแล้ว”
โอฝางขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้และอดไม่ได้ที่จะคิดเพราะแน่นอนว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมากหากเขาสามารถฆ่าเย่เชียนและเซี่ยเฟยได้และมันจะเป็นประโยชน์ต่อเขามากอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเขาไม่กล้าที่จะเสี่ยงเพราะเย่เชียนและเซี่ยเฟยกล้าที่จะขอพบเขาพวกเขาก็ควรจะคาดหวังว่าจะมีฉากแบบนี้เกิดขึ้น พวกเขาอาจจะมีการเตรียมรับมือเอาไว้แล้วใช่ไหม นอกจากนี้ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้จักความสามารถของเย่เชียนฃและเซี่ยเฟยแต่ก็ต้องไม่ง่ายนักที่จะรับมืออย่างแน่นอน นอกจากเย่เชียนแล้ว นี่คือเซี่ยเฟยซึ่งเป็นน้องชายของหลัวหมิงที่สามารถฆ่าผู้นำของนักรบพราหมณ์คนก่อนแต่กลับรอดมาได้อย่างปลอดภัยภายใต้การล้อมของสาวกนักรบพราหมณ์จำนวนมาก ดังนั้นทักษะและความสามารถของเซี่ยเฟยคงไม่แย่ไปกว่าหลิวหมิงอย่างแน่นอน
โอฝางลังเลในใจของเขาเพราะหากเขาล้มเหลวพวกนักรบพราหมณ์จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก อีกทั้งยังมีหลัวหมิงที่ปรากฏตัวในประเทศอินเดียเพราะเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือการกำจัดหลัวหมิงก่อนและรักษาเกียรติของนักรบพราหมณ์ แน่นอนว่าหลัวหมิงได้สังหารผู้นำคนก่อนของนักรบพราหมณ์และหลบหนีได้อย่างปลอดภัยภายใต้การปิดล้อมของเหล่าสาวกนักรบพราหมณ์ซึ่งเป็ยการเสียหน้ามาก ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่จะฟื้นฟูเกียรติเหล่านี้และสถานของพวกเขาจะสะเทือนขวัญยิ่งนัก ดังนั้นจึงไม่ดีนักที่จะรุกรานองค์กรศิห์ชาห์และองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าในเวลานี้
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งโอฝางก็ยืนขึ้นด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “ดูเหมือนว่าข่าวลือจะไม่ใช่ข่าวลือจริงๆสินะ..ปรมาจารย์เซี่ยและเย่เชียนช่างกล้าหาญมากกว่าข่าวลือซะอีก..ผมก็แค่ล้อเล่นกับทั้งสองและหวังว่าพวกคุณจะไม่ว่าอะไร..ผมต้องขอโทษจริงๆที่เสียมารยาท” ขณะที่เขาพูดเขาก็โบกมือส่งสัญญาณให้ผู้ใต้บังคับบัญชาออกไปให้พ้นทางและเดินไปหาเย่เชียนและเซี่ยเฟย
“ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าโอฝางจะชอบพูดจาตลกๆแบบนี้” เย่เชียน “โอฝางที่ผมได้ยินมาคือคนที่น่าเบื่อและหยิ่งในศักดิ์ศรีแต่ดูเหมือนว่าข่าวลือจะผิดไป..แต่ผมก็ต้องขอโทษคุณด้วยหวังว่าคุณจะไม่ขุ่นเคืองอะไร”
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกคุณโอมีลูกน้องมากมายอยู่ที่นี่แล้วทำไมเขาถึงต้องสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยล่ะ” เซี่ยเฟยเม้มปากของเขาและพูด
ถึงแม้ว่าโอฝางจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยแต่ในขณะนี้เขาต้องอดทนเพราะไม่ว่าในกรณีใดเขาต้องหาเหตุผลให้ทั้งสองยอมพูดก่อน หากเขาทำอะไรในตอนนี้มันจะส่งผลเสียต่อตัวเขาเองอย่างมาก โอฝางยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ถ้างั้นคุณเย่คุณเซี่ยเชิญเข้ามาข้างในก่อนสิครับ!”
เย่เชียนหันมองไปที่ชายหนุ่มที่ต้องการค้นหาตัวเขาก่อนหน้านี้และตบหน้าของชายคนนั้นแล้วพูดว่า “ถึงแกจะโง่แต่แกต้องรู้จักที่ต่ำที่สูงซะบ้าง..คราวหน้าถ้าแกกล้าสบตาฉันอีกแกได้ตายแน่..มันน่าสมเพชรู้ไหม” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็ตบหน้าของเขาอีกครั้งและเดินเข้าไปข้างใน
มีความโกรธอย่างรุนแรงบนใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นและนอกจากนี้เขาก็มีสถานะที่สูงมากในนักรบพราหมณ์แต่เขากลับถูกเย่เชียนทำให้อับอายขายหน้าและถ้าโอฝางไม่ขยิบตาให้เขาเพื่อไม่ให้เขาเคลื่อนไหวล่ะก็เขาคงลงมือไปแล้ว
.
.
.
………………..