ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1434 เจรจาสงบศึกชั่วคราว
ตอนที่ 1434 เจรจาสงบศึกชั่วคราว
………………..
เย่เชียนไม่ต้องการตบชายหนุ่มคนนั้นเพราะพฤติกรรมของเขาอันที่จริงเย่เชียนก็ไม่ต้องการตบเขาแต่ความเย่อหยิ่งของโอฝางสร้างความรำคาญให้กับเย่เชียนในตอนนี้และเย่เชียนไม่ได้กลัวเขา แต่โอฝางพยายามทำให้เขาเสียหน้าด้วยการทำแบบนี้และถ้าโอฝางกล้าทำอย่างนั้นจริงๆมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดีนอกเสียจากว่าโอฝางจะเป็นคนโง่เขลาจริงๆ
เย่เชียนและเซี่ยเฟยมาครั้งนี้มีจุดประสงค์อะไร? มันคือการเติมเชื้อไฟและทำให้โอฝางมุ่งความสนใจไปที่นายพลฟรอซต์ อย่างไรก็ตามเย่เชียนต้องระมัดระวังในสิ่งที่เขาจะพูดเพราะโอฝางนี้เป็นผู้นำของนักรบพราหมณ์และไม่ใช่คนโง่ดังนั้นเขาจะไม่ถูกหลอกง่ายๆและถึงแม้ว่าโอฝางต้องการที่จะจัดการกับหลัวหมิงจริงๆแต่ถ้าเย่เชียนกับเซี่ยเฟยประกาศเรื่องนี้ออกไปมันจะกระตุ้นความสงสัยของเขาอย่างแน่นอน ในเวลานั้นไม่เพียงแต่โอฝางอาจไม่สามารถจัดการกับหลัวหมิงได้แต่อาจจะถูกต่อต้านเลยด้วยซ้ำ
หลังจากนั่งลงบนโซฟาในห้องส่วนตัวแล้วเย่เชียนก็มองไปที่เซี่ยเฟยจากนั้นหันไปมองโอฝางและพูดว่า “คุณโอคุณคิดจะดื่มคนเดียวเลย..คุณเห็นไหมว่าผมนั่งอยู่กับเซี่ยเฟยที่นี่..คุณเห็นเราเป็นคนชนบทไม่เคยเห็นโลกภายนอกรึไง?”
เซี่ยเฟยนั่งอยู่บนโซฟาและดูเหมือนเขาจะง่วงเล็กน้อยเพราะดวงตาของเขาหรี่ลงราวกับว่าเขากำลังจะลืมตาไม่ขึ้น แต่หลังจากได้ยินคำพูดของเย่เชียนแล้วเซี่ยเฟยก็หันไปมองเย่เชียนอย่างว่างเปล่าและไม่สนใจเขา ส่วนโอฝางก็ตกตะลึงเล็กน้อยและแน่นอนว่าเขารู้ว่าเย่เชียนกำลังเยาะเย้ยเขาแต่เมื่อคิดเกี่ยวกับมันตอนนี้เขาก็ผิดจริงๆแลพเย่เชียนก็ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เพื่อเย้ยหยันเขา ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ขอโทษ “ผมต้องขอโทษจริงๆผมประมาทไป” โอฝางพูดด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเขาก็หันศีรษะไปมองผู้ใต้บังคับบัญชาและพูดว่า “เติมชาให้คุณเย่และคุณซี่เร็สสิ”
โดยธรรมชาติแล้วผู้ใต้บังคับบัญชาไม่กล้าพูดอะไรและก้าวไปข้างหน้าเพื่อเติมชาให้เย่เชียนและเซี่ยเฟยแล้วถอยกลับไปด้านหลังของโอฝางและยืนอยู่ที่นั่นเหมือนท่อนซุงและไม่มีทั้งความสุขหรือความโกรธจากนั้น โอฝางเหลือบมองไปที่เย่เชียนและเซี่ยเฟยแล้วพูดว่า “ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณเย่กับคุณเซี่ยถึงอยากพบผม”
“ตอนที่เย่เชียนอยู่ที่ประเทศจีนเขามีความขัดแย้งกับนักรบพราหมณ์ดังนั้นเขาจึงต้องการให้ผมช่วยนัดพบคุณเพื่อแกไข้ข้อข้องใจนี้” เซี่ยเฟยพูด
“ใช่..เมื่อไม่กี่วันก่อนในเมืองจีนผมบังเอิญไปมีความขัดแย้งกับทูตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของนักรบพราหมณ์และไม่รู้สถานการณ์ก็เลยฆ่าพวกเขาไป..หลังจากนั้นพอผมรู้ว่าทั้งสามมาจากนักรบพราหมณ์ผมก็เสียใจมากดังนั้นจึงรีบมาที่ประเทศอินเดียทันที” เย่เชียนพูด “แต่ผมไม่รู้จักนักรบพราหมณ์และไม่รู้ว่าจะพบกับคุณโอได้ยังไงดังนั้นผมจึงให้เซี่ยเฟยเป็นคนกลาง”
“คุณเย่ไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหม” โอฝางพูด “นักการทูตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของนักรบพราหมณ์ถูกคุณเย่สังหารในประเทศจีนและคุณเย่จะขอโทษน่ะเหรอแล้วผมจะอธิบายให้สาวกฟังยังไง”
“ที่จริงผมรู้บางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย” เซี่ยเฟยพูด “ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะฆ่าทูตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของคุณไปแต่พวกนั้นก็ผิดด้วยเพราะทูตศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของของคุณไปทำร้ายคนรักของเย่เชียนก่อนและเกือบจะฆ่าคนรักของเย่เชียนเลยด้วยซ้ำเพราะงั้นนั่นมันก็ไม่ผิดที่เย่เชียนจะทำแบบนั้น..คุณคิดว่าไงล่ะ?”
“จากที่คุณพูดคุณจะให้ผมยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นใช่ไหม?” โอฝางพูด “แต่ถ้าผมปล่อยไว้แบบนี้ผมจะทำให้สาวกเชื่อใจผมได้ยังไง”
“แล้วคุณโอจะเอายังไง?” เย่เชียนพูด
โอฝางอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปชั่วขณะและไม่รู้จริงๆว่าจะตอบคำถามของเย่เชียนอย่างไร มีเหตุผลว่าการฆ่าเย่เชียนเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะแต่ถ้าเขาสามารถฆ่าเย่เชียนได้เขาก็ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงตอนนี้ หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งโอฝางก็พูดว่า “สิ่งที่ผมต้องการคือคำสัญญาจากคุณเย่”
เย่เชียนปวดหัวอยู่พักหนึ่งทำไมมันถึงเป็นสัญญาอีกล่ะ? ดูเหมือนว่าชายวัยกลางคนนิรนามก็ได้ยินว่าเขาขอคำสัญญาเช่นกัน เย่เชียนเม้มริมฝีปากเล็กน้อยและเขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก ซึ่งเมื่อต้องรับมือกับเพื่อนเย่เชียนจะรักษาสัญญาแต่เมื่อต้องรับมือกับศัตรูเย่เชียนจะไม่รับปากอะไรทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีเรื่องนี้นักรบพราหมณ์เป็นฝ่ายผิดดังนั้นเย่เชียนจึงไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาใดๆ
“คุณโอพูดมาได้เลยและตราบใดที่ผมทำได้ผมจะทำอย่างแน่นอน” เย่เชียนพูด
“ครั้งนี้ถึงแม้ว่านักรบพราหมณ์ของผมจะเป็นฝ่ายผิดก่อนแต่คุณเย่ก็ได้ฆ่าสาวกสามคนของนักรบพราหมณ์ไปแล้วเพราะงั้นผมต้องอธิบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟังไม่ว่ายังไงก็ตามและคุณเย่อาจรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยแต่สบายใจได้” โอฝางพูด “พูดสั้นๆเลยก็แล้วกันถ้าวันหนึ่งในอนาคตมีความขัดแย้งระหว่างนักรบพราหมณ์กับคุณเย่อีกหรือแม้กระทั่งสงครามเกิดขึ้นคุณเย่ต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว”
“ผมไม่เข้าใจความหมายของคุณโอ..คุณช่วยอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยว่าคุณหมายถึงอะไร” เย่เชียนพูด
“ก็คือคุณเย่ห้ามให้โจมตีนักรบพราหมณ์ก่อนและถ้าหากนักรบพราหมณ์โจมตีคุณเย่ก่อนคุณเย่จะต้องล่าถอยไปเป็นเวลาสามวันและต้องไม่สู้กลับ” โอฝางพูด..นี่เป็นการป้องกันเพราะสิ่งที่ผมกลัวคือเมื่อผมกำลังจัดการกับหลัวหมิงอยู่คุณเย่จะใช้ประโยชน์จากเวลานั้นเพื่อโจมตีพวกเรา”
“นี่มันอะไรกัน?” เย่เชียนพูด “คุณโอพูดแบบนี้มันไม่ได้หมายความว่าผมต้องก้มหัวให้คุณหรอกใช่ไหม..มันดูไม่ยุติธรรมสำหรับผมเลยสักนิด”
“นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดของผมและถ้าหากคุณเย่ไม่เห็นด้วยผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้” โอฝางพูด “ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่สามารถแก้ไขข้อขัดแย้งนี้ได้เลย”
เย่เชียนดูขมขื่นมากและหันไปมองเซี่ยเฟยอันที่จริงเย่เชียนแค่แสดงละครและเขาเข้าใจจุดประสงค์ของคำพูดของโอฝางดี เซี่ยเฟยก็หาวและนั่งตัวตรงแล้วพูดว่า “เย่เชียนนายเชื่อใจฉันไหม”
“แน่นอนถ้าฉันไม่ไว้ใจนายฉันคงไม่ให้นายเป็นคนกลางหรอก” เย่เชียนพูด
“ที่จริงฉันคิดว่าคำแนะนำนี้ของคุณโอก็เป็นไปได้” เซี่ยเฟยพูด “ถึงแม้ว่านักรบพราหมณ์จะเป็นฝ่ายผิดก่อนแต่สุดท้ายแล้วนายก็เป็นคนฆ่าสมาชิกของนักรบพราหมณ์เพราะงั้นคุณโอก็จำเป็นต้องอธิบายให้ที่ประชุมทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและนอกจากนี้นายก็ไม่สูญเสียอะไรเลยใช่ไหมล่ะ”
เย่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆดูเหมือนจะตัดสินใจได้และพูดว่า “เอาล่ะในเมื่อนายพูดแบบนั้นฉันก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ไปมากกว่านี้แล้ว..ตกลงผมยอมรับเงื่อนไขนี้ ”
เซี่ยเฟยพยักหน้าเล็กน้อยจากนั้นมองไปที่โอฝางและพูดว่า “เขาได้ตกลงแล้วดังนั้นเราจะลืมเรื่องนี้กันและมันไม่น่าสนใจที่จะต่อสู้กันไม่รู้จบใช่ไหมล่ะ..อันที่จริงที่เราทำแบบนี้ก็เพราะหวังจะมีชีวิตที่ดีกว่าคนอื่นก็เท่านั้นเอง”
“ผมรักษาคำพูดของผมและในเมื่อคุณเย่ได้ให้คำสัญญาแล้วผมจะหยุดรบกวนคุณนับจากนี้ไป” โอฝางพูดต่อ “จริงๆแล้ว นอกเหนือจากครั้งนี้นักรบพราหมณ์ของผมกับเขี้ยวหมาป่าของคุณก็ไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆและไม่มีความขัดแย้งใดที่ไม่สามารถแก้ไขได้..ผมหวังว่าพวกเราจะเข้ากันได้ดีในอนาคตเราจะทำงานร่วมกันได้เพราะบางทีเราอาจให้ความร่วมมือกันได้อย่างดี”
“นั่นสินะ” เย่เชียนพูด “นักรบพราหมณ์ค่อนข้างทรงพลังในประเทศอินเดียและเขี้ยวหมาป่าของผมก็สนใจประเทศนี้อยู่เหมือนกันเพราะงั้นหากเราสามารถร่วมมือกันได้มันจะดีที่สุดและจะดีสำหรับทั้งสองฝ่าย”
“คุณโอความจริงแล้วมีอีกเรื่องที่ผมอยากปรึกษาคุณวันนี้” เซี่ยเฟยพูด
“หืม..คุณเซี่ยมีอะไรอีกงั้นเหรอ..ขอบคุณที่พูดตรงๆและผมจะตั้งใจฟัง” โอฝางพูด หลังจากแก้ปัญหาของเย่เชียนแล้วโอฝางก็รู้สึกโล่งใจในขณะนี้เพราะตราบใดที่เย่เชียนไม่เข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ของประเทศอินเดียในขณะนี้เขาก็ไม่ต้องกังวลและเมื่อเรื่องนี้จบลงโอฝางก็ไม่กลัวไม่ว่าเย่เชียนต้องการต่อสู้หรือร่วมมือกับเขานับจากนี้
“เรื่องมันเป็นแบบนี้” เซี่ยเฟยพูด “คุณโอต้องได้ข่าวนี้แล้วใช่ไหมหลัวหมิงพี่ชายของผมกลับมาที่อินเดียและซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์ของนายพลฟรอซต์”
“ผมได้ยินมานิดหน่อย” โอฝางพูด
“ผมรู้ว่าหลัวหมิงทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงต่อนักรบพราหมณ์และเกรงว่าคุณโอจะไม่ปล่อยเขาง่ายๆแต่ไม่ว่ายังไงเขาก็ยังเป็นพี่ชายของผมเสมอและถึงแม้ว่าเขาจะทรยศผมแต่เขาก็คือพี่ชายของผมเพราะงั้นที่ผมมาที่นี่ครั้งนี้เพื่อหวังว่าคุณโอจะเห็นแก่ผมและปล่อยเขาไปก่อน” เซี่ยเฟยพูด
เล่นให้หนักเพื่อให้ได้มาและนี่คือวิธีที่ดีที่สุดหากโอฝางถูกขอให้จัดการกับหลัวหมิงโดยตรงก็เกรงว่าหลัวหมิงจะระมัดระวังแทนและจะไม่เคลื่อนไหว อย่างไรก็ตามการพูดเช่นนี้รังแต่จะทำให้โอฝางรู้สึกเป็นปรปักษ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โอฝางขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “คุณเซี่ยผมเกรงว่าผมคงไม่สามารถสัญญากับคุณในเรื่องนี้ได้..เพราะอันตรายของหลัวหมิงที่มีต่อนักรบพราหมณ์ไม่เหมือนกับของคุณเย่และถ้าหากหลัวหมิงไม่ถูกกำจัดมันก็จะยากสำหรับนักรบพราหมณ์ที่จะเชิดหน้าชูตาในอนาคต”
เย่เชียนทำหน้างุนงงและมองเซี่ยเฟยจากนั้นก็มองไปที่โอฝางและถามด้วยความประหลาดใจ “หลัวหมิงคนนี้คือใคร..ผมไม่เข้าใจสิ่งที่พวกคุณพูด”
เซี่ยเฟยถอนหายใจเล็กน้อยและแสร้งพูดว่า “เดิมทีหลัวหมิงเป็นพี่ชายของฉันแต่เพราะเขาไม่พอใจที่อาจารย์ของฉันยกตำแหน่งผู้นำองค์กรศิห์ชาห์ให้เขาจึงทรยศองค์กรจากนั้น ..”
.
.
.
………………..