ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1438 การวิเคราะห์ที่ชัดเจน
ตอนที่ 1438 การวิเคราะห์ที่ชัดเจน
………………..
หลังจากนั้นไม่นานโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้งและเสียงของฟิซต์มัวร์ก็ดังขึ้นมาโดยบอกว่าเงินได้ถูกโอนไปยังบัญชีของเย่เชียนและเย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรมากและวางสายไป จากนั้นเย่เชียนก็โทรไปที่ธนาคารสวิสเพื่อตรวจสอบและเงินก็อยู่ในบัญชีจริงๆ
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและวางโทรศัพท์ไปแล้วเก็บมือถือกลับไป จากนั้นเย่เชียนก็ตบหน้าของร็อกซ์มัวร์เบาๆและพูดว่า “พ่อของนายจ่ายเงินมาแล้วนายไปได้เลย..แต่จำเอาไว้ว่าเวลานายเดิมพันในอนาคตนายต้องยอมรับความพ่ายแพ้รู้ไหม?..ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเหตุผลเหมือนฉันและถ้าหากนายไม่พอใจก็มาหาฉันได้ฉันอาศัยอยู่ในฟาร์มที่ชานเมืองนิวเดลี..สังเกตง่ายๆบ้านเป็นสีแดงและนายจะเห็นมันเอง”
“ไม่ต้องห่วงฉันจะไปหานายแน่นอน” ร็อกซ์มัวร์พูดอย่างโกรธเกรี้ยว “ฉันจะไม่ลืมความแค้นในวันนี้แน่นอน”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “งั้นฉันจะรอนาย” หลังจากพูดเย่เชียนก็ทักทายเซี่ยเฟยและทั้งสองก็ออกจากพระราชวังทัชมาฮาลอย่างสบายๆ
ระหว่างทางเซี่ยเฟยอดไม่ได้ที่จะถาม “ร็อกซ์มัวร์คนนี้ก็ไม่ได้แย่นะนายคิดว่าไง?”
“ถึงแม้ว่าเขาจะมาจากตระกูลผู้ดีที่มีชื่อเสียงแต่ดูเหมือนเขาจะทำตัวไม่เหมาะสมกับตระกูลเลยจากที่พ่อเขาพูด..เขามีความห้าวสูงมากและเขาก็ไม่ใช่คนเลวอะไรไม่เหมือนกับพวกลูกหลานคนรวยทั่วไปที่เอาแต่ข่มเหงผู้อ่อนแอกว่า” เย่เชียนพูด “เพราะงั้นฉันก็ประทับใจเขาอยู่เหมือนกัน”
“แน่นอนว่าพวกเดอะมัวร์กรุ๊ปนั้นก็ไม่ธรรมดาและนายไม่จำเป็นต้องไปรุกรานพวกเขาแบบนี้เลย” เซี่ยเฟยพูด
“ฉันแค่ต้องการชี้นำเขาไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องและถึงตอนนั้นฟิซต์มัวร์จะขอบคุณฉันครั้งแล้วครั้งเล่า” เย่เชียนยิ้มและพูดว่า “บางทีเขาอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีก็ได้นะ”
เซี่ยเฟยส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “นายจะพาคนอื่นไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง?..เป็นการดีที่จะไม่พาคนอื่นไปสู่เส้นทางที่ผิดและฉันก็เป็นคนดีแต่ตอนนี้นายกลับพาฉันไปสู่ความหายนะ”
“จริงเหรอ..ฉันคิดว่านายเองก็ไม่ใช่คนสัยดีหรอกนะ..เราเป็นพวกเดียวกันน่ะ” เย่เชียนพูดด้วยรอยยิ้ม
เซี่ยเฟยกลอกตาไปมาและไม่สนใจเย่เชียนและหันหน้าหนีไป หลังจากเรียกแท็กซี่แล้วทั้งสองก็ตรงไปที่คฤหาสน์ของดีห์ราห์
ไม่มีอะไรจะพูดตลอดทั้งคืนและทุกคนก็นอนหลับฝันดีเพราะทุกคนรู้ว่าสงครามกำลังจะมาและต้องทำงานหนักเพื่อเตรียมการทั้งหมด ทันทีที่เขากลับถึงบ้านเย่เชียนก็ยื่นขวดเล็กๆให้กับหลิวเทียนเฉินเพราะเย่เชียนยังคงรู้สึกไม่ดีเมื่อเขาเก็บสิ่งนั้นเอาไว้บนร่างกายของเขาและเขารู้สึกขนลุกไปทั่วร่างกายเมื่อเขานึกถึงมัน
เมื่อเห็นว่าเย่เชียนกลับมาอย่างปลอดภัยเฟิงหลานและหลิวเทียนเฉินต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะตอนนี้เย่เชียนกลับมาอย่างปลอดภัยแล้วก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้ได้รับการพูดคุยกันเกือบหมดแล้วและไม่ต้องสงสัยอะไรเลย
เที่ยงวันต่อมาท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับฝนจะตกหนักในพริบตาและดวงอาทิตย์ยังคงส่องสว่างในตอนเช้าจนผู้คนไม่สามารถลืมตาได้ แต่เพียงพริบตาเดียวเมฆดำทะมึนก็ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าและท้องฟ้าก็มืดลงราวกับตอนเย็นพลบค่ำ
เซี่ยเฟยเงยหน้าขึ้นมองเมฆดำที่ปกคลุมหนาแน่นบนท้องฟ้าและขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าสงครามครั้งใหญ่กำลังจะปะทุขึ้นแล้วสินะ”
เย่เชียนเลียนแบบเซี่ยเฟยโดยเงยหน้าขึ้นจากนั้นเขาก็ยิ้มและพูดว่า “นายสามารถวิเคราะห์โหราศาสตร์และสภาพอากาศได้ด้วยงั้นเหรอ”
“ไร้สาระ” เซี่ยเฟยพูด “ฉันวิเคราะห์โหราศาสตร์และสภาพอากาศเป็นที่ไหนเล่า..นี่ไม่เห็นเหรอว่าฉันแสร้งสร้างบรรยากาศให้ดูเท่ห์น่ะ..แต่ก็นะจากการสังเกตเมื่อคืนนี้ถ้าฉันเดาถูกโอฝางควรจะเคลื่อนไหวแล้ว..เอาล่ะเย่เชียนฉันต้องรีบไปที่บ้านของนายพลฟรอซต์เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็ปล่อยให้หลัวหมิงถูกพวกนักรบพราหมณ์ฆ่าตายไม่ได้”
“แน่นอนฉันจะไปกับนายด้วย..ฉันจะไม่ไปดูของสำคัญแบบนี้ได้ยังไง..ฉันเองก็อยากจะดูว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของนักรบพราหมณ์ทรงพลังขนาดไหน” เย่เชียนพูด “นายคิดว่าโอฝางจะนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้หรือเปล่า?”
“พลังของหลัวหมิงนั้นชัดเจนมากสำหรับโอฝางและเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโอแฟงก็จะนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาอย่างแน่นอน..ถึงแม้ว่าเขาจะชัดเจนว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์อาจไม่มีผลกับหลังหมิงก็ตามเพราะท้ายที่สุดแล้วความเชี่ยวชาญของหลังหมิงก็มากกว่าพวกอาวุธศักดิ์สิทอยู่ดีแต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องระดมกำลัง” เซี่ยเฟยพูด “ถ้านายต้องการข้อมูลล่ะก็นี่อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดไม่อย่างนั้นฉันเกรงว่าหลังจากวันนี้ไปคงยากที่จะได้เห็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของนักรบพราหมณ์อีก”
เย่เชียนชะงักไปครู่หนึ่งและพูดว่า “หมายความว่าไง?”
“หากโอฝางนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาทั้งหมดฉันเกรงว่าหลัวหมิงจะไม่ไว้ชีวิตคนเหล่านั้นและจะฆ่าทุกคนที่รู้วิธีควบคุมมันอย่างแน่นอนและนับจากนี้หลัวหมิงจะเป็นคนเดียวที่ควบคุมมันได้” เซี่ยเฟยพูด “จริงๆแล้วฉันรู้เพียงแค่ชื่อของอาวุธศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้งเพราะงั้นฉันก็เลยถือโอกาสนี้เพื่อไปดูให้เห็นกับตาและถ้าต้องเจอพวกมันในอนาคตฉันจะได้รู้วิธีจัดการกับมัน”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “สิ่งที่นายพูดมีเหตุผลมากเพราะหลัวหมิงได้เข้าร่วมสกายเน็ตแล้วและสมาชิกสกายเน็ตจะต้องใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างแน่นอนเพราะงั้นการรู้วิธีจัดการกับพวกมันล่วงหน้าจะช่วยเราได้มากในอนาคต”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันหนึ่งในลูกน้องของดีห์ราห์ก็รีบเข้ามา “นายรีบร้อนอะไรขนาดนั้นเกิดอะไรขึ้น” ดีห์ราห์ถาม
“ผู้นำของนักรบพราหมณ์เคลื่อนไหวแล้ว” ผู้ใต้บังคับบัญชาพูด “ผมเพิ่งได้ข่าวมาว่าโอฝางผู้นำนักรบพราหมณ์ได้นำนักรบศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ไปยังคฤหาสน์ของนายพลฟรอซค์”
ดีห์ราห์พยักหน้าเล็กน้อยและโบกมือให้เขาออกไปจากนั้นก็หันไปมองเย่เชียน เซี่ยเฟยพูดขึ้นมาว่า “นักรบพราหมณ์มีนักรบศักดิ์สิทธิ์อยู่สิบคนและโอฝางก็นำพวกเขามาเพียงแค่สี่คนดูเหมือนว่าที่เหลือจะคอยปกป้องจากการโจมตีของเราในเวลานี้และนักรบศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออีกหกคนน่าจะต้องประจำการในสำนักงานใหญ่ของพวกนักรบพราหมณ์อย่างแน่นอนและคุ้มกันอย่างแน่นหนา”
เย่เชียนหันไปมองดีห์ราห์และพูดว่า “เป็นไงบ้างนายไปตรวจบริเวณโดยรอบสำนักงานใหญ่ของนักรบพราหมณ์หรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วครับ” ดีห์ราห์พูด “เราจะเริ่มกันเลยไหมครับบอส”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “แต่ฉันกับเซี่ยเฟยจะไปที่บ้านของนายพลฟรอซต์เพราะนายฉันจะฝากเรื่องการโจมตีเอาไว้กับนายและพี่เฟิงหลานและพี่เทียนเฉินและมันก็ขึ้นอยู่ทั้งสามแล้ว..ตอนนี้ผู้อาวุโสขององค์กศิห์ชาห์ก็พร้อมแล้วเพระงั้นไปร่วมมือกันเพื่อบุกทะลวงสำนักงานใหญ่ของนักรบพราหมณ์ซะ!”
“บอสจะไปทำอะไรที่บ้านของนายพลฟรอซต์ทำไมถึงไม่ปล่อยให้พวกมันสู้กันเองแล้วพวกเราไปอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับสำนักงานใหญ่ของนักรบพราหมณ์” เฟิงหลานพูดด้วยความประหลาดใจ
“เราต้องรู้สถานการณ์ที่นั่นด้วยและนอกจากนี้หลังหมิงก็เป็นพี่ชายของเซี่ยเฟยและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเซี่ยเฟยก็ไม่ต้องการเห็นเขาตายด้วยน้ำมือของพวกนักรบพราหมณ์..นอกจากนี้ผมก็ต้องไปดูอาวุธศักดิ์สิทธิ์เพื่อหาวิธีที่จะสามารถทำลายมันได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเราในอนาคต” เย่เชียนพูด “ผมขอฝากเรื่องโจมตีสำนักงานใหญ่เอาไว้กับพวกพี่และผมเชื่อว่าพวกพี่จะทำได้ดีและถ้ามีอะไรก็โทรมาหาผมเลย”
“ถึงแม้ว่านักรบพราหมณ์จะเหลือนักรบศักดิ์สิทธิ์เพียงหกคนแต่ความสามารถของพวหเขาก็ค่อนข้างทรงพลัง..ดังนั้นพวกคุณต้องระวังให้ดี” เซี่ยเฟยพูด “อย่าทำอะไรที่มันเสี่ยงเกินไปล่ะคอยตรวจสอบสถานการณ์ให้แน่ใจก่อนและรอพวกเราให้สัญญาณเพราะเรายังไม่แน่ใจว่าใครจะชนะหรือแพ้ระหว่างโอฝางและนายพลฟรอซต์และเราต้องยืนยันว่าโอฝางนั้นได้ต่อสู้กับนายพลฟรอซต์อยู่จนไม่สามารถหลบหนีออกมาได้..ดังนั้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของเราที่จะเปิดการโจมตีเราต้องรอเวลานั้น..พูดตามตรงผมยังไม่เชื่อว่าเขาจะยอมร่วมมือกับเราและไม่แน่ใจว่าเขาจะกลับมาที่สำนักงานใหญ่หลังจากที่หลอกเราว่าเขานำทัพออกไป”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “สิ่งที่นายพูดนั้นสมเหตุสมผลมากเพราะโอฝางเป็นจิ้งจอกแก่และอาจเป็นไปได้ที่เขาจะล่อลวงเราให้เป็นเหยื่อจริงๆ..หลังจากที่เราตกหลุมพรางของเขาเขาจะไม่จัดการกับนายพลฟรอซต์และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่และจะหันปืนใส่พวกเรา”
เซี่ยเฟยเม้มปากเล็กน้อยและพูดว่า “อย่างที่นายพูดนี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์”
เฟิงหลานและคนอื่นๆก็ไม่มีความคิดเห็นเพิ่มเติมและพยักหน้าตอบ เย่เชียนเหลือบมองพวกเขาและตบไหล่เซี่ยเฟยแล้วเดินไปที่รถ
“เราต้องไปแล้ว..ฉันเกรงว่าตอนนี้มีจะพวกนักรบพราหมณ์เฝ้าอยู่ข้างนอกและถ้าปล่อยเอาไว้แบบนี้โอฝางจะต้องระแวงแน่ๆและถ้าเขายกเลิกปฏิบัติการนี้เราก็จะเสียเปล่าๆ” เซี่ยเฟยพูด
“นายอย่าคิดมากไปเลย” เย่เชียนพูดแล้วหัวเราะเบาๆ
ข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่เซี่ยเฟยพูดเพราะโอฝางจะเชื่อสิ่งที่เย่เชียนและเซี่ยเฟยพูดง่ายๆได้อย่างไร ครั้งนี้เขาจงใจทำให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่โดยมีจุดประสงค์เพื่อดูว่าเย่เชียนและเซี่ยเฟยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เขาได้ส่งคนไปเฝ้าดูองค์กรศิห์ชาห์กับคฤหาสน์ของดีห์ราห์ หากเย่เชียนและเซี่ยเฟยมีการเคลื่อนไหวใดๆเขาก็จะสามารถยกทัพกลับมาได้ทันทีเพื่อทำให้สถานการณ์มีเสถียรภาพ แต่ถ้าหากเย่เชียนและเซี่ยเฟยเป็นไปตามที่พวกเขาพูดโอฝางก็สามารถโจมตีนายพลฟรอซต์จริงๆ
น่าเสียดายที่โอฝางประเมินคนคนหนึ่งต่ำไปและนั่นคือเซี่ยเฟยเพราะความสามารถที่แท้จริงของเซี่ยเฟยนั้นไม่มีใครรู้ได้นอกจากหลัวหมิงและมีคนน้อยมากที่เคยได้เห็นเซี่ยเฟยต่อสู้ ดังนั้นทุกคนจึงรู้เรื่องความสามารถของเซี่ยเฟยน้อยมาก อย่างไรก็ตามเย่เชียนก็เชื่อในคำพูดของเซี่ยเฟยอย่างมากและไม่เพียงเพราะสิ่งที่เขาพูดมีเหตุผลเท่านั้นแต่ที่สำคัญกว่านั้นเย่เชียนมีความรู้สึกไว้วางใจในตัวเซี่ยเฟยจากก้นบึ้งของหัวใจ
.
.
.
………………..