ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1439 อาวุธศักดิ์สิทธิ์ ....................
ตอนที่ 1439 อาวุธศักดิ์สิทธิ์
………………..
งานได้รับมอบหมายอย่างถูกต้องดังนั้นเย่เชียนกับเซี่ยเฟยก็ไม่ได้พูดอะไรอีกและพวกเขาก็กระโดดข้ามกำแพงจากด้านข้างของคฤหาสน์และหายไปอย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอย แน่นอนว่าพวกนักรบพราหมณ์ไม่เห็นถึงความผิดปกติใดๆเพราะถ้าพวกนักรบพราหมณ์เห็นถึงการเคลื่อนไหวของทั้งสองได้ได้ง่ายขนาดนั้นการที่ฝึกฝนมาหลายปีคงไร้ประโยชน์
ทั้งสองออกจากคฤหาสน์ของดีห์ราห์และรีบไปยังคฤหาสน์ของนายพลฟรอซต์ทันที เฟิงหลาน,หลิวเทียนเฉินและดีห์ราห์ยังไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆเพราะพวกเขาเพียงแค่ระดมพลและรอคำสั่งของเย่เชียนก่อน เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินใดๆพวกเขาต้องยืนยันก่อนว่าโอฝางได้ปะทะกับนายพลฟรอซต์จริงๆและไม่สามารถถอนตัวออกมาได้
นายพลฟรอซต์จะต่อต้านอย่างสุดกำลังเพื่อความปลอดภัยของเขาเองและในเวลานั้นสถานการณ์จะยิ่งตึงเครียดมากขึ้นและการต่อสู้ระหว่างนักรบพราหมณ์กับนายพลฟรอซต์จะรุนแรงยิ่งขึ้นและทั้งสองฝ่ายก็จะต้องล้มตายอย่างไม่มีวันจบสิ้นอย่างแน่นอน ด้วยวิธีนี้เย่เชียนจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่และรับผลประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย
หลังจากออกจากคฤหาสน์ได้สักพักเย่เชียนและเซี่ยเฟยก็โบกแท็กซี่ไปที่คฤหาสน์ของนายพลฟรอซต์ เมื่อพวกเขาอยู่ห่างจากคฤหาสน์ไปได้ระยะหนึ่งทั้งสองก็รีบลงจากรถแล้วรีบเดินเท้าเข้าไป เนื่องจากพวกนักรบพราหมณ์และนายพลฟรอซต์อำนาจมากในรัฐบาลประเทศอินเดียจึงไม่มีใครกล้าแทรกแซงการต่อสู้ระหว่างพวกเขา แม้แต่ถนนหลายสายที่อยู่ห่างจากเขตที่พักของนายพลฟรอซต์ก็ถูกทหารจากเขตทหารปิดกั้นเอาไว้
นายพลฟรอซต์ไม่คาดคิดว่านักรบพราหมณ์จะโจมตีเขาเร็วขนาดนี้และถึงแม้ว่านักรบพราหมณ์จะต้องการฆ่าเขามาตลอดหลายปีแต่เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าทั้งหมดเป็นเพราะเย่เชียนกระจายข่าวไปว่าหลัวหมิงนั้นอยู่กับเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เตรียมตัวอย่างเต็มที่และโอฝางก็มาโจมตีอย่างน่าประหลาดใจ
เมื่อเย่เชียนและเซี่ยเฟยมาถึงมหารยามที่อยู่รอบนอกคฤหาสน์ของนายพลฟรอซต์ต่างก็นอนกองกันอยู่บนพื้น ดูเหมือนว่าโอฝางขะได้ข่าวจากผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาว่าเย่เชียนไม่ได้ออกมาจากคฤหาสน์ของดีห์ราห์จริงๆ ดังนั้นเขาจึงโจมตีด้วยความมั่นใจดังนั้นเย่เชียนจึงมองไปที่เซี่ยเฟยและยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าการโจมตีของพวกนักรบพราหมณ์จะเป็นไปอย่างราบรื่นนะ”
เซี่ยเฟยยิ้มเบาๆและพูดว่า “นายพลฟรอซต์ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการได้และทหารยามพวกนี้ก็เป็นเพียงคนภายนอก..วันนั้นนายก็เห็นคนที่อยู่ภายใต้เขาแล้วใช่ไหม?..นั่นคือจุดแข็งที่แท้จริงของนายพลฟรอซต์แต่นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราก็รีบเข้าไปดูกันเถอะถ้าพลาดการแสดงดีๆแบบนั้นไปคงจะแย่” เย่เชียนพูด
เซี่ยเฟยไม่พูดอะไรแต่พยักหน้าเล็กน้อยและกระโดดเข้าไปในเขตบ้านพักของนายพลฟรอซต์อย่างรวดเร็วและเย่เชียนก็ตามไปติดๆโดยไม่รอช้า
มีต้นไม้ใหญ่ในเขตบ้านพักที่มีกิ่งก้านเขียวชอุ่มซึ่งสามารถใช้เป็นที่กำบังได้อย่างดี ดังนั้นเย่เชียนและเซี่ยเฟยจึงกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้อย่างเงียบๆและนั่งลงบนกิ่งไมแล้วมองไปรอบๆ ทันใดนั้นเย่เชียนก็พบร่างของโอฝางในเวลานี้และกำลังต่อสู้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของนายพลฟรอซต์อยู่ ซึ่งการโจมตีนั้นรุนแรงและรวดเร็วอย่างมากซึ่งเกินความคาดหมายของเย่เชียนจริงๆ
ในความเป็นจริงในฐานะผู้นำของนักรบพราหมณ์โอฝางก็ต้องมีอำนาจมากอาจพูดได้ว่าครึ่งหนึ่งของประเทศอินเดียถูกควบคุมโดยเขาและคำพูดของเขาก็สามารถกำหนดอนาคตของประเทศอินเดียได้เลย แต่ทำไมเขาต้องเสี่ยงแบบนี้เพราะเขารู้ดีว่าหากเขาไม่ฆ่าหลัวหมิงด้วยตัวเองภาพลักษณ์ของเขาที่มีต่อเหล่าสาวกนักรบพราหมณ์จะต้องเสียหายอย่างมากอย่างและแน่นอนว่าเพื่อรักษาภาพลักษณ์นี้เขาก็ต้องทำ
ดังนั้นผู้นำองค์กรใหญ่ๆแบบนี้จะไม่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจและต้องจ่ายบางอย่างเพื่อให้ได้มาอีกด้วย เช่นเดียวกับโอฝางที่จะรักษาตำแหน่งนี้เอาไว้ได้เขาจะต้องสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองในความคิดของสาวกนักรบพราหมณ์
สายตาของเย่เชียนยังคงค้นหาไปรอบๆแต่เขาไม่พบหลัวหมิงและนายพลฟรอซต์แต่มีเพียงซูเออห์เท่านั้นที่ร้องโอดครวญอยู่ที่นั่น เพราะเขาไม่ได้มีความสามารถอะไรใดๆจนเหล่าสาวกของนักรบพราหมณ์บังคับให้เขาถอยไปทีละก้าว
แต่พวกเขาไม่ได้แสดงพลังอย่างเต็มที่เพราะถึงแม้ว่านายพลฟรอซต์และหลัวหมิงจะไม่ปรากฏตัวแต่เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่สูสีกันแต่อย่างใด ทว่าโอฝางก็ไม่ได้ส่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ออกมาเช่นกัน
เซี่ยเฟยไม่ได้พูดอะไรและดวงตาของเขาก็กวาดมองไปรอบๆและส่ายหัวเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ฉันไม่เห็นนักรบศักดิ์สิทธิ์เลย..หรือบางทีพวกเขาอาจอยู่ที่นี่แล้วแต่ฉันแค่ไม่รู้จักพวกเขา”
“ไม่เป็นไร..เดี๋ยวพวกนั้นก็เปิดเผยตัวออกมาไม่ช้าก็เร็ว” เย่เชียนพูด “เมื่อนายพลฟรอซต์และหลัวหมิงออกมาโอฝางจะต้องใช้กำลังพลทั้งหมดของเขาและจากนั้นก็จะถึงเวลาที่เราต้องโจมตี”
“ปล่อยหลัวหมิงออกมาไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าพวกแกทั้งหมด” โอฝางกระแทกคู่ต่อสู้ที่อยู่ข้างหน้าเขากระเด็นขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับโอดครวญเสียงดัง
“หลัวหมิงเหรอ?..เราไม่รู้จักเขาเลย” ซูเออห์พูด “อาจารย์โอ..พ่อของผมเป็นถึงเสนาธิการกระทรวงกลาโหมของประเทศอินเดียเลยนะ..คุณกล้าส่งคนมาบุกรุกถึงบ้านของผมเลยเนี่ยนะ..คุณคิดเกี่ยวกับผลที่จะตามมาบ้างหรือเปล่า?”
“หืม..นายพลฟรอซต์กักขังอาชญากรที่เป็นที่ต้องการตัวของประเทศอินเดียเอาไว้และเขาก็มีความผิดโทษสถานหนักเพราะงั้นถ้าเขาออกมาและมอบตัวฉันจะพิจารณาลดโทษเขาให้เบาลง..การก่ออาชญากรรมในประเทศอินเดียนั้นไม่สามารถให้อภัยได้” โอฝางพูด
“ฉันได้รับข้อมูลมาว่ามีชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่นี่เขาเป็นพี่ชายของเซี่ยเฟยชื่อหลัวหมิง” โอฝางพูดต่อ
“หลัวหมิงเป็นอาชญากรที่เป็นที่ต้องการตัวในประเทศอินเดียของเราและอาชญากรรมนั้นเลวร้ายมาก..หากคุณให้ที่หลบภัยอาชญากรคุณก็จะมีความผิดในอาชญากรรมเดียวกันกับอาชญากร” โอฝางโบกมือและสมาชิกนักรบพราหมณ์ทุกคนก็หยุดแล้วจนกำลังพลของทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากัน บรรยากาศที่มีกลิ่นดินปืนตอนนี้ดูเหมือนจะเย็นลงทันทีแต่บรรยากาศก็ยังคงตึงเครียดอยู่ดี
“หืม..คุณหลัวไปก่ออาชญากรรมอะไร..ความจริงแล้วคุณกับผมก็รู้ดีอยู่ในใจ..ผมไม่อยากพูดว่าจุดประสงค์ของคุณน่ะจริงๆมันคืออะไรเพราะงั้นอย่ามาคุยกับผมที่นี่เลย” นายพลฟรอซต์พูด “ที่คุณทำอยู่มันก็เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ขององค์กรนักรบพราหมณ์ของคุณและคุณก็ไม่จำเป็นต้องใส่ร้ายคนอื่น..ผมนายพลฟรอซต์คนนี้ไม่ใช่คนที่ถูกข่มเหงง่ายๆและถ้าผมอยู่ตรงนี้จะไม่มีใครสัมผัสแม้แต่เส้นผมของคุณหลัวได้..ถ้าอาจารย์โอกลับไปตอนนี้ผมจะแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่อย่างงั้นเราได้ตายกันไปข้างแน่”
“ผมต้องกลัวคุณงั้นเหรอ?..หลัวหมิงเป็นศัตรูตัวฉกาจของผมกับนักรบพราหมณ์และถ้าผมไม่ฆ่าเขาในวันนี้ผมก็จะไม่สามารถสะสางความอัปยศไปได้” โอฝางพูด
“คุณควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศอินเดียและถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งของผมจะน้อยไปกว่าคุณแต่ผมก็ไม่ยอมและในเวลานั้นมันจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายอื่น..คุณโอเป็นคนฉลาดเพราะงั้นคุณไม่คำนึงถึงเรื่องนี้เหรอ?” นายพลฟรอซต์ พูด
“คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะจุดประสงค์ของการมาในวันนี้ของผมคือฆ่าหลัวหมิงและตราบใดที่คุณไม่เข้ามายุ่งผมฉสัญญาว่าผมจะไม่ทำอะไรพวกคุณ” โอฝางพูด
หลัวหมิงพูดอย่างเย็นชาว่า “ถ้าแกกล้าก็เข้ามาสิ..มาสู้กันตัวต่อตัวให้คนอื่นจะเข้ามาช่วยแกถึงยังไงแกก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันอยู่ดี”
โอฝางอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปชั่ว นอกจากนี้หลัวหมิงยังปรากฏตัวออกมาในเวลานี้ท่ามกลางสาวกจำนวนมากของนักรบพราหมณ์ ซึ่งครั้งก่อนเขาได้หลบหนีไปหลัวหมิงได้ดังนั้นด้วยความสามารถในปัจจุบันของหลิวหมิงแล้วมันคงจะเทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นการไปต่อสู้กับหลัวหมิงเพียงลำพังนั่นเป็นการแสวงหาความตายอย่างชัดเจน
“ทำไม?..แกไม่กล้าเหรอ?” หลัวหมิงหัวเราะอย่างดูถูกและพูดว่า “ในเมื่อแกไม่มีความกล้าที่จะทำแบบนั้นก็อย่ามาเอะอะที่นี่ราวกับว่าแกกำลังแสร้งให้เห็นว่าแกเก่งแค่ไหน”
“หืม..พวกเราจะฆ่าแกเพื่อลบล้างความอัปยศขององค์กร!” โอฝางพูด “แต่ไม่ต้องกังวลไปฉันสัญญากับเซี่ยเฟยเอาไว้แล้วว่าฉันจะมอบร่างของแกให้กับเขา” หลังจากพูดจบโอฝางก็ปรบมือและในชั่วพริบตาคนห้าคนก็วิ่งเข้ามาข้างๆเขาด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับว่าพวกเขาไม่มีชีวิต ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้นำนักรบพราหมณ์คนก่อน
เมื่อเซี่ยเฟยเห็นคนทั้งห้าอย่างชัดเจนเขาก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง “มีอะไรเหรอ?..มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?” เย่เชียนถามด้วยความประหลาดใจ
“ดูคนทั้งห้าคนนี้สิคนตรงกลางคือผู้นำนักรบพราหมณ์คนก่อนที่ถูกหลัวหมิงฆ่าตาย..ถ้าฉันเดาไม่ผิดพวกนั้นน่าจะเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์” เซี่ยเฟยพูด “แต่พวกนั้นปรากฏตัวออกมาตอนไหนฉันไม่เห็นเลย..นายเห็นหรือเปล่า?”
เย่เชียนส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันไม่ได้สนใจเลย..แต่ในเมื่ออาวุธศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวออกมาแล้วดูเหมือนว่าพวกเขาจะตัดสินใจเปิดศึกสงครามกันแล้ว” หลังจากพูดจบเย่เชียนก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและโทรหาเฟิงหลานและโทรศัพท์ก็เชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว เย่เชียนพูดว่า “ดำเนินการในสิบนาที” หลังจากพูดจบเขาก็วางสายไป
หลัวหมิงเหลือบมองคนทั้งห้าและยิ้มอย่างเย็นชาและพูดว่า “โอฝางแกโง่หรือเปล่า..แกควรจะชัดเจนนะว่าฉันมีอำนาจควบคุมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งกว่าพวกแกทุกคนและแกจะใช้อาวุธพวกนี้เพื่อจัดการฉันงั้นเหรอ?..นี่มันก็เท่ากับการแกว่งดาบต่อหน้ากวนอูเพราะงั้นถ้าแกใช้พวกมันเพื่อจัดการฉันล่ะก็ผลก็ยังเหมือนเดิม..โอฝางฉันแนะนำให้แกยอมแพ้ซะเพราะจุดประสงค์ของฉันในครั้งนี้ไม่ใช่พวกแกเพราะงั้นอย่าบังคับให้ฉันต้องฆ่าแกเลย”
.
.
.
………………..