ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1442 เซี่ยเฟยปะทะหลัวหมิง
ตอนที่ 1442 เซี่ยเฟยปะทะหลัวหมิง
……………
เย่เชียนสามารถเข้าใจอารมณ์ปัจจุบันของเซี่ยเฟยได้ดีที่สุดเพราะเมื่อตอนที่เขาและหมาป่าผีไป๋ฮวยเผชิญหน้ากันเขาก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เมื่อสองพี่น้องที่รักกันอย่างสุดซึ้งต้องเผชิญหน้ากันและมีความเป็นความตายเป็นตัวกำหนดนั้นความรู้สึกนี้ย่อมเป็นสิ่งที่คนนอกไม่อาจเข้าใจได้ ซึ่งเซี่ยเฟยก็เป็นแบบนั้นอยู่ในตอนนี้
“พี่น้องอย่างนั้นเหรอ?..หืม..ฉันเก่งกว่าแกทุกๆอย่างตั้งแต่ฉันยังเด็กแต่อาจารย์กลับลำเอียงและสุดท้ายก็ส่งต่อตำแหน่งผู้นำองค์กรศิห์ชาห์ให้กับแกและยังบอกให้แกระมัดระวังฉันอีกด้วย..เขาไม่ได้เห็นว่าฉันเป็นลูกศิษย์เลยแม้แต่น้อยแล้วทำไมฉันถึงต้องมองว่าเขาเป็นอาจารย์ด้วยล่ะ” หลัวหมิงพูดอย่างโกรธแค้น
“ตำแหน่งผู้นำไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับผมเลยและตราบใดที่พี่เต็มใจที่จะกลับมาผมก็ยินดีที่จะมอบตำแหน่งผู้นำองค์กรศิห์ชาห์ให้พี่เสมอ” เซี่ยเฟยพูด “ผมไม่ต้องการให้พี่ถล้ำลึกลงไปมากกว่านี้”
“ไม่จำเป็นเพราะฉันจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่ฉันต้องการด้วยตัวเองและฉันก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเข้ามายุ่งวุ่นวายกับฉัน” หลัวหมิงพูด “นอกจากนี้ตอนนี้ฉันมีชีวิตที่ดีมากเพราะงั้นองค์กรศิห์ชาห์ในตอนนี้มันแตกต่างออกไปกับสิ่งที่ฉันต้องการมาก..ฉันไม่มีความสนใจที่จะเป็นผู้นำองค์กรศิห์ชาห์เลย”
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “นั่นเพราะสกายเน็ตเสนอเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าใช่ไหม?..สกายเน็ตของคุณมีจุดประสงค์อะไรและใครคือผู้นำองค์กรกันแน่..ทำไมเขาถึงสั่งให้สมาชิกห้ามคุกคามผมล่ะ?..ผมอยากรู้ว่าทำไม”
“ถ้าอยากรู้ก็ถามท่านผู้นำเอาสิมาถามพวกเราก็ไม่มีประโยชน์อะไร..เพราะพวกเราก็ไม่รู้ว่าท่านผู้นำทำแบบนี้ทำไม” ชายหนุ่มพูด “พูดตามตรงความแข็งแกร่งและความสามารถของแกน่ะดีมากและฉันก็ชื่นชมแกเป็นอย่างมาก..แต่ถึงยังไงสกายเน็ตก็ดำเนินตามแผนการต่อไปได้หากไม่มีแกเพราะงั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมท่านผู้นำถึงทำแบบนี้”
“โอเคงั้นเปลี่ยนคำถาม” เย่เชียนพูด “จุดประสงค์ของการมาเยือนอินเดียครั้งนี้คืออะไร?”
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ไม่ว่าจุดประสงค์ของแกคืออะไรหรือเป้าหมายของพวกเราคืออะไรมันก็เป็นเพียงแค่เกมเล็กๆและแกชนะแล้วได้พิสูจน์ถึงความสามารถของแกให้เราได้เห็น..แต่ฉันจะขอแนะนำแกว่าพวกนักรบพราหมณ์น่ะไม่ง่ายอย่างที่แกคิดเพราะงั้นถอนตัวไปซะเถอะไม่อย่างนั้นแกจะสูญเสียครั้งใหญ่”
“ผมไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้” เย่เชียนพูด “พี่น้องของผมไม่ใช่คนธรรมดาๆเหมือนกันและถึงแม้ว่าจะไม่มีผมก็ตามถึงยังไงพวกเขาก็รับมือได้อยู่ดี”
ชายหนุ่มยักไหล่เล็กน้อยและไม่พูดอะไรและเย่เชียนหันไปมองเซี่ยเฟยแล้วพูดว่า “เซี่ยเฟยฉันรู้ว่านายตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแต่บางครั้งนายก็ต้องเลือกเพราะตอนนี้หลัวหมิงไม่มีทางหันหลังกลับอีกแล้วและถึงแม้ว่านายจะไม่เต็มใจก็ตามแต่ถ้าปล่อยให้เขาขึ้นเป็นผู้นำองค์กรศิห์ชาห์ล่ะก็สมาชิกคนอื่นๆขององค์กรศิห์ชาห์จะต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน”
เซี่ยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพราะเขาเข้าใจความจริงข้อนี้อย่างชัดเจนแต่ตราบใดที่หลัวหมิงเต็มใจที่จะปล่อยมือเขาก็จะทำทุกอย่างเพื่อเกลี้ยกล่อมสมาชิกขององค์กรศิห์ชาห์ให้ได้
หลัวหมิงยิ้มเล็กน้อยแต่ใบหน้าของเขาดูไร้ชีวิตชีวาอยู่เสมอเพราะถึงแม้ว่าเขาจะยิ้มเขาก็ยังดูเศร้าหมองอยู่ดี “เขาพูดถูกเซี่ยเฟย..มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะย้อนกลับไปในอดีตและไม่ว่าแกจะตายหรือฉันจะตายมันก็ไม่สำคัญ..เพราะจุดประสงค์อีกอย่างของการมาอินเดียครั้งนี้คือการตามหาแกและในเมื่อคุณอยู่ที่นี่ตอนนี้มันก็ช่วยลดระยะเวลาฉันได้มาก..เอาล่ะเซี่ยเฟยแสดงให้ฉันเห็นทีว่าทำไมอาจารย์ถึงได้ให้ความสำคัญกับแกมากขนาดนั้น”
ชายหนุ่มตกตะลึงเล็กน้อยครู่หนึ่งและพูดว่า “หลัวหมิงตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทำบ้าๆบอๆแบบนี้..เราควรไปได้แล้ว”
“ฉันมีอิสระของฉันและฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉันเพราะงั้นแกไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอก” หลัวหมิงพูด ส่วนชายหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
เซี่ยเฟยรู้สึกถึงความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ในหัวใจของเขาและหันไปมองเย่เชียนซึ่งกำลังยิ้มให้เขาและพูดว่า “ที่จริงนายก็รู้อยู่แกใจแล้วว่าไม่ช้าก็เร็วนายจะต้องเจอกับผลลัพธ์แบบนี้และตั้งแต่นายเลือกที่จะมานายก็ต้องยอมรับมันอย่างใจเย็น..ตอนนั้นฉันก็เหมือนกับนายแต่ฉันรู้ดีว่าถึงแม้จะเป็นการต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตายแต่ก็จะไม่มีใครพูดว่าฉันไม่มีความรักแบบพี่น้องต่อไป๋ฮวย”
เซี่ยเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “ในเมื่อพี่ไม่ยอมกลับมาเพราะงั้นก็ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำ..ถ้าพี่แพ้ผมพี่ก็จะไร้ประโยชน์สำหรับสกายเน็ตและสุดท้ายพี่ก็ต้องอยู่ที่นี่” หลังจากพูดจบเซี่ยเฟยก็ก้าวไปข้างหน้าและร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยพลังปราณ
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะแอบตกใจเพราะเขารู้จักเซี่ยเฟยมาสองสามวันแล้วแต่ทุกๆครั้งเขาก็เห็นแค่ท่าทางขี้เกียจของเซี่ยเฟยและเขาไม่เคยเห็นเซี่ยเฟยมีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่แข็งแกร่งแบบนี้มาก่อน เย่เชียนต้องการเห็นความสามารถของเซี่ยเฟยด้วยและตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีที่สุด
“พี่นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะแนะนำให้พี่หยุด..เพราะพี่น่ะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผมเลยและผมไม่ต้องการทำร้ายพี่” เซี่ยเฟยพูด
ชายหนุ่มตกตะลึงไปครู่หนึ่งเพราะเขายังคงชัดเจนเกี่ยวกับความสามารถของหลัวหมิงและแม้แต่สมาชิกในสกายเน็ตเพราะเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกที่มีความสามารถมากที่สุด ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะเผชิญหน้ากับหลัวหมิงแต่เขาก็อาจจะไม่สามารถเอาชนะหลัวหมิงได้ อย่างไรก็ตามตอนนี้เซี่ยเฟยดูมั่นใจมากและสิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจ
“หืม..ก็ลองหยุดฉันดูสิถ้าแกเก่งพอเว้นแต่แกจะฆ่าฉันก่อน” หลัวหมิงตะโกนและพุ่งเข้าหาเซี่ยเฟยอย่างกะทันหันและหมัดก็กระแทกหน้าอกของเซี่ยเฟยอย่างดุเดือด อย่างไรก็ตามในขณะที่หลัวหมิงเคลื่อนไหวเซี่ยเฟยก็หลบการโจมตีของหลัวหมิงและต่อยสวนกลับไปที่ เพียงครึ่งทางของหมัดและเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างมากเพราะความเร็วในการต่อยของหลัวหมิงนั้นค่อนข้างเร็วอย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยสามารถโต้กลับได้อย่างฉับพลันและดูเหมือนว่าเขาได้เห็นการโจมตีของหลัวหมิงล่วงหน้าอีกด้วย จากมุมมองของเย่เชียนถ้าเขาตอบสนองต่อหมัดในตอนนี้เขาจะต้องรับหมัดหนักๆหรือไม่ก็หลบและไม่มีทางที่จะสวนกลับได้แบบที่เซี่ยเฟยทำอย่างแน่นอน
การกระทำนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจมากและการเคลื่อนไหวของเซี่ยเฟยก็ค่อนข้างยอดเยี่ยมแต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามหลัวหมิงและเซี่ยเฟยก็เป็นพี่น้องกันมานานหลายปีและเซี่ยเฟยต้องคุ้นเคยกับหลัวหมิงมาก ดังนั้นการเคลื่อนไหวของหลัวหมิงจึงถูกเซี่ยเฟยคาดเดาได้
หลัวหมิงยังไม่จบกระบวนท่าแรกและไม่สามารถใช้กระบวนท่าต่อไปได้เพราะเมื่อเห็นเซี่ยเฟยชกเข้ามาที่รักแร้ของเขานั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกใจและรีบหลบหลีก ในขณะเดียวกันมือขวาของเขาก็กลายเป็นกรงเล็บและจับแขนของเซี่ยเฟยเอาไว้
การต่อสู้ก็ดุเดือดทันทีอย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าเซี่ยเฟยได้เปรียบอยู่เสมอและทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหวมันก็ถูกเวลาพอดีในขณะที่การเคลื่อนไหวของหลัวหมิงยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนท่าเลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามความเร็วในการตอบสนองของหลัวหมิง นั้นก็ค่อนข้างทรงพลังและเขาสามารถหลบการโจมตีของเซี่ยเฟยได้ทุกครั้งเช่นกัน แต่หากยังเป็นเช่นนี้เป็นเวลานานหลัวหมิงจะเป็นฝ่ายแพ้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามทั้งเย่เชียนและชายหนุ่มก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเซี่ยเฟยถึงรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ หลัวหมิงอย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าหลัวหมิงจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเซี่ยเฟย พวกเขาเป็นพี่น้องกันถ้าพูดกันตามเหตุผลแล้วทั้งคู่ควรจะคุ้นเคยกับการโจมตีของกันและกันเป็นอย่างดี
เห็นได้ชัดว่าหลัวหมิงตระหนักถึงปัญหานี้เช่นกันแม้ว่าเขาจะเคยได้ยินอาจารย์ของเขาพูดถึงพรสวรรค์และความเฉลียวฉลาดของเซี่ยเฟยแต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าเซี่ยเฟยจะทำได้ถึงขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้เขางุนงงยิ่งกว่าก็คือทักษะการต่อสู้ของเขานั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเคยเรียนตอนฝึกกับอาจารย์มาด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นเซี่ยเฟยก็ยังไม่เคยเห็นกระบวนท่านี้ของเขามาก่อนเลย ดังนั้นเซี่ยเฟยจะรับรู้กระบวนท่าของเขาอย่างชัดเจนได้อย่างไร ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเขาได้แพ้แน่ๆ
ถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะมีข้อดีของตัวเองแต่หลัวหมิงก็มีข้อดีของตัวเองเช่นกัน ดังนั้นหลัวหมิงจึงเย้ยหยันและต่อยเซี่ยเฟยอย่างดุเดือด ตามที่หลัวหมิงคาดไว้เซี่ยเฟยก็หลบการโจมตีของเขาได้อย่างง่ายดายและในขณะเดียวกันก็ชกเข้าที่หน้าอกของเขา แต่หลัวหมิงไม่ได้หลบหรือหลบและเขาก็ไม่ได้โต้กลับแต่เขาหันข้อมือของเขาและต่อยเซี่ยเฟยอีกครั้งและมันเป็นสไตล์การต่อสู้แบบตายคู่โดยสิ้นเชิง
เมื่อหลัวหมิงคิดว่าเขากำลังจะประสบความสำเร็จจู่ๆเซี่ยเฟยก็หลบการโจมตีของเขาเองด้วยการหลบและในเวลาเดียวกันเซี่ยเฟยก็หันหลังให้เขาและกระแทกเขาออกไปจนหลัวหมิงเซและเกือบจะล้มลงกับพื้นซึ่งทำให้เขาประหลาดใจไม่รู้จบ ต้องรู้ว่าข้อได้เปรียบของเขาอยู่ที่ความสามารถทนต่อแรงปะทะได้ดีกว่าเซี่ยเฟยและไม่รู้จักความเจ็บปวด ดังนั้นถึงแม้ว่ากำปั้นของเซี่ยเฟย จะโดนเขาแต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาเจ็บ อย่างไรก็ตามหากหมัดของเขาโดนเซี่ยเฟยมันก็จะต่างออกไป อย่างไรก็ตามไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่เคยคิดว่าเซี่ยเฟยดูเหมือนจะมองเห็นผ่านความคิดของเขาและการเคลื่อนไหว
เย่เชียนและชายหนุ่มเห็นฉากนี้อย่างชัดเจนเช่นกันและรู้สึกประหลาดใจไม่แพ้กัน การเคลื่อนไหวของเซี่ยเฟยมุ่งเป้าไปที่การเคลื่อนไหวของหลัวหมิงอย่างสมบูรณ์หรืออีกนัยหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบเซี่ยเฟยมักจะติดตามทุกการเคลื่อนไหวราวกับว่าเขาไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเป็นของตัวเองเลย
คิ้วของชายหนุ่มก็ขมวดเข้าหากันเพราะถ้าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปหลัวหมิงก็จะตกอยู่ในอันตรายและผู้นำได้ออกคำสั่งที่เข้มงวด ว่าให้พาตัวหลัวหมิงกลับไปเพราะการวิจัยยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นหากหลัวหมิงเสียชีวิตในเวลานี้มันจะเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
“หลัวหมิงหยุดได้แล้ว..รีบไปกันเถอะ” ชายหนุ่มตะโกน
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าฉันจะแพ้ให้เขา” หลัวหมิงพูดด้วยความโกรธและการโจมตีของเขาก็รุนแรงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นท่าโจมตีที่อันตรายถึงชีวิตและเป็นท่าโจมตีที่สมบูรณ์โดยไม่มีการป้องกันใดๆ เนื่องจากเซี่ยเฟยยังคงลังเลที่จะทำร้ายหลัวหมิงดังนั้นหลัวหมิงจึงโจมตีด้วยการเคลื่อนไหวดังกล่าว ถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยดูเหมือนจะมองเห็นความตั้งใจของหลัวหมิงแต่ทุกๆครั้งก็ยังยากที่จะจัดการกับมันอยู่ดี
เมื่อเทียบกับการโจมตีครั้งก่อนของหลัวหมิงเห็นได้ชัดว่าตอนนี้มีความรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะมีปัญหาในการรับมือแต่เขาก็ยังหลบได้อย่างง่ายดายทุกครั้ง เพียงแต่ว่าหลัวหมิงไม่ได้สนใจการโจมตีของเซี่ยเฟยที่มีต่อเขาเลยซึ่งทำให้เซี่ยเฟยปวดหัวเล็กน้อยเพราะถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็เขาจะเป็นฝ่ายแพ้เพราะหมดแรงจะสู้ไปซะก่อน
.
.
.
……………