ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1444 สงคราม
ตอนที่ 1444 สงคราม
……………
ตัวต่อตัวน้อยคนนักที่จะเอาชนะเซี่ยเฟยได้ ถึงจะฟังดูหยิ่งผยองและโออ่าไปหน่อยแต่จะจริงหรือไม่จริงกันแน่? เช่นเดียวกับที่ เซี่ยเฟยพูดนอกเสียจากว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีความปรารถนาหรือความทะเยอะทะยานใดๆก็ยากที่จะมีความหวังที่จะเอาชนะ เซี่ยเฟยได้ อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่าเซี่ยเฟยจะอมตะเพราะยังมีคนที่มีความสามารถมากมายในโลกใบนี้และเซี่ยเฟยก็ไม่กล้าที่จะโอ้อวดแต่ทว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นคือความจริง
จากการต่อสู้ระหว่างเซี่ยเฟยและหลัวหมิงในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าหลัวหมิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเซี่ยเฟยเลย อย่างไรก็ตามในการดวลกับเซี่ยเฟยนั้นหลัวหมิงมักจะอยู่ในสถานการณ์ที่เฉื่อยชาและถูกเซี่ยเฟยนำไปหนึ่งก้าวเสมอและถ้าเซี่ยเฟยไม่ยั้งมือเอาไว้หลัวหมิงก็คงพ่ายแพ้ไปนานแล้ว แน่นอนว่าถ้าหากเซี่ยเฟยไม่พบความลับของหลัวหมิงก็จะเป็นการยากที่จะฆ่าหลัวหมิงได้จริงๆ
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะสงสัยเป็นอย่างมากว่าเซี่ยเฟยมีความสามารถประเภทไหนแต่เนื่องจากเซี่ยเฟยไม่ได้พูดอะไรเย่เชียนจึงไม่สามารถถามได้ นอกจากนี้เย่เชียนยังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของพวกเฟิงหลานอยู่และถึงแม้ว่าเขาจะบอกเซี่ยเฟยว่าไม่กังวลเกี่ยวกับพวกเฟิงหลานและคนอื่นๆแต่นักรบพราหมณ์ก็ไม่ใช่องค์กรธรรมดาๆและโอฝางก็นำสาวกกลับไปที่สำนักงานใหญ่แล้ว ดังนั้นหัวใจของเย่เชียนก็ยังคงเต็มไปด้วยความกังวลอยู่ดี
เมื่อเลี้ยวไปที่สี่แยกเย่เชียนและเซี่ยเฟยก็ขึ้นรถแท็กซี่และตรงไปยังสำนักงานใหญ่ของนักรบพราหมณ์ หลังจากขึ้นรถเย่เชียนก็โทรหาเฟิงหลานและบอกเขาว่าเขาจะไปถึงเร็วๆนี้และบอกให้พวกเขายื้อเวลาสักระยะหนึ่งแล้ววางสายไปจากนั้นก็บอกคนขับแท๊กซี่ให้รีบกว่านี้
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมารถก็หยุดลงเย่เชียนและเซี่ยเฟยก็ไม่กล้ารอชาพวกเขารีบลงจากรถและวิ่งไปที่สำนักงานใหญ่ของนักรบพราหมณ์ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก เมื่อเย่เชียนและเซี่ยเฟยมาถึงทั้งสองฝ่ายก็กำลังต่อสู้กันอย่างเต็มกำลังและมีศพจำนวนมากนอนกองอยู่บนพื้นและส่วนใหญ่จะเป็นสาวกของนักรบพราหมณ์ อย่างไรก็ตามเนื่องจากโอฝางได้นำกำลังพลกลับมาอย่างกระทันหันมันจึงสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อเฟิงหลานและคนอื่นๆและการรุกที่เดิมทีดำเนินไปอย่างราบรื่นกลับชะงักลงเรื่อยๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่โชคดีที่อาวุธศักดิ์สิทธิ์ส่วนหนึ่งถูกหลัวหมิงทำลายไปไม่อย่างนั้นสถานการณ์ปัจจุบันจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้
การมาถึงของเย่เชียนและเซี่ยเฟยทำให้ผู้คนที่นี่มีความมั่นใจอย่างมากอย่างไม่ต้องสงสัยและสถานการณ์ที่ล่าถอยเล็กน้อยกลับกลายเป็นรุกขึ้นในขณะนี้ เย่เชียนรีบวิ่งไปที่ด้านข้างของเฟิงหลานและถามว่า “เป็นไงบ้าง..สถานการณ์ปัจจุบันเป็นยังไง”
“บอส!..เห็นได้ชัดว่าโอฝางเตรียมการเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วและได้ส่งคนจำนวนมากมาที่นี่ก่อนหน้า..แต่การโจมตีครั้งแรกของเราก็ราบรื่นดีและเรากำลังจะยึดสถานที่นี้ได้แต่จู่ๆโอฝางก็กลับมาพร้อมอาวุธศักดิ์สิทธิ์สามคนซึ่งทำให้การโจมตีของเราหยุดชะงักไป” เฟิงหลานพูด
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า “ในเมื่อมันได้เริ่มขึ้นแล้วก็ไม่มีที่ว่างให้หันหลังกับหรือล่าถอยอีก” หลังจากหยุดไปชั่วคราวเย่เชียนก็พูดต่อ “วิธีโจมตีของเราผิดตั้งแต่แรกเพราะเราไม่ควรต่อสู้ระยะประชิดเราควรใช้ปืนและกระสุนเพื่อสร้างความเสียหายจำนวนมากกับพวกที่อยู่ด้านนอกแล้วค่อยโจมตีแบบเข้าประชิดซึ่งจะง่ายกว่ามาก..ผมเกรงว่าองค์กรศิห์ชาห์เองก็สูญเสียคนไปมากเหมือนกันใช่ไหม”
“บอสเราควรถอยก่อนดีไหมเพราะตัดสินจากสถานการณ์ปัจจุบันฉันเกรงว่าเราจะไปต่อไม่ได้” หลิวเทียนเฉินพูด
“ไม่..ถ้าเราถอนตัวตอนนี้เราจะถูกพวกนักรบพราหมณ์ตามล่าแน่นอนและถึงแม้ว่าเราจะหนีออกไปจากประเทศอินเดียได้แต่องค์กรศิห์ชาห์ล่ะ?..ในเมื่อเราร่วมมือกับพวกเขาเราก็ควรยืนหยัดจนถึงที่สุดและส่งคำสั่งของผมถึงสมาชิกเขี้ยวหมาป่าทั้งหมดให้โจมตีอย่างเต็มกำลัง..มันมีเพียงวิญญาณหมาป่าที่ตายในสงครามและจะไม่มีวันหนี” เย่เชียนพูด
“รับทราบ!” หลิวเทียนเฉินตอบ
เซี่ยเฟยชำเลืองมองเย่เชียนอย่างขอบคุณ อันที่จริงหากเย่เชียนและคนอื่นๆถอนตัวออกไปแน่นอนว่านักรบพราหมณ์จะไม่มีทางไปที่ประเทศจีนเพื่อแก้แค้นเย่เชียนแต่องค์กรศิห์ชาห์จะต้องถูกตอบโต้และแก้แค้นอย่างดุเดือด
ในเวลานี้เซี่ยเฟยก็ตะโกนเสียงดัง “โอฝางบอกคนของแกให้หยุดเดี๋ยวนี้!”
ไม่ไกลจากที่นั่นนักโอฝางซึ่งกำลังต่อสู้กับปรมาจารย์ขององค์กรศิห์ชาห์อยู่ก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งเมื่อเขาได้ยินเสียงของเซี่ยเฟยและหันไปมองดู ซึ่งหลังจากเห็นเย่เชียนและเซี่ยเฟยแล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแล้วพูดว่า “หยุดก่อน!”
เมื่อได้รับคำสั่งแล้วผู้คนของทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆหยุดการกระทำลง จากนั้นโอฝางก็มองไปที่เย่เชียนและเซี่ยเฟยอย่างโกรธเกรี้ยวและพูดว่า “พวกแกไม่รักษาสัญญาและแกยังใช้ประโยชน์จากการที่ฉันไปโจมตีนายพลฟรอซต์อีก..พวกแกไม่มีความน่าเชื่อถือเลยเพราะงั้นพวกแกไม่กลัวโดนเยาะเย้ยหรือไง?”
“อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย” เซี่ยเฟยพูด “นักรบพราหมณ์ของแกและองค์กรศิห์ชาห์ของฉันต่อสู้กันมานานแล้วและมันถึงเวลาที่จะต้องยุติสงครามกันได้แล้ว..พวกเราไม่เคยไม่รักษาสัญญาและมันก็เป็นความปรารถนาของแกด้วยเพราะงั้นนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนักรบพราหมณ์กับองค์กรศิห์ชาห์จะเป็นครอบครัวเดียวกันเพราะงั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือดไปมากกว่านี้แกควรจะยอมแพ้ซะ”
“ยอมแพ้เหรอ?..ล้อเล่นใช่ไหม..ทำไมผมถึงต่องยอมแพ้ล่ะ” โอฝางพูด “ไม่ใช่ว่าฉันมองสถานการณ์ปัจจุบันไม่ออกนะเพราะตอนนี้นักรบพราหมณ์ของฉันจะชนะแน่และมีจะคนมาช่วยฉันเร็วๆนี้เพราะงั้นพวกแกจะไม่มีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้อีก”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและคิดว่าจะมีใครมาช่วยโอฝางจริงๆไหม? จะเป็นใครได้อีก? เย่เชียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งในใจแต่เขาก็คิดไม่ออกว่าจะเป็นใครและไม่ควรมีองค์กรและกองกำลังดังกล่าวในประเทศอินเดียที่จะช่วยเขาได้อีก เซี่ยเฟยเองก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งเช่นกันแต่เขาไม่ได้คิดอะไรมาและมองไปที่โอแฝงและพูดว่า “โอแฝงถ้าแกเป็นผู้นำจริงๆล่ะก็ออกมาสู้ตัวต่อตัวกับฉันซะ!..องค์กรศิห์ชาห์จะเป็นของแกถ้าแกชนะ..แต่ถ้าแกแพ้นักรบพราหมณ์จะต้องเป็นของฉัน..การทำแบบนี้จะหลีกเลี่ยงการนองเลือดและหลีกเลี่ยงที่เหล่าพี่น้องจะต้องเสียสละโดยไม่จำเป็น..แกจะเอายังไง..แกกล้าไหม?”
โอฝางจะโง่ขนาดนั้นได้ยังไง? ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้แน่ชัดว่าความสามารถของเซี่ยเฟยขะเป็นยังไง แต่เขาได้ต่อสู้กับหลัวหมิงมาก่อนหน้านี้แล้วและเซี่ยเฟยก็เป็นน้องชายของหลัวหมิงและถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะด้อยกว่าหลัวหมิงแต่ก็คงจะไม่มากหรือน้อยไปหรอกใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นผู้นำคนก่อนของศิห์ชาห์จะส่งต่อตำแหน่งให้กับเซี่ยเฟยได้ยังไง ดังนั้นการไปดวลกับเซี่ยเฟยจึงมีความหวังอย่างริบหรี่ โอฝางก็พูดเยาะเย้ยว่า “เซี่ยเฟยแกมันโง่มาก..เพราะตอนนี้นักรบพราหมณ์ของฉันต้องชนะแน่นอนอยู่แล้วและทำไมฉันต้องต่อสู้กับแกด้วยล่ะ..นอกจากนี้ฉันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตกลงอะไรกับพวกที่ไม่รักษาสัญญา..ฉันมีเรื่องจะบอกแกและถ้าแกมีเหตุผลก็ฟังฉันซะ..บางทีฉันอาจจะปล่อยแกไปก็ได้” หลังจากหยุดไปชั่วคราวโอฝางก็หันกลับไปมอง เย่เชียนและพูดว่า “เย่เชียนแกยังจำสัญญาที่ให้ไว้กับฉันได้ไหม..แกต้องไม่มายุ่งกับนักรบพราหมณ์ของฉันแต่แกคุณกำลังกลับผิดสัญญา”
เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยและพูดว่า “โอแฝงแกมันโง่มาก..แกคิดว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆเมื่อคนของแกมาทำร้ายคนรักของฉันงั้นเหรอ?..มันยากที่จะปล่อยวางได้ถ้าฉันไม่ทำลายนักรบพราหมณ์ของแก..แกคิดว่าแกจะชนะจริงๆงั้นเหรอ..เอาล่ะถ้างั้นก็ให้ฉันได้แสดงพลังที่แท้จริงขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าของฉันก็แล้วกัน!”
ทันทีที่สิ้นเสียงเย่เชียนก็พุ่งไปข้างหน้าเป็นคนแรกและเขาก็เข้าใจความตั้งใจของเซี่ยเฟยดีแต่เห็นได้ชัดว่าโอแฝงไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาดังกล่าว ไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะตอนนี้โอแฝงยังบอกด้วยว่าจะมีใครบางคนมาช่วยเขาในภายหลังดังนั้นหากการต่อสู้ไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุดมันไม่เพียงแต่จะทำไม่สำเร็จเท่านั้นแต่การล่าถอยก็คงจะยากด้วยใช่ไหม?
เย่เชียนตะโกนพร้อมกับใช้เคล็ดวิชาลับประตูแปดด่านในด่านที่สี่และเริ่มการโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ตามสภาพร่างกายปัจจุบันของ เย่เชียนแล้วการเปิดประตูบานที่สี่ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่เพราะหลังจากทำพิธีกรรมแลกเลือดของเผ่าจอมเวทย์แล้วเย่เชียนก็มีร่างกายที่ทรงพลังและเขาก็สามารถทนต่อผลที่ตามมาได้
เซี่ยเฟยรู้ด้วยว่าเขาไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างสันติและเหลือทางเดียวคือต้องเอาชนะโอแฝงเพื่อที่เขาจะไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาได้อีก โดยไม่มีความลังเลใดๆในตอนนี้เซี่ยเฟยเดินตามเย่เชียนไปและพุ่งเข้าไปในฝูงชน ครั้งนี้เซี่ยเฟยไม่ได้ยั้งมืออะไรทั้งสิ้นเพราะก่อนหน้านี้เขาไม่ต้องการต่อสู้กับหลัวหมิงและแทบจะไม่มีคู่ต่อสู้คนไหนที่เผชิญหน้ากับเขารอดไปได้ เซี่ยเฟยยังคงแม่นยำมากเพราะเขาค้นพบข้อบกพร่องของศัตรูทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้และฆ่าพวกเขาด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ด้วยการเข้าร่วมของเย่เชียนและเซี่ยเฟยทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมากและสาวกของนักรบพราหมณ์ก็ถูกกำจัดอย่างต่อเนื่องและถูกบังคับให้ถอยไปทีละก้าว เคล็ดวิชาลับประตูแปดด่านของเย่เชียนนั้นค่อนข้างทรงพลังและเดิมทีความสามารถของเย่เชียนก็ไม่ได้อ่อนแอและตอนนี้เขาก็ได้เปิดประตูด่านที่สี่แล้ว ดังนั้นพลังของมันจึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงและเปรียบเหมือนเสือกระโจมเข้าฝูงแกะโดยอีกฝ่ายไม่อาจต้านทานได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากเย่เชียนและเซี่ยเฟยเข้าร่วมสมรภูมิจึงทำให้สมาชิกขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าและองค์กรศิห์ชาห์เต็มไปด้วยความมั่นใจและขวัญกำลังใจของพวกเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างมากและพวกเขาก็กำจัดสาวกของนักรบพราหมณ์อย่างดุเดือด เมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้โอฝางก็อดไม่ได้ที่จะวิตกกังวลและเขาก็เอาแต่มองออกไปและพึมพำว่า “ทำไมถึงยังไม่มาสักที”
เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อยและดูเหมือนว่าจะมีคนมาช่วยพวกนักรบพราหมณ์จริงๆ แต่จะเป็นใครกันล่ะ? เย่เชียน อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเซี่ยเฟยและเซี่ยเฟยก็เข้าใจว่าไม่ว่าจะมีคนมาช่วยหรือไม่ก็ตามพวกเขาก็ต้องหยุดโอฝางให้ได้โดยเร็วที่สุดไม่อย่างนั้นสถานการณ์อาจจะย่ำแย่ลง
ด้วยเสียงตะโกนเย่เชียนก็กำจัดศัตรูทั้งสองที่อยู่ข้างหน้าเขาและพุ่งตรงไปยังโอฝางจนโอฝางตกตะลึงเมื่อเห็นจิตสังหารและพลังปราณของเย่เชียนที่รุนแรงมากจนเขาไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเย่เชียนเขาจึงรีบก้าวถอยหลังและตะโกนว่า “หยุดมันเอาไว้” ทันใดนั้นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของนักรบพราหมณ์ก็พุ่งเข้ามาและหยุดการโจมตีของเย่เชียนเอาไว้
ในขณะนี้เย่เชียนก็เห็นกลุ่มคนวิ่งเข้ามาในสมรภูมิและพวกเขาทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติที่มีผมสีบลอนด์และดวงตาสีฟ้า ในหมู่พวกเขามีผู้หญิงเพียงคนเดียวที่มีผมสีดำและผิวแทนซึ่งมีเสน่ห์เป็นพิเศษ เมื่อเห็รแบบนั้นเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงไปครู่หนึ่งและแอบคิดว่า ‘พวกเขาคือพวกที่โอฟางพูดถึงหรือเปล่า?’
.
.
.
……………