ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1460 อารมณ์เสีย
ตอนที่ 1460 อารมณ์เสีย
……………
ใบหน้าของเย่เชียนเหมือนกับท้องฟ้าในเดือนมิถุนายนที่มืดครึ้มและเปลี่ยนไปทันทีที่เขาพูดซึ่งทำให้ผู้อำนวยการฉีประหลาดใจอย่างมาก เดิมทีบทสนทนาก่อนหน้านี้ค่อนข้างน่ายินดีแต่จู่ๆสีหน้าของเย่เชียนก็เปลี่ยนไปโดยที่เขาคาดไม่ถึง ถึงยังไงเขาก็เป็นถึงผู้อำนวยการสำนักงานกิจการพลเรือนอยู่ดีและในสายตาของเขาผู้คนราชการและในแวดวงธุรกิจต่างก็ต้องนับถือเขาและเกรงใจเขาซึ่งถือได้ว่าเขาอยู่ในสถานะระดับสูงแต่อีกฝ่ายกลับไม่มีมารยาทและไม่ไหวหน้าเขาแบบนี้มันเป็นอะไรที่เขาคาดไม่ถึงจริงๆ
เซี่ยเฟยไม่ได้สนใจเรื่องนี้และเขาก็สนใจแต่การกินน่องไก่ของตัวเองและกินมันเสียงดังมาก เย่เชียนยิ้มอย่างเย็นชาและจ้องไปที่ผู้อำนวยการฉีแล้วพูดว่า “อย่ามาเล่นตัวและวางท่ากับผมต่อหน้าผม..ผมไม่ชอบคนแบบพวกคุณเอามากๆ..มารับบริจาคเงินงั้นเหรอแล้วทำไมพวกคุณถึงไม่คิดจะบริจาคเองบ้างล่ะ..จะพูดไปทรัพย์สินของคุณเองก็คงไม่ต่ำกว่าสองสามล้านหยวนใช่ไหมล่ะ?..เพราะงั้นการบริจาคเงินหลายแสนหยวนมันก็ไม่มีปัญหาใช่ไหมเพราะงั้นหลังจากจ่ายค่าอาหารเสร็จก็รีบไสหัวไปจากที่นี่ซะไม่งั้นก็อย่าหาว่าผมไม่เตือนก็แล้วกัน”
ผู้อำนวยการฉีไม่เคยโดนดูถูกแบบนี้มาก่อนและถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่ข้าราชการตำแหน่งใหญ่ๆในเมืองหลวงแต่เขาก็สามารถถูกมองว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักธุรกิจหลายคนก็ต้องการที่จะประจบประแจงเขา ดังนั้นคำพูดที่ไม่สุภาพของเย่เชียนก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก แน่นอนว่าเขาสามารถถูกปฏิเสธการบริจาคได้แต่เขาไม่สามารถถูกเหยียดหยามแบบนี้ได้ ด้วยเสียง “ปัง” ผู้อำนวยการฉีตบโต๊ะอย่างแรงและพูดด้วยความโกรธว่า “คุณเย่..คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังพูดกับใครอยู่..อย่าคิดว่าคุณมาจากเครือน่านฟ้ากรุ๊ปแล้วผมจะไม่กล้าแตะต้องคุณนะ..ตอนนี้คุณอยู่ในปักกิ่งและตราบใดที่ผมแค่โทรออกผมก็สามารถทำให้คุณหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ทันที”
อู๋หวนเฟิงยืนขึ้นพร้อมกับจ้องมองผู้อำนวยการฉีอย่างเย็นชาและพูดว่า “ถ้าแกกล้าพูดอีกครั้งฉันจะส่งแกไปลงนรกซะ!” อีกฝ่ายกล้าที่จะข่มขู่เย่เชียนดังนั้นอู๋หวนเฟิงจะไม่นั่งอยู่เฉยๆอย่างแน่นอน
เย่เชียนยิ้มจางๆแล้วโบกมือให้อู๋หวนเฟิงนั่งลงจากนั้นก็มองไปที่ผู้อำนวยการฉีและพูดว่า “แกไม่มีคุณสมบัติพอที่จะมาท้าทายฉันอย่าว่าแต่แกเลย..เพราะพวกตาเฒ่าจากรัฐบาลกลางก็ยังต้องหวั่นเกรงฉันคนนี้..ฉันล่ะอยากเห็นจริงๆว่าแกจะทำให้ฉันหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ยังไง..แต่ถ้าแกทำไม่ได้ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน”
ผู้อำนวยการฉีเพียงแค่ต้องการรักษาหน้าและถึงแม้ว่าเขาจะมีความสามารถแต่เขาก็ไม่กล้าที่จะกระทำการโดยประมาท เพราะท้ายที่สุดอีกฝ่ายก็เป็นสมาชิกของเครือน่านฟ้ากรุ๊ปและเขาก็รู้ดีว่าเครือน่านฟ้ากรุ๊ปนั้นมีอำนาจแค่ไหนในประเทศจีนและเป็นเสาหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศ หากเขาคุกคามพวกเขาล่ะก็เบื้องบนอาจไม่กล้าที่จะสนับสนุนเขาและสุดท้ายพวกเขาอาจใช้ตัวเองเป็นแพะรับบาปก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามคำพูดนั้นได้ถูกพูดไปแล้วและผู้อำนวยการฉีก็ไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอต่อหน้าสาธารณะ ดังนั้นผู้อำนวยการจึงฉีตะโกนด้วยความโกรธว่า “ก็ได้..ฉันเองก็อยากรู้ว่าแกจะทำอะไรได้บ้างเหมือนกัน” หลังจากพูดจบผู้อำนวยการฉีหันหลังเดินจากไปด้วยความโกรธ
“แกจะกลับแล้วเหรอ?..คิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นเลยรึไง?” เย่เชียนตะคอกอย่างเย็นชาและอู๋หวนเฟิงก็ก้าวไปข้างหน้าทันที แล้วขวางทางผู้อำนวยการฉีเอาไว้
ผู้อำนวยการฉีหันหน้าไปมองเย่เชียนแล้วพูดอย่างเย้ยหยันว่า “อะไรกัน?..นี่แกจะทำอะไรฉัน?”
“แกคิดว่าฉันไม่กล้างั้นเหรอ?” หลังจากพูดจบเย่เฉียนก็ก้าวไปข้างหน้าและตบหน้าผู้อำนวยการฉีอย่างแรงและพูดว่า “เป็นเพราะแกเรียกโรวโร่วมาที่นี่เพราะงั้นแกก็ต้องรับผลที่ตามมาให้ได้” หลังจากนั้นก็ตบอีกครั้ง “ส่วนนี่สำหรับการทำงานของรัฐบาลห่วยๆ” จากนั้นเย่เชียนก็ตบหน้าผู้อำนวยการฉีอีกครั้งแล้วพูดว่า “ส่วนนี่สำหรับประชาชนที่พวกแกรีดไถเงินภาษีจากพวกเขา”
การตบสามครั้งจากเย่เชียนนั้นไม่เบาและใบหน้าครึ่งหนึ่งของผู้อำนวยการฉีก็บวมอย่างรวดเร็วและฟันหลายซี่ก็หลุดออกมา และปากของเขาเต็มไปด้วยเลือด “แก..แกทำร้ายฉันงั้นเหรอ?” ผู้อำนวยการฉีปิดปากของเขาและตะโกนอย่างโอดครวญ
“เอ่อ…” เซี่ยเฟย เรอออกมาเมื่อเขาอิ่มและจบท้องของเขา จากนั้นก็หยิบบุหรี่ออกมาแล้วจุดไฟและสูบด้วยความเพลิดเพลิน จากนั้นเขาก็มองไปยังผู้อำนวยการฉีพลางเม้มปากและพูดว่า “ตบแกแค่สามครั้งถือว่าเบามาก..ไสหัวไปซะไม่อย่างงั้นแกคงไม่รอดแน่”
“แก..แกรอฉันก่อนเถอะ..ฉันจะไม่ปล่อยแกไปเด็ดขาด” ผู้อำนวยการฉีตะคอกด้วยความโกรธและจับใบหน้าของเขาและกำลังจะจากไป อย่างไรก็ตามเมื่อประตูเปิดออกเขาก็เกือบจะชนเข้ากับชายชราคนหนึ่งและผู้อำนวยการฉีก็เต็มไปด้วยความโกรธอยู่แล้วดังนั้นเขาจึงโกรธมากกว่าเดิมและตะโกนว่า “ตาบอดรึไงวะ..อยากตายนักรึไง?”
เมื่อเห็นชายชราคนนั้นเย่เชียนก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นชายชราก็เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆและชำเลืองมองผู้อำนวยการฉีแล้วพูดว่า “ผู้อำนวยการฉีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูมีอำนาจใหญ่โตมากเลย..แต่ว่าใครกันแน่ที่ตาบอดกันแน่?” จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างเย็นชาและพูดว่า “ฉันไม่รู้จริงๆว่าคุณจะทำตัวโออ่าใหญ่โตไปเพื่ออะไร” จากนั้นชายชราก็ตบหน้าผู้อำนวยการฉีอย่างแรงและแก้มที่บวมอยู่แล้วก็เริ่มบวมมากขึ้นจนผู้อำนวยการฉีกรีดร้องและเดินโซเซหลังจากนั้นไม่กี่ก้าวเขาก็เกือบจะล้มลงกับพื้น
ผู้อำนวยการฉีไม่เคยโกรธเหมือนวันนี้มาก่อนเพราะเขาเพิ่งจะถูกตบหน้าและตอนนี้เขาก็ถูกตบอีกครั้งในเวลาใกล้ๆกัน ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปและโกนด้วยความโกรธ “พวกแกรอฉันที่นี่เดี๋ยวฉันจะเรียกตำรวจมา..อย่าหนีไปไหนก็แล้วกัน” หลังจากพูดจบเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและกำลังจะโทรหาตำรวจ
ชายชราหยิบบัตรประจำตัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขาและแสดงต่อหน้าผู้อำนวยการฉีแล้วพูดว่า “นี่คุณต้องการจะโทรแจ้งตำรวจจริงๆงั้นเหรอ?”
ผู้อำนวยการฉีถึงกับตกตะลึงเพราะเขาเห็นชื่อที่เขียนบนใบรับรองอย่างชัดเจนว่า ‘ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติประเทศจีน..หวงฟู่ชิงเตี๋ยน!’ ในสายตาของอีกฝ่ายแล้วเขาก็เป็นแค่มดและสามารถขยี้ตัวเองให้ตายได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว และคนๆนี้เขาก็ไม่สามารถทำให้ขุ่นเคืองได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นผู้อำนวยการฉีจึงขอโทษไม่หยุดและคุกเข่าลงเพราะนี่ไม่ใช่คนที่เขาจะทำให้ขุ่นเคืองได้และหากเขาไม่ระวังเขาอาจเสียตำแหน่งอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ
เห็นได้ชัดว่าหวงฟู่ชิงเตี๋ยนขี้เกียจเกินไปที่จะยุ่งวุ่นวายกับผู้อำนวยการฉีและโบกมือของเขาและพูดอย่างเย็นชาว่า “ไปให้พ้นซะ”
“เดี๋ยวก่อน!” เย่เชียนพูด “อย่าลืมจ่ายบิลด้วย”
ผู้อำนวยการฉีเสียใจมากและถอนหายใจด้วยความโกรธแล้วหันหลังเดินจากไป
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนยิ้มเล็กน้อยและเดินเข้ามามองที่โต๊ะอาหารและพูดด้วยรอยยิ้ว่า “หืม..มีอาหารดีๆมากมายอย่าปล่อยให้มันเสียเปล่าเลย” จากนั้นเขาก็นั่งลงที่โต๊ะอาหารและหยิบชุดจานตะเกียบบนโต๊ะอาหารจากโต๊ะถัดไปและกินโดยไม่เกรงใจใดๆ
“ฉันขี้เกียจเกินกว่าจะสนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านั้น” หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูด จากนั้นดวงตาของเขาก็หันไปที่เซี่ยเฟยและยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ถ้าฉันเดาไม่ผิดนี่น่าจะเป็นเซี่ยเฟยผู้นำขององค์กรศิห์ชาห์สินะ..เหอะๆ..คนเก่งๆสมัยนี้มีแต่พวกเด็กหนุ่มจริงๆ”
เซี่ยเฟยกลอกตาไปมาและพูดว่า “คุณรู้จักผมด้วยเหรอเนี่ย..ขนาดผมติดคุกมาสองปีแล้วและผมก็ไม่เคยมาที่ประเทศจีนเลยแต่คุณกลับรู้ว่าผมเป็นใคร..คุณคู่ควรกับการเป็นผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของจีนจริงๆ”
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็ยิ้มแล้วพูดว่า “คลื่นที่อยู่ใต้น้ำแยงซีมักจะไม่เคยหยุดอยู่กับที่..ฉันมันก็แค่คนแก่และทำได้แค่นี้แหละ..ต่อไปนี้มันจะเป็นโลกของคนหนุ่มสาวอย่างพวกเอ็งแล้วในอนาคต” จากนั้นเขาก็เหลือบมองไปที่เย่เชียนและพูดว่า “เมื่อกี้เอ็งทำอะไรลงไปน่ะ?..มันไม่เกินไปหน่อยหรือไง..ถึงยังไงเขาก็เป็นผู้อำนวยการสำนักงานกิจการพลเรือนนะเพราะงั้นการทำร้ายเขาแบบนี้มันไม่ดีสำหรับเอ็งหรอก”
“ผมไม่ฆ่าเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว” เย่เชียนพูดอย่างโกรธเกรี้ยว “อาการบาดเจ็บของโรวโร่วยังไม่หายดีแต่เขากลับโทรมากดดันโรวโร่วให้มาที่เมือวหลวงและนอกจากนี้ไอ้สารเลวพวกนี้กล้าดียังไงมาขอให้ผมบริจาคเงินให้..เงินของผมไม่ได้ตกลงมาจากท้องฟ้าซะหน่อย..ใครอยากได้มันก็ต้องได้หรือไง”
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนกลอกตาไปมาอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “รัฐบาลกลางกำลังเตรียมที่จะออกมาตรการเพื่อแก้ไขการคอร์รัปชั่นด้วยและการเข้าไปตรวจสอบทุกองค์กรอย่างเคร่งครัดซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว”
“อย่ามาพูดเรื่องพวกนี้กับผม..ผมไม่เข้าใจหรอก” เย่เชียนพูด “ผมไม่สามารถเอาทรายเข้าตาได้เพราะถ้าเป็นผมล่ะก็ผมจะไล่เก็บมันทีละคนเพราะงั้นผมไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครกล้าที่จะออกมาต่อต้าน..แต่ช่างมันเถอะเรื่องพวกนี้..เอาล่ะบอกผมมาสิว่าที่ปู่มาหาผมเนี่ยมันมีเรื่องอะไรกันแน่..ปู่คงไม่ได้มาหาผมเพื่อต่อว่าผมหรอกใช่ไหม..ถ้าแบบนั้นก็กลับไปเถอะ”
เย่เชียนกำลังอารมณ์ไม่ดีและหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็สามารถเข้าใจได้และบางครั้งเย่เชียนก็ปากแข็งมากแต่ก็ใจอ่อนมาก ซึ่งเขาเองก็เข้าใจเรื่องนี้ได้เพราะหลินโรวโร่วคือผู้หญิงที่เย่เชียนรักที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นอาการบาดเจ็บของเธอยังไม่หายดีและเธอก็เดินทางมาที่นี่ดังนั้นเย่เชียนจะไม่กังวลได้อย่างไร เหตุผลที่เย่เชียนกำลังอารมณ์เสียนั้นหวงฟู่ชิงเตี๋ยนก็เข้าใจดี
หวงฟู่ชิงเตี๋ยนพูดว่า “วันนี้ฉันมาที่นี่ก็เพื่อเป็นคนกลางน่ะ..เพราะคุณหูวต้องการพบเอ็งและยังมีคนแก่ๆอีกหลายคนที่ต้องการพบเอ็ง”
เย่เชียนรู้ว่าคนแก่ๆที่หวงฟู่ชิงเตี๋ยนกำลังพูดถึงนั้นเป็นใครแต่ในขณะนี้เขาอารมณ์ไม่ดีดังนั้นเย่เชียนจึงพูดความโกรธว่า “ถ้าพวกเขาต้องการพบผมแล้วผมต้องไปหาเขางั้นเหรอ?..ผมไม่ใช่ทาสของพวกเขาเพราะงั้นผมต้องไปที่นั่นเหรอ?..ตอนนี้ผมอารมณ์ไม่ดี..ถ้าพวกเขาต้องการพบผมก็ให้พวกเขามาที่นี่กันเอง”
.
.
.
……………