ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1474 การประชุมของตระกูลบิลล์ (1)
บางสิ่งบางครั้งไม่ใช่สิ่งที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณต้องการและถึงแม้ว่าเย่เชียนจะเคารพทหารที่น่านับถือทุกคนแต่ในฐานะคู่ต่อสู้แล้วเย่เชียนก็จะไม่ปล่อยให้พวกเขามีโอกาสหายใจอีกเพราะนั่นจะนำปัญหามาให้เขาไม่รู้จบ ซึ่งการถอนรากถอนโคนนั้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อที่การแก้แค้นอย่างไม่รู้จบจะไม่เกิดขึ้น
เมื่อโจมตีสำนักงานใหญ่ขององค์กรทหารรับจ้างอินทรีขาวแล้วก็เย่เชียนได้แจ้งแจ็คให้กระจายข่าวสารไปถึงทุกคนในองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าในสถานที่ต่างๆทั่วโลกว่าให้สังหารสมาชิกองค์กรทหารรับจ้างอินทรีขาวทันทีเมื่อพบตัว
เซี่ยเฟยเม้มปากเล็กน้อยและพูดว่า “อย่าได้อ่อนข้อให้เขาเด็ดขาด..นายต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้อย่างเต็มที่..เมื่อนายแสดงความสามารถที่แท้จริงของนายออกมาเท่านั้นถึงจะเป็นการเคารพคู่ต่อสู้ของนาย..เนื่องจากนายเป็นทหารนายก็ควรจะแสดงความเป็นทหารเพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีถ้านายจะฆ่าเขา..นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้ต่อสู้แล้วเพราะงั้นอย่ายั้งมือล่ะ”
ในตอนนี้คริสพาร์คเกอร์ซึ่งรู้ว่าสถานการณ์ได้จบลงแล้วและเขาก็ไม่ห่วงความปลอดภัยของลูกน้องอีกต่อไปและแทบรอไม่ไหวแล้วที่จะออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเพราะตราบใดที่เขาออกจากที่นี่ได้เขาก็จะสามารถแก้แค้นได้ในอนาคต เมื่อเขาอายุมากขึ้นเขาก็ไม่มีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เหมือนตอนสมัยหนุ่มๆอีกต่อไป เขาเคยคิดว่าการฆ่าศัตรูในสนามรบนั้นยิ่งใหญ่มากแต่ตอนนี้เขาแค่คิดว่าเขาสามารถมีชีวิตที่สงบสุขและสนุกไปกับชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ลองนึกถึงสิ่งที่เขาทำงานหนักมาหลายปีในตอนนี้เขาก็ยังต้องการที่จะใช้ชีวิตและอยู่ดีกินดีต่อไป
เมื่ออยู่ต่อหน้าเย่เชียนแล้วคริสพาร์คเกอร์ก็รู้ดีว่าเขาจะไม่มีวันหนีไปได้และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตราบใดที่เขาแสดงทักษะที่แท้จริงออกมาเขาก็อาจจะยังมีโอกาสฆ่าเย่เชียนได้ อย่างไรก็ตามเขาเป็นคนที่รู้จักเย่เชียนดีและรู้ความสามารถของเย่เชียนอีกด้วย ซึ่งเขาเองก็ยังคงมีความกลัวต่อทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าอยู่ในใจ ซึ่งครั้งนี้เย่เชียนเตรียมตัวมาพร้อมดังนั้นเขาจึงมีความกลัวอยู่ในใจ
เดิมทีความแข็งแกร่งมีช่องว่างอยู่มากถึงแม้ว่าเย่เชียนจะไม่ได้ใช้ศิลปะการต่อสู้โบราณแต่คริสพาร์คเกอร์ก็ยังเสียเปรียบเย่เชียนอยู่มาก ภายใต้ความกลัวแบบนี้โอกาสที่จะสู้กลับก็แทบจะไม่มีเลยเมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้เซี่ยเฟยก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยและอ้าปากราวกับว่าเขาต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่เขาก็ยังไม่พูด
ทันใดนั้นการเคลื่อนไหวของคริสพาร์คเกอร์ก็เปลี่ยนไปและเขาก็ต่อยหน้าอกของเย่เชียนอย่างรุนแรงและรวดเร็วและไร้ความปรานีจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะหน้าซีดด้วยความตกใจเพราะเขาไม่ได้คาดหวังเลยและรีบกำปั้นด้วยหมัดของเขาและหมัดทั้งสองก็ปะทะกันจนเย่เชียนถอยหลังไปสองสามก้าวก่อนที่จะยืนนิ่ง แต่คริสพาร์คเกอร์ดูเหมือนจะไม่เปิดโอกาสให้เย่เชียนโต้กลับเลยและรีบเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
เย่เชียนขมวดคิ้วเล็กน้อยและเข้าใจสถานการณ์เล็กน้อยเพราะดูเหมือนว่าคริสพาร์คเกอร์คนนี้จะจงใจแสดงความอ่อนแอในตอนแรกจากนั้นก็ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เพื่อแอบโจมตีเย่เชียนแบบทีเผลอเขาช่างเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์จริงๆ อย่างไรก็ตาม เย่เชียนไม่คาดคิดว่าคริสพาร์คเกอร์ยังคงมีทักษะการต่อสู้ชั้นสูงแบบนี้อยู่และเจตนาฆ่าในใจของเขาก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆโดยไม่มีความเมตตาอีกต่อไปและเย่เชียนใช้กำลังทั้งหมดของเขาโจมตี
เซี่ยเฟยส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “เย่เชียนนายใจดีเกินไปแล้ว..ชื่อเสียงของนายนั้นว่ากันว่าไม่เคยอ่อนข้อให้ศัตรูไม่ใช่เหรอไง..ถ้านายโจมตีด้วยกำลังทั้งหมดของนายในตอนนี้เขาคงจะตายไปแล้ว”
เย่เชียนยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และเมื่อได้ยินสิ่งที่เซี่ยเฟยพูดเขาก็รู้ว่าเซี่ยเฟยจะต้องเพิ่งเห็นมันเมื่อกี้นี้ แต่เขาจงใจไม่เตือนตัวเองดูเหมือนว่าเซี่ยเฟยจะต้องการตอกย้ำเขา “ฉันอวดดีเกินไปและนี่ก็เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับฉัน..ครั้งหน้าฉันจะจำเอาไว้” เย่เชียนพูด
จากนั้นเขาก็หันไปมองคริสพาร์คเกอร์และเย่เชียนก็ถอนหายใจอย่างเย็นชาและพูดว่า “เมื่อเผชิญกับความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงแล้วเล่ห์เหลี่ยมทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่เมฆหมอกเท่านั้น..แท้จริงแล้วการโจมตีเพียงครั้งเดียวมันก็ทำให้คุณหายไปได้” หลังจากนั้นเมื่อพูดจบเย่เชียนก็เพิ่มความแข็งแกร่งที่มือของเขาและต่อยคริสพาร์คเกอร์อย่างดุเดือดโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆและโจมตีด้วยความแข็งแกร่งอย่างเต็มที่
“ปัง” กำปั้นของเย่เชียนกระแทกเข้าที่หน้าอกของคริสพาร์คเกอร์และพลังของหมัดนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆจนหน้าอกของคริสพาร์คเกอร์ยุบเข้าไปอย่างสมบูรณ์และด้วยเสียงกรีดร้อง “อ๊า” คริสพาร์คเกอร์ก็กระเด็นออกไปกระแทกพื้นอย่างแรงและกระอักเลือดออกมา เย่เชียนไม่แสดงความเมตตาด้วยหมัดนี้ซึ่งทำให้ซี่โครงทั้งหมดในหน้าอกของคริสพาร์คเกอร์หักและเจาะทะลุอวัยวะภายในจนเขาอาเจียนเป็นเลือดไม่หยุดและดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีทางรอดชีวิตได้เลย
เย่เชียนมองไปที่คริสพาร์คเกอร์แล้วถอนหายใจอย่างเย็นชาและตะโกนว่า “เฉินโม่ตอนนี้คริสพาร์คเกอร์ตายแล้วเพราะงั้นฉันจะฝากที่เหลือเอาไว้ให้นายจัดการ” สิบนาทีหลังจากนี้ฉันเชื่อว่าตำรวจจะมาถึงในไม่ช้าเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ตำรวจจะไม่ได้ยินเสียงจากที่นี่”
อย่างไรก็ตามเป็นเพราะที่นี่เป็นเขตขององค์กรทหารรับจ้างอินทรีขาวดังนั้นตำรวจที่นี่จึงได้ยินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่อย่างชัดเจน แต่พวกเขาไม่ได้มาตรวจสอบเพราะเหตุผลนี้ก็ชัดเจนเพราะพวกเขาไม่รู้ว่านี่เป็นกิจกรรมที่องค์กรทหารรับจ้างอินทรีขาว กำลังฝึกซ้อมหรือปฏิบัติภารกิจอยู่หรือไม่ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการหลีกเลี่ยงโดยธรรมชาติเพราะท้ายที่สุดองค์กรทหารรับจ้างอินทรีขาวก็เป็นหนึ่งในกองกำลังของตระกูลบิลล์
เมื่อถึงเวลาที่พวกเขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไปดังนั้นพวกเขาจึงส่งคนมาตรวจสอบแต่สมาชิกขององค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าได้ถอนกำลังออกไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือซากศพที่กองอยู่ทั่วสถานที่ซึ่งทำให้พวกเขาตกใจแต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ถูก
หลังจากที่เฉินโม่ออกไปพร้อมกับสมาชิกเขี้ยวหมาป่าพวกเขาก็ขึ้นเรือจากท่าเรือเป็นหน่วยๆทันทีกลับไปยังแมนฮัตตันจากท่าเรือต่างๆแล้วออกจากเมืองนิวยอร์กในคืนนั้นตามเส้นทางที่พอลบิลล์จัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดเรื่องใหญ่แบบนี้ขึ้นไม่ใช่แค่ตระกูลบิลล์เท่านั้นที่ต้องสืบหาข้อมูลอย่างเข้มงวดเพราะแม้แต่ CIA และ FBI ของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ต้องส่งคนไปตรวจสอบด้วย ดังนั้นเฉินโม่และคนอื่นๆจะต้องถูกเปิดโปงอย่างแน่นอนหากพวกเขาอยู่ในเมืองนิวยอร์กต่อไป
เย่เชียน,เซี่ยเฟยและเฉินโม่กลับไปที่โรงแรมทีละคนเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคืนนี้เป็นการแจ้งเตือนต่อเหล่าองค์กรทหารรับจ้างทั่วโลกเท่านั้น เย่เชียนไม่คาดคิดจริงๆว่าคริสพาร์คเกอร์จะปกปิดความลับของเขาและเขาเกือบจะเสียท่าให้กับคริสพาร์คเกอร์แล้วแต่โชคดีที่เรื่องนี้ได้รับการแก้ไขทันเวลาจากการเตือนของเซี่ยเฟยและนี่ก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เย่เชียนต้องใส่ใจในครั้งต่อๆไป
ข่าวไปถึงจอร์จบิลล์ในคืนนั้นซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ในตอนนั้นและเกือบจะตกจากเตียงเมื่อได้ยินข่าวนี้ เพราะองค์กรทหารรับจ้างที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกถูกกวาดล้างไปโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆและยังไม่มีร่องรอยหรือเบาะแสใดๆอีกด้วย เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือองค์กรทหารรับจ้างอินทรีขาวเป็นกองกำลังที่สำคัญมากภายใต้ร่มธงของเขา ซึ่งบอดี้การ์ดของบุคคลสำคัญหลายๆคนในตระกูลบิลล์ถูกส่งมาจากองค์กรทหารรับจ้างอินทรีขาว กล่าวคือจอร์จบิลล์สามารถใช้คนเหล่านี้เพื่อควบคุมหลายๆคนที่สำคัญเพื่อมีข้อต่อรองเพิ่มเติมสำหรับเขาเองเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล
การทำลายองค์กรทหารรับจ้างอินทรีขาวทำให้ความแข็งแกร่งของเขาลดลงอย่างมากและทำให้เขาสูญเสียอย่างมากโดยไม่ต้องสงสัย ตลอดทั้งคืนจอร์จบิลล์นอนไม่หลับและตอนนี้ทุกคนในตระกูลบิลล์ต่างก็รู้ดีว่าผู้นำตระกูลกำลังจะสละตำแหน่ง ดังนั้นถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นในเวลานี้จะต้องมีคนพยายามกำจัดเขาอย่างแน่นอนและอีแวนส์บิลล์ก็เป็นคนเดียวที่สามารถแข่งขันกับเขาได้เพราะนอกจากเขาแล้วจอร์จบิลล์ก็นึกถึงใครอื่นไม่ได้อีก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นจอร์จบิลล์ก็ตื่นแต่เช้าและหลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็ขับรถไปที่บ้านพักของคลีโอบิลล์ผู้นำตระกูลบิลล์ เพราะวันนี้เป็นการรวมตัวกันของตระกูลบิลล์เดือนละครั้งและบุคคลจำนวนมากจากตระกูลบิลล์จะมารวมกันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตนี้เมื่อผู้นำตระกูลกำลังจะลงจากตำแหน่งหลายๆคนก็มักจะรีบมาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์
พอลบิลล์รีบไปแต่เช้าตรู่แต่เนื่องจากสถานะของเขาในตระกูลบิลล์นั้นไม่สูงมากนักถึงแม้ว่าเขาจะเป็นลูกชายคนที่สองของคลีโอบิลล์ผู้นำตระกูลบิลล์แต่เขาก็ไม่ได้สนใจผู้คนในตระกูลบิลล์อย่างจริงจังและผู้คนก็ไม่ได้สนใจเขาเช่นกัน ดังนั้นพอลบิลล์จึงพักผ่อนอย่างสบายๆและไม่ค่อยมีใครทักทายเขาเมื่อเขามาถึงที่นี่ ซึ่งหลายๆคนต่างก็ยุ่งอยู่กับการพยายามประจบประแจงอีแวนส์บิลล์พี่ชายของพอลบิลล์เพราะเขาเป็นคนที่มีความหวังมากที่สุดที่จะเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไปของตระกูลบิลล์และคนในตระกูลบิลล์ก็ต้องการที่จะประจบประแจงโดยธรรมชาติ
ถึงแม้ว่าพอลบิลล์จะได้รับการปฏิบัติอย่างไม่แยแสแต่เขาก็เคยชินกับมันและดูสงบมาก นอกจากนี้เขายังคำนึงถึงคำพูดของเย่เชียนว่าดีที่สุดที่จะทำตัวไม่โดดเด่นในตอนนี้และปล่อยให้อีแวนส์บิลล์และจอร์จบิลล์กัดกันเอง ซึ่งมันจะเหมาะสมที่สุดสำหรับเขาที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในตอนนั้นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดดังนั้นหากพอลบิลล์เข้าไปยุ่งก็มีแต่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อน
รถของจอร์จบิลล์จอดที่ลานจอดรถนอกเขตคฤหาสน์และหลังจากคนขับรถเปิดประตูให้เขาก็เดินออกไปอย่างช้าๆ ผู้ยิ่งใหญ่ก็ควรจะต้องดูเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นจอร์จบิลล์จึงเดินเข้าไปอย่างช้าๆเข้าไปในคฤหาสน์พร้อมกับซิการ์ในปากของเขา เมื่อเห็นกลุ่มคนคุยกันไม่หยุดรอบๆอีแวนส์บิลล์แล้วจอร์จบิลล์ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างเย็นชาเพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากจอร์จบิลล์จัดการอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจใต้ดินดังนั้นผู้อาวุโสของตระกูลบิลล์ที่เคยทำงานในอุตสาหกรรมที่ถูกกฎหมายจึงค่อนข้างดูถูกเขา
จอร์จบิลล์เดินเข้าไปอย่างช้าๆต่อหน้าพอลบิลล์แล้วยิ้มอย่างเหยียดหยามและพูดว่า “พอล..ทำไมแกถึงมานั่งอยู่คนเดียวที่นี่ล่ะ..ดูสิว่าพี่ชายของแกสง่าผ่าเผยมากแค่ไหน..แกจะไปเทียบกับเขาได้ยังไงกัน..ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญเพราะงั้นแกควรทำตัวให้ดี..ในฐานะลุงของแกฉันขอเตือนแกว่าแกอย่าปล่อยให้เขาเอาเปรียบแกอยู่คนเดียวสิ..เขากำลังดูแลทรัพย์สินส่วนใหญ่ของตระกูลแล้วแกล่ะ..แกมัวทำอะไรอยู่!”
.
.