ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1489 ความมุ่งมั่นของหมาป่าผี
เป็นเวลานานแล้วที่เย่เชียนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตาซ้ายของเขาและถึงแม้ว่าเขาจะเดาได้ไม่ชัดว่ามันเกี่ยวข้องกับยาฉะยังไงแต่เขาก็ไม่เข้าใจจริงๆ นอกจากนี้เขายังเชื่อว่ายาฉะจะไม่ทำร้ายเขาเพราะมันไม่มีความจำเป็นเลยหากยาฉะต้องการจะฆ่าเขาก็คงทำไปตั้งแต่แรกแล้ว
นอกจากนี้เขายังจำประโยคหนึ่งที่ยาฉะพูดกับตัวเองได้ว่าถ้าหากเขาต้องการจะใช้พลังที่แท้จริงเขาก็ต้องพบเจอกับความเจ็บปวดและการสูญเสียซะก่อน เขาไม่เคยเข้าใจความหมายเลยแต่เมื่อเซี่ยเฟยเตือนเขาแบบนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจเล็กน้อย เพราะโลกนี้มีคนแปลกๆมากมายและยังมีเรื่องแปลกๆอีกมากที่ไม่รู้ ดังนั้นสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น เย่เชียนนั้นมักจะสงสัยเกี่ยวกับตาซ้ายของเขาเสมอและเขาก็อยากรู้ว่าเขามีพลังแบบไหนและเมื่อนึกถึงสถานการณ์เมื่อเขาต้องต่อสู้กับชายหนุ่มสวมแว่นตาอย่างกระทันหันในวันนั้นเย่เชียนก็รู้สึกคลุมเครือว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับตาซ้ายของเขาอย่างแน่นอน? ดังนั้นด้วยเหตุการณ์เหล่านี้ดูเหมือนเย่เชียนจะสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมผู้นำสกายเน็ตถึงได้บอกให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาละเว้นเย่เชียนเอาไว้และมันควรจะเกี่ยวข้องกับดวงตาข้างซ้ายอย่างแน่นอน
ไม่มีข่าวคราวของยาฉะมานานแล้วและเย่เชียนก็เข้าใจเช่นกันว่ายาฉะนั้นอาจจะตายไปแล้วและเมื่อเย่เชียนรู้ว่าผู้คนในสกายเน็ตต้องการอะไรจากยาฉะในตอนนั้นเย่เชียนก็เป็นคนสุดท้ายที่ได้เห็นยาฉะ
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้เย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสิ่งที่เย่ห่าวหรานพูด จริงหรือที่พ่อของเขาเย่เจิ้งหรานยังไม่ตายและผู้นำของสกายเน็ตจะเป็นพ่อของเขาจริงหรือ? เย่เชียนไม่อยากจะเชื่อแต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เย่เชียนไม่เชื่อและนอกจากนี้เขาเชื่อใจเย่ห่าวหรานมากนับประสาอะไรกับเดาของเขาซึ่งมันจะต้องมีความจริงบางอย่างแน่นอน
เซี่ยเฟยหันไปมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “อะไรนะนายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ฉันจะรู้สึกอึดอัดถ้าไม่เข้าใจอะไรบางอย่างที่ฉันสงสัยและฉันมักจะรู้สึกว่าสิ่งที่ลูกชายของฉันพูดนั้นสมเหตุสมผลมาก..เพราะความสามารถของพ่อฉันน่ะเหนือกว่าทุกคนเพราะงั้นเพราะงั้นถึงแม้ว่าฟู่จื่อซานจะเก่งแค่ไหนแต่เขาก็ยังตามหลังพ่อของฉันอยู่มาก..ด้วยเหตุนี้พ่อของฉันจึงไม่น่าจะพ่ายแพ้ให้กับใครได้”
“ในเมื่อนายต้องการรู้ความจริงของเรื่องนี้มากขนาดนี้ทำไมนายไม่กลับไปดูด้วยตาของตัวเองล่ะ?” เซี่ยเฟยพูดว่า “ศพพ่อของพ่อนายถูกฝังเอาไว้ภายใต้บ้านของตระกูลนายเพราะงั้นขอแค่นายกลับไปตรวจสอบหลุมศพพ่อของนายดูนายก็จะเข้าใจทุกอย่างเอง..ตอนนี้เรามีเวลาว่างอีกตั้งสามวันเพราะงั้นทำไมเราไม่ไปกันเลยล่ะ”
“แต่…” เย่เชียนพูดอย่างลังเล “การขุดหลุมฝังศพพ่อของฉันมันจะไม่ดูแย่ไปหน่อยเหรอ?..นี่มันเป็นการไม่เคารพคนตายไม่ใช่เหรอ”
เซี่ยเฟยส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “อย่าพูดถึงคนตายเลยเพราะคนเป็นยับไม่มีใครเคารพเลย..ฉันเชื่อว่าถ้าพ่อของนายรู้เขาจะไม่ตำหนินายอย่างแน่นอนเพราะงั้นเราก็แค่เก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับและไม่ให้คนในตระกูลเย่รู้..เพราะเราเองก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดและถ้าเราบอกพวกเขาล่ะก็ฉันเกรงว่าพวกเขาจะไม่ยอมแน่..ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามันว่างเปล่ามันจะทำให้พวกเขาสงสัยมากขึ่นและเป็นปัญหาใหญ่”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆและพูดว่า “นายพูดถูก..เอาล่ะเราไปขึ้นเครื่องกันคืนนี้เลย..เวลาสามวันน่าจะพอที่เราจะบินไปและกลับ”
เซี่ยเฟยพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีกและเลี้ยวรถกลับขับตรงไปยังสนามบิน ระหว่างทางเย่เชียนได้โทรหาหลินเฟิงและขอให้เขาดูแลไป๋ฮวยให้ดีและติดต่อเขาทันทีหากมีอะไรผิดปกติ เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับตัวเองเขาแค่บอกว่าเขากำลังจะกลับไปที่ประเทศจีนและจะกลับมาในไม่ช้านี้
โดยธรรมชาติแล้วหลินเฟิงก็ไม่ได้ถามคำถามใดๆและตอบตกลง พี่น้องคืออะไร? สิ่งนี้เรียกว่าพี่น้องและในหลายๆกรณีเราก็ไม่จำเป็นต้องถามเหตุผลใดๆ นอกจากนี้ถึงแม้เย่เชียนจะไม่พูดก็ตามถึงยังไงหลินเฟิงจะไม่ปล่อยให้ไป๋ฮวยเป็นอะไรอยู่แล้ว เขาและเย่เชียนเป็นพี่น้องกันและไป๋ฮวยก็เป็นพี่น้องเช่นกัน
หลังจากวางสายไปหลินเฟิงก็หันไปมองไป๋ฮวยและยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เย่เชียนโทรมาและบอกว่าเขากำลังจะกลับไปที่ประเทศจีนและจะกลับมาในอีกไม่กี่วันนี้”
ไป๋ฮวยแค่ส่งเสียงเบาๆ “อืม” แล้วพูดว่า “เขาเก่งกว่าฉันจริงๆในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพราะภายใต้การนำของเขาทำให้องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าแข็งแกร่งขึ้นมาก..ฉันรู้ว่าเขาใช้ความคิดและความพยายามในเรื่องนี้อย่างมาก..นายดูสิขนาดเซี่ยเฟยผู้นำองค์กรศิห์ชาห์จากอินเดียที่มีอิทธิพลจนแทบจะครองแผ่นดินอินเดียได้แล้วยังดูจริงใจกับเย่เชียนมาก..ถ้าเป็นฉันคงไม่สามารถทำได้แบบเขาหรอก.. ตอนนี้การมีคนอย่างเซี่ยเฟยเป็นสหายนั้นคือเรื่องน่ายินดีอย่างมาก”
หลินเฟิงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “จริงๆแล้วนายก็กังวลเกี่ยวกับองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าเสมอใช่ไหม..ถ้าเป็นแบบนั้นทำไมนายถึงทำตัวเหมือนปฏิเสธทุกอย่างเลยล่ะ..ฉันได้ติดต่อกับพี่น้องเขี้ยวหมาป่าหลายคนและพวกเขาก็เป็นคนดีและฉันเชื่อว่าพวกเขายังมีความรู้สึกที่ดีต่อนายเพราะงั้นฉันคิดว่ามีบางอย่างที่นายไม่สามารถแก้ไขได้แต่ทุกคนหวังว่านายจะสามารถกลับไปที่องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าได้”
ไป๋ฮวยถอนหายใจลึกๆและพูดว่า “ถ้าทำผิดขั้นตอนก็ไม่มีทางที่จะหันหลังกลับได้อีก..ในตอนแรกเพราะเหตุการณ์ของพี่ชายของฉันทำให้ฉันโกรธจนความคิดของฉันบิดเบี้ยวไปหมดและหลังจากเริ่มลงมือทำอะไรไปแล้วมันก็ไม่สามรถหันหลังกลับไปได้อีก..แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้คือพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าและไม่ว่าจะเป็นการชดเชยหรือสำนึกผิดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฉันได้นำปัญหามากมายมาสู่องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าแต่ฉันก็ไม่ได้กลับไปที่องค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าและได้อยู่กับพี่น้องพร้อมหน้า..ฉันคงต้องบอกลาพี่น้องเหล่านั้นจริงๆถ้าไม่ใช่เพราะฉันอี้ซิงเฉินก็คงไม่ต้องตายและเหรินเทียนเย่ก็เช่นกัน”
“ฉันคิดว่าพวกเขาจะเข้าใจนายและจะไม่โทษนาย” หลินเฟิงพูด “อันที่จริงพวกเขาชัดเจนมากว่านายทำเพื่อเขี้ยวหมาป่ามาตลอดโดยเฉพาะเย่เชียน..เขาถือว่านายเป็นพี่ชายที่ดีที่สุดดังนั้นนายจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องพวกนี้เลย..การต่อสู้เพียงลำพังนั้นมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะจะอ่อนแอลง..เหมือนตอนนี้..นายคิดว่าถ้านายทำคนเดียวนายจะจัดการกับแก๊งค์ชาวจีนและแก๊งค์คนผิวดำได้งั้นเหรอ”
“ก็ยังมีนายอยู่ไม่ใช่หรือไง” ไป๋ฮวยพูด
หลินเฟิงตกตะลึงไปชั่วขณะและรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะถือว่าไป๋ฮวยเป็นเพื่อนและพี่น้องแต่ทัศนคติของไป๋ฮวยที่มีต่อเขาก็ค่อนข้างนิ่งเฉยและไม่เคยพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน ดังนั้นตอนนี้เมื่อไป๋ฮวยพูดคำดังกล่าวหลินเฟิงจึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
“เอาเถอะอย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลย..มาพูดถึงเรื่องท่าเรือกันดีกว่า” ไป๋ฮวยเปลี่ยนเรื่องราวกับว่าเขาไม่ต้องการพูดมากเกินไปเกี่ยวกับปัญหานี้
หลินเฟิงเข้าใจด้วยว่าไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในหนึ่งหรือสองวันเพราะถ้าหากเขาต้องการแก้ปมของไป๋ฮวยให้ได้เขาก็ต้องทำอย่างช้าๆทีละขั้นตอนและมันจะดีขึ้นเองตามธรรมชาติ หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “เย่เชียนบอกมาว่าตระกูลบิลล์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย..อีกทั้งยังมีตระกูลโจนส์ที่กำลังเจรจากับอาจารย์ฮงจากแก๊งค์ชาวจีนเพื่อหารือเรื่องการซื้อขายท่าเรือที่พวกเขาดูแลอยู่..ส่วนแก๊งค์คนผิวดำนั้นยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆในขณะนี้และตระกูลโจน์ก็ส่งคนไปคุยกับพวกเขาหลายครั้งแต่พวกเขากลับไม่สำเร็จ”
“ฉันรู้อยู่แล้ว” ไป๋ฮวยพูด “ทัศนคติของแก๊งค์คนดำนั้นมั่นคงมากและพวกเขาก็จะไม่ขายท่าเทียบเรือของพวกเขา..ฉันแค่ไม่คาดหวังว่าแก๊งค์ชาวจีนจะทำแบบนี้..พวกเขาไม่เข้าใจความสำคัญของท่าเรือเหล่านี้เลยเพราะเมื่อพวกเขาไม่มีท่าเรืออยู่ในมือ มันจะเป็นการทำลายล้างอำนาจของพวกเขาเองและฉันเกรงว่าหลังจากนี้มันจะยากที่พวกแก๊งค์ชาวจีนจะตั้งหลักในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ในอนาคต!”
“อันที่จริงเราก็ไม่สามารถตำหนิพวกเขาได้หรอก” หลินเฟิงพูด “จุดประสงค์ของการพยายามคืออะไร?..นายไม่อยากรวยเหรอ?..นายไม่อยากมีชีวิตที่ดีเหรอ?..เพราะงั้นมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวกแก๊งค์ชาวจีนจะสูญเสียจิตวิญญาณการต่อสู้ไปแล้วก่อนหน้านี้และเป็นที่เข้าใจได้ว่าพวกเขาต้องการมีชีวิตที่ดีและไม่แสวงหาอำนาจอีกต่อไป..แต่พวกเราจะลำบากมากกว่าเดิมเพราะไม่เพียงแค่เราจะต้องเผชิญหน้ากับแก๊งค์คนผิดดำและแก๊งค์ชาวจีนเท่านั้นแต่ตอนนี้เราต้องเผชิญหน้ากับตระกูลบิลล์และตระกูลโจนส์ด้วย”
“อาจารย์ฮงอะไรนั่นไม่มีความทะเยอทะยานเลย..แต่ฉันไม่เชื่อว่าทุกคนในแก๊งค์ชาวจีนจะคิดแบบนั้น” ไป๋ฮวยพูด “นี่คือรากฐานขององค์กรในประเทศจีนทั้งหมดและอำนาจมากมายก็อยู่ในมือของพวกนั้น..ถ้าหากคนแก่หมดความทะเยอทะยานไปคนรุ่นหลังเองก็จะไฟในการต่อสู้เช่นกัน”
“นายวางแผนเอาไว้แล้วหรือยัง?” หลินเฟิงถาม
ไป๋ฮวยพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันเตรียมการเอาไว้เบื้องต้นแล้ว..แต่เวลานี้ยังไม่เหมาะสักเท่าไหร่..เราแค่ต้องรออีกสักพัก”
หลินเฟิงยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ดูเหมือนนายจะเต็มไปด้วยความมั่นใจจริงๆนะ”
“นี่เป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากและไม่ว่าเราจะมีความมั่นใจหรือไม่ก็ตามเราก็ควรทำในสิ่งที่ควรทำ..ซึ่งการวางแผนนั้นมันขึ้นอยู่กับเราแต่ความสำเร็จนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับพระเจ้า” ไป๋ฮวยพูด “ตอนนี้ตระกูลบิลล์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยและคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับตระกูลโจนส์ที่จะโจมตีท่าเรือภายใต้ร่มธงของแก๊งค์ชาวจีน..ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ต่อเรามาก”
.
.