ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1493 การขุดสุสาน
ดูเผินๆแล้วเควิตเฟตต้องการพูดให้ดูดีขึ้นโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตามเขายังไม่สามารถเปิดเผยจุดประสงค์ของเขาได้ เควินเฟตไม่มีวันเชื่อคำพูดของอีแวนส์บิลล์แน่นอนเพราะหลังจากติดตามอีแวนส์บิลล์มาหลายปีเควินเฟตยังคงชัดเจนว่าอีแวนส์เป็นคนแบบไหน แน่นอนว่าอีแวนส์นั้นจะใช้ทุกคนเป็นโล่กำบังเสมอและไม่มีทางที่จะมอบความมั่งคั่งให้กับใครอย่างแน่นอน เขาไม่ได้คาดหวังว่าอีแวนส์จะสามารถช่วยอะไรเขาได้หลังจากที่อีแวนส์บิลล์ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เพราะเขารู้ดีว่าในใจของอีแวนส์นั้นเขาเป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งเท่านั้นและเป็นสุนัขที่อีแวนส์สามารถเรียกใช้ได้ตามต้องการ
เนื่องจากการจัดการล่วงหน้าของเย่เชียนนั้นพอลบิลล์จึงให้ความสนใจกับการเคลื่อนไหวของอีแวนส์บิลล์และจอร์จบิลล์อย่างมาก ดังนั้นเขาจึงทราบดีว่าอีแวนส์ไปพบกับหัวหน้าแก๊งค์ชาวจีนในวันนี้ เขายังจำคำพูดของเย่เชียนได้ว่าเขาต้องยุยงให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอีแวนส์บิลล์และพอลบิลล์และยิ่งรุนแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี วันนี้เป็นโอกาสที่ดีและไม่มีใครคิดว่าจะเกี่ยวข้องกับเขา
หลังจากโบกมือแล้วพอลบิลล์ก็โทรหาลูกน้องคนหนึ่งแล้วพูดว่า “เป็นไงบ้าง..จัดการเรียบร้อยไหม”
“ครับคุณพอลผมพร้อมแล้ว..เรากำลังรอคำสั่งของคุณอยู่” ผู้ใต้บังคับบัญชาพูด
“นายบอกทุกคนแล้วใช่ไหมว่าต้องทำยังไงและจุดประสงค์ของเราไม่ใช่การฆ่าอีแวนส์แต่เป็นการขัดขวางและนอกจากนี้มันยังเป็นอาณาเขตของแก๊งค์ชาวจีนด้วยเพราะงั้นถ้าพวกเขาไม่สามารถหนีออกมาได้และเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาฉันจะดูแลครอบครัวของพวกเขาเป็นอย่างดี” พอลบิลล์พูด
“ไม่ต้องห่วงครับคุณพอลผมอธิบายทุกอย่างไปแล้วและยิ่งไปกว่านั้นคุณพอลก็ดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีตลอดหลายปีที่ผ่านมาและถ้าไม่ใช่เพราะคุณพอลล่ะก็พวกเขาคงตายไปตั้งนานแล้ว..เพราะงั้นตราบใดที่คุณพอลสั่งถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องสละชีวิตพวกเขาก็จะไม่มีวันปฏิเสธคุณ” ผู้ใต้บังคับบัญชาพูด
พอลบิลล์พยักหน้าอย่างพึงพอใจและพูดว่า “เอาล่ะใกล้ได้เวลาแล้ว..บอกพวกเขาเริ่มได้เลย..ฉันจะรอข่าวดีของพวกเขาที่บ้าน และหวังว่าพวกเขาทั้งหมดจะกลับมาอย่างปลอดภัยและเมื่อพวกเขากลับมาฉันจะให้รางวัลพวกเขาเอง”
“ครับผม!” ผู้ใต้บังคับบัญชาตอบแล้วหันหลังเดินออกไป
พอลบิลล์lไม่ได้ไร้ความสามารถจริงๆและนั่นเป็นเพราะอีแวนส์กดขี่ข่มเหงเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนเขาไม่มีสถานะใดๆและเนื่องจากการดูถูกโดยเจตนาของอีแวนส์บิลล์นั้นหลังจากได้พบกับเย่เชียนในทวีปตะวันออกกลางและหารือเกี่ยวกับความร่วมมืออย่างเป็นทางการแล้วพอลบิลล์จึงเริ่มกลับมามีความมั่นใจและซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้เพื่ออเวลาของเขา..เขานั้นได้ซื้อใจลูกน้องๆหลายๆคนจนสามารถทำให้อีกฝ่ายตายแทนเขาได้
พอลบิลล์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมากำลังจะโทรหาเย่เชียนแต่หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเขาก็ล้มเลิกความคิดเพราะเย่เชียนบอกเขาแล้วว่าจะออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาสองสามวันดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะโทรหาเย่เชียนในเวลานี้ นอกจากนี้ เขายังต้องการพิสูจน์ตัวเองต่อหน้าเย่เชียนเพื่อพิสูจน์ว่าเขาสามารถทำสิ่งต่างๆให้ลุล่วงได้ ด้วยวิธีนี้ในการร่วมมือกับเย่เชียนในอนาคตและเขาสามารถเพิ่มสถานะในตระกูลได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ในเวลานี้เย่เชียนไม่รู้โดยธรรมชาติว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาและเขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างกองกำลังต่างๆและที่นั่นได้เริ่มต่อสู้อย่างเปิดเผยและเป็นความลับกันแล้ว
พวกเขาบินจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ของประเทศจีนแล้วไปยังบ้านของเขาโดยไม่หยุดพักโดยธรรมชาติแล้วเขาจะไม่บอกคนในตระกูลเย่เกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะถ้าหากการเดาของเย่ห่าวหรานถูกต้องล่ะก็เขาก็ไม่รู้ว่าคนในตระกูลเย่ควรรู้สึกอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นเย่เชียนก็กลัวว่าคนในตระกูลเย่จะไม่อนุญาตให้เขาขุดหลุมฝังศพพ่อของพ่อใช่ไหม? ดังนั้นเรื่องมันจะเลวร้ายถ้าหากมีคนรู้เข้า เย่เชียนรู้สึกจางๆว่ามีบางอย่างผิดปกติเพราะทุกคนต่างก็พูดว่าพ่อของเขาเก่งมากดังนั้นเขาจะตายง่ายๆได้อย่างไร อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหยานตงผู้นำลัทธิมาร ซึ่งคาดว่าหลังจากการดวลกับฟู่จื่อซานแล้วอาจมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น
อย่างไรก็ตามทุกคนในตระกูลเย่ก็ยืนยันว่าพ่อของเขาเสียชีวิตไปแล้วดังนั้นความสงสัยของเย่เชียนในตอนแรกก็ค่อยๆหายไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตามหลังจากฟังการวิเคราะห์ของเย่ห่าวหรานแล้วความคิดแบบนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆและไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองให้ได้
เป็นเวลาสี่ทุ่มพวกเขามาถึงเมืองซานย่าและหลังจากออกจากสนามบินเย่เชียนและเซี่ยเฟยก็รีบไปซื้อพลั่วสองอันแล้วรีบตรงไปที่สุสานทันที สุสานนี้มีชายชราอายุหกสิบเศษเฝ้าอยู่เท่านั้นและในเวลานี้เขาก็นั่งอยู่ในห้องดูทีวีและไม่ยอมออกมา ผู้เฝ้าสุสานนั้นก็รู้ดีว่าจะมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นที่นี่เสมอและผู้คนมักจะไม่กล้ามาที่นี่เลยเพราะอาจมีผีอยู่ที่นี่และปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นที่นี่จริงๆ
เมื่อเปิดไฟฉายเย่เชียนและเซี่ยเฟยก็ตรงไปที่สุสานของเย่เจิ้งหราน ในเวลานี้บนท้องฟ้ามีดวงดาวเพียงน้อยนิดและมืดครึ้มจนแทบจะไม่มีแสงสว่างเลย เย่เชียนมองไปที่ภาพเหมือนบนหลุมฝังศพแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆและพูดว่า “พ่อผมขอโทษนะ..ช่วยยกโทษให้กับความไร้ศีลธรรมของผมด้วย..ผมต้องขอโทษจริงๆ” หลังจากนั้นเย่เชียนก็คุกเข่าลงและโค้งคำนับสามครั้ง
เมื่อเห็นจากด้านข้างเซี่ยเฟยก็ก้มลงโค้งคำนับเช่นกันเพราะถึงยังไงบุคคลที่นอนอยู่ในสุสานแห่งนี้ก็เคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้โลกสั่นคลอน เขาเป็นสุดยอดปรมาจารย์ที่สามารถทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนกราบไหว้เขาได้และแน่นอนว่าจะต้องคำนับเขาอย่างเคารพ หลังจากคำนับแล้วเย่เชียนก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าไปมองเซี่ยเฟยและสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “เอาล่ะมาเริ่มกันเลย”
ทั้งสองหยิบเครื่องมือขุดดินขึ้นมาและขั้นแรกพวกเขาก็ทุบปูนซีเมนต์บนหลุมฝังศพออกจากนั้นจึงขุดดินด้วยพลั่ว พวกเขาใช้เวลานานเพราะไม่กล้าที่จะส่งเสียงดังมากเกินไปเพราะกลัวชายชราที่เฝ้าสุสานจะตื่นและมีปัญหาโดยไม่จำเป็น โลงศพนั้นอยู่ข้างในมานานและไม่ทราบเลยว่าโลงศพใช้วัสดุฆ่าเชื้อชนิดใดเพราะหลังจากเวลาผ่านไปนานโลงศพก็ยังคงไม่บุบสลายและไม่มีรอยขีดข่วนใดๆเลยแม้แต่น้อยแต่มีเพียงสีแดงบนโลงศพเท่านั้นที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อย
เมื่อมองไปที่โลงศพที่อยู่ตรงหน้าเขาเย่เชียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและรู้สึกประหม่าอย่างอธิบายไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าทำไมแต่เขาหวังว่าศพของพ่อของเขาจะอยู่ในโลงศพเพราะนั่นหมายความว่าพ่อของเขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสกายเน็ต แต่อีกใจเขาก็ต้องการให้ไม่มีศพอยู่ข้างในเพราะว่านั่นจะเป็นการพิสูจน์ว่าพ่อของเขายังไม่ตาย ในช่วงเวลานี้เย่เชียนกลับมีความขัดแย้งในใจของเขาอย่างมาก
เซี่ยเฟยหันไปมองเย่เชียนพร้อมกับตบไหล่เขาและพูดว่า “เรื่องนี้จบลงแล้วและมันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก..เพราะเพียงแค่เปิดดูและนายจะเข้าใจทุกอย่างเอง..แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงนายก็จะได้รู้ความจริงสักที”
หลังจากพูดจบเซี่ยเฟยก็ยื่นพลั่วในมือให้เย่เชียนแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เย่เชียนก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วหยิบพลั่วเพื่อแงะเปิดโลงศพ
เมื่อฝาโลงเปิดออกทีละนิดเย่เชียนก็ยิ่งประหม่ามากขึ้นเท่านั้นและเย่เชียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วยกฝาโลงศพขึ้นเพียงเพื่อดูว่าข้างในไม่มีอะไรเลยนอกจากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นจนเย่เชียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจว่าพ่อของเขายังไม่ตาย
เย่เชียนไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกตอนนี้อย่างไรเพราะผู้นำของสกายเน็ตนั้นจะเป็นพ่อของเขาจริงๆเหรอ? เย่เชียนไม่อยากจะเชื่อเลยเพราะจากการวิเคราะห์และการคาดเดาของเย่ห่าวหรานแล้วมันน่าจะเป็นความจริง
เมื่อหันไปมองเซี่ยเฟยแล้วเย่เชียนรู้สึกสูญเสียเล็กน้อยและตอนนี้หัวใจของเขาก็ปั่นป่วนและเขาไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร ส่วนเซี่ยเฟยก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วตบไหล่เย่เชียนและพูดว่า “นายไม่ควรพอใจกับผลลัพธ์นี้หรอกเหรอ..ถ้าไม่มีศพพ่อของนายอยู่ในโลงศพนั่นก็หมายความว่าเขายังมีชีวิตอยู่และนี่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนี่..ส่วนเรื่องที่เขาจะเป็นผู้นำของสกายเน็ตนั้นก็ยังไม่มีใครรู้ใช่ไหม..จนถึงตอนนี้นายก็ยังไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้นำของสกายเน็ตด้วยเพราะงั้นถึงแม้ว่าพ่อของนายจะเป็นผู้นำของสกายเน็ตจริงๆแล้วมันทำไมล่ะ..จนถึงตอนนี้ฉันก็ไม่คิดว่าสกายเน็ตจะเป็นองค์กรที่ชั่วร้ายและน่ากลัวขนาดนั้นนะ”
แน่นอนเย่เชียนเข้าใจว่าเซี่ยเฟยพยายามปลอบโยนเขาแต่เมื่อพิจารณาจากสัญญาณต่างๆแล้วหากชายวัยกลางคนลึกลับในชุดขาวคนนั้นเป็นผู้นำของสกายเน็ตและเป็นพ่อของเขาจริงๆล่ะก็สิ่งต่างๆคงจะร้ายแรงและซับซ้อนมาก เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่ชายวัยกลางคนลึกลับในชุดสีขาวพูดกับตัวเองในวันนั้นเห็นได้ชัดว่าเขามีแผนการบางอย่างและมันก็ยิ่งใหญ่มากด้วย ซึ่งถ้าอีกฝ่ายไม่คิดจะกำจัดเขาจนถึงตอนนี้อีกฝ่ายคงจะพยายามใช้เขาทำอะไรบางอย่างจริงๆและเย่เชียนก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งต่างๆได้พัฒนามาถึงจุดนี้แล้วและหลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่ได้อยู่ในการควบคุมอีกต่อไป เย่เชียนไม่รู้ว่าเย่เจิ้งหรานต้องการใช้เขาเป็นเครื่องมือหรือไม่แต่เย่เชียนก็ไม่เต็มใจที่จะทำอะไรกับเขาเพราะความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก แต่เย่เชียนเต็มใจที่จะเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างหลังมากกว่า
“มาทำให้ที่นี้ให้กลับสู่สภาพเดิมกันดีกว่า..ฉันไม่ต้องการให้เรื่องนี้แพร่กระจายออกไปและเป็นการดีกว่าที่จะไม่ให้คนในตระกูลเย่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้” เย่เชียนชำเลืองมองเซี่ยเฟยและพูด
แท้จริงแล้วเย่เจิ้งหรานยังไม่ตายและถ้าหากข่าวนี้ไปถึงหูของตระกูลเย่จริงๆเขาก็ไม่รู้ว่าพวกเขาควรมีสีหน้าและปฏิกิริยาแบบไหนและคนที่น่าเศร้าที่สุดก็คือถังซูหยานแม่ของเขาใช่ไหม? เพราะสามีของเธอกลับโกหกเธอมามากว่า 20 ปี ซึ่งเชื่อเลยว่าสำหรับๆหลายคนมันยากมากที่จะยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุดที่จะปกปิดข่าวนี้เอาไว้ชั่วคราว
เซี่ยเฟยพยักหน้าเล็กน้อยและไม่พูดอะไรมากเพราะเขาสามารถอ่านใจคนได้ ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าควรพูดอะไรและควรพูดอะไร ตอนนี้และเป็นการดีที่สุดที่จะให้เย่เชียนสงบสติอารมณ์
.
.
.