ยอดนักรบจอมราชัน - ตอนที่ 1494 ไร้ประโยชน์
ถึงแม้ว่าเย่เชียนจะรู้สึกสูญเสียสมาธิและความคิดไปเมื่อรู้ว่าหลุมฝังศพของเย่เจิ้งหรานว่างเปล่าแต่เขาจำได้ว่าการคาดเดานี้มาจากลูกชายที่ฉลาดหลักแหลมของเขา ดังนั้นเย่เชียนก็ยังมีความสุขมากจากก้นบึ้งของหัวใจเพราะเขายังเชื่อว่าจะมีผู้สืบทอดที่ยอดเยี่ยมในอนาคต อย่างไรก็ตามเมื่อตัดสินจากนิสัยของเด็กคนนั้นแล้วเย่เชียนก็ยังไม่รู้ว่าเย่ห่าวหรานจะยอมรับมรดกของเขาหรือไม่
หลังจากเหนื่อยกันมาทั้งคืนในที่สุดสุสานก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ก่อนรุ่งสางและถึงแม้ว่ามันจะดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด แต่ชายชราที่เฝ้าสุสานก็ต้องตัดสินใจเป็นการส่วนตัวที่จะฟื้นฟูมันให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหลังจากค้นพบสถานการณ์นี้ เพราะท้ายที่สุดถ้าตระกูลเย่รู้ว่าหลุมฝังศพของเย่เจิ้งหรานถูกขุดล่ะก็ชายชราไม่เพียงจะตกงานเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงชีวิตของเขาด้วย
เซี่ยเฟยโยนเครื่องมือที่ซื้อมาและถุงปูนซีเมนต์ไปที่พุ่มไม้ใกล้ๆพลางเหลือบมองเย่เชียนแล้วพูดว่า “เราควรทำยังไงกันดี?”
“เรือทุกลำจะต้องแล่นออกจากฝั่งเสมอและฉันก็ไม่อยากคิดเกี่ยวกับเรื่องสกายเน็ตอีกแล้วในตอนนี้..ถึงยังไงพวกเขาก็ไม่ได้มาขัดขวางแผนการของฉันเพราะงั้นไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย” เย่เชียนพูด “สำหรับพ่อของฉันเขาจะเป็นผู้นำสกายเน็ตหรือไม่นั้นค่อยมาคุยกันทีหลังเพราะฉันเชื่อว่าวันหนึ่งฉันจะรู้เองเพราะถ้าเขาจงใจหลีกเลี่ยงมันก็จะยากที่จะหาเขาเจอได้”
เซี่ยเฟยหยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “นายรู้ไหมว่าฉันชื่นชมอะไรในตัวนายมากที่สุด?..มันก็เพราะไม่ว่านายจะเจอปัญหามากแค่ไหนนายก็จะไม่ปล่อยให้ปัญหานั้นมากระทบการตัดสินใจของนาย..นี่คือสิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จต้องมีเพราะงั้นฉันหวังว่านายจะสามารถดำเนินการตามแผนต่อไปได้”
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “พูดตรงๆเลยว่าฉันเห็นแก่ตัวเพราะฉันแค่จัดการเรื่องของตัวเองเรื่องของครอบครัวและเพื่อนๆเท่านั้น..ฉันไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสิ่งอื่น..จากคำพูดของชายวัยกลางคนในชุดขาวเห็นได้ชัดว่าจุดประสงค์ของเขานั้นเป้าหมายไม่ใช่เขี้ยวหมาป่าของฉันเพราะงั้นถึงแม้ว่าเขาจะก่อความวุ่นวายแต่ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉัน” มีรอยยิ้มขมขื่นเล็กน้อยและ คำพูดนั้นก็ไม่จริงใจจากสัญญาณทั้งหมด เนื่องจากสกายเน็ตปฏิบัติต่อตัวเองเช่นนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่มีแผนการ
เซี่ยเฟยยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “เป็นการดีกว่าที่จะไม่คิดถึงสิ่งเหล่านี้เพราะยิ่งนายคิดถึงเรื่องยุ่งยากเหล่านี้มากเท่าไหร่นายก็จะปวดหัวมากขึ้นเท่านั้นเพราะงั้นอย่าไปคิดมากเลย”
เย่เชียนพยักหน้าเล็กน้อยและไม่พูดอะไรอีก เขาสงบสติอารมณ์และเดินลงจากภูเขาไปและเวลานี้ก็เร่งรีบและเย่เชียนก็ไม่มีเวลากลับไปเยี่ยมตระกูลเย่เลย อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลเย่แล้วคงจะไม่มีปัญหาสำคัญใดๆเพราะพี่น้องสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีความขัดแย้งภายใน เย่เชียนเชื่อว่าไม่มีกองกำลังใดในประเทศจีนที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อตระกูลเย่ได้อีก
ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา,นิวยอร์กซิตี้,ไชน่าทาวน์!
มันยังคงเป็นโรงน้ำชาแห่งเดิมและอาจารย์หงก็มาถึงที่นี่ตั้งแต่เช้า ถึงแม้ว่าเขาจะอายุมากกว่าหกสิบปีแต่ร่างกายของเขาก็ยังแข็งแรงมากและตอนนี้เขาก็จะไม่ค่อยเข้าไปแทรกแซงกิจการของแก๊งค์ชาวจีนและส่วนใหญ่ก็ถูกส่งมอบให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดูแลจัดการแต่ตำแหน่งของเขาในแก๊งค์ชาวจีนก็ยังมั่นคงอยู่มาก ท้ายที่สุดแล้วรากฐานของแก๊งค์ชาวจีนนั้นถูกสร้างโดยบรรพบุรุษของเขา
ชายชราผู้แข็งแรงตลอดกาล! เห็นได้ชัดว่าอาจารย์หงไม่เหมือนคนแก่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆมากเป็นสิบปีแล้วแต่เขาก็ตื่นนอนตอนหกโมงเช้าทุกวันและหลังจากวิ่งเสร็จแล้วก็มาที่โรงน้ำชาแห่งนี้เพื่อดื่มชา หลังจากทำงานหนักมานานจุดประสงค์คืออะไร? มีไว้เพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายในยามแก่เฒ่ามิใช่หรือ? ภรรยาลูกชายและลูกสาวของเขาอพยพไปแคนาดากันหมดแล้วและเขายังต้องการซื้อคฤหาสน์หลังเกษียณที่นั่นและใช้ชีวิตที่เหลืออีกหลายสิบปีอย่างเงียบๆและสงบสุข
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาขายท่าเทียบเรือที่เป็นของแก๊งค์ชาวจีนเพราะลูกชายของเขาปฏิเสธที่จะรับทรัพย์สินของแก๊งค์ไป ดังนั้นหลังจากที่เขาเกษียณแก๊งค์ก็ไม่ได้เป็นของตระกูลหงอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงวางแผนสำหรับอนาคตและแน่นอนว่าเขาจะไม่พูดเรื่องแบบนี้กับคนผู้ใต้บังคับบัญชาไม่อย่างนั้นมันจะกระตุ้นการต่อต้านของคนในแก๊งค์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ครั้งนี้คนจากตระกูลบิลล์นัดหมายกับเขาดังนั้นเขาจึงรู้โดยธรรมชาติว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพราะหลายปีที่ผ่านมาท่าเทียบเรือของแก๊งค์ชาวจีนเป็นแหล่งนำเข้าและส่งออกสินค้าให้กับสามตระกูลใหญ่แต่ตอนนี้เขาได้เจรจากับตระกูลโจนส์เพื่อขายท่าเทียบเรือให้กับพวกเขาไปแล้วและถึงแม้ว่าสัญญาจะยังไม่ได้ลงนามก็ตามแต่โดยพื้นฐานแล้วมันก็ถือว่าเรียบร้อย ดังนั้นการที่คนจากตระกูลบิลล์มาพบเขามันก็ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้เขารู้สึกปวดหัวและโดยธรรมชาติแล้วเขาก็ชัดเจนมากเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของตระกูลบิลล์ ดังนั้นเมื่อเควินเฟตมาหาและบอกเขาว่าอีแวนส์บิลล์ต้องการพบเขานั้นเขาก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติและเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นเขาจึงเลือกโรงน้ำชาแห่งนี้ในไชน่าทาวน์เป็นสถานที่สำหรับการเจรจาเป็นพิเศษเพราะท้ายที่สุดหากการสนทนาไม่เป็นที่พอใจใครจะรู้ได้ว่าตระกูลบิลล์จะเล่นตลกกับเขาหรือไม่?
เนื่องจากที่นี่เป็นเขตของแก๊งค์ชาวจีนอาจารย์หงจึงไม่ได้พาคนจำนวนมากมาด้วยและนำผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขามาเพียงสองคนซึ่งทั้งคู่เป็นทหารผ่านศึกจากประเทศจีนและทักษะของพวกเขาก็ไม่มีอะไรจะต้องอธิบายเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขามีความภักดีต่อเขา หลังจากสั่งชาแล้วอาจารย์หงก็ดื่มมันในขณะที่ตระหนักถึงวิธีการรีบมืออีแวนส์บิลล์ในภายหลัง เพราะท้ายที่สุดถ้าเขาจัดการได้ไม่ดีก็เกรงว่าข้อตกลงของเขากับตระกูลโจนส์จะมีปัญหาและมันจะนำหายนะมาให้ด้วย
หลังจากนั้นไม่นานเขาเห็นคนสองคนค่อยๆเดินขึ้นมาจากชั้นล่างอย่างช้าๆและเขาก็รู้จักคนข้างหลังดีและนั่นคือเควินเฟตที่เป็นคนส่งคำเชิญนัดพบเมื่อวานนี้ ส่วนคนตรงหน้าถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยพบมาก่อนแต่เขาก็เคยเห็นในทีวีและหนังสือพิมพ์นับครั้งไม่ถ้วนและนั่นคืออีแวนส์บิลล์ทายาทของตระกูลบิลล์
ในใจของอีแวนส์บิลล์นั้นถึงแม้ว่าอาจารย์หงจะเป็นหัวหน้าของแก๊งค์ชาวจีนแต่แก๊งค์ชาวจีนนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลย ดังนั้นท่าทางการเดินจึงค่อนข้างหยิ่งยโส เควินเฟตดูสงบเสงี่ยมกว่าเขามากและตั้งแต่เข้ามาในโรงน้ำชาเขาก็คอยสังเกตสถานการณ์ในโรงน้ำชาโดยรอบเพื่อคาดคะเนถึงอันตรายใดๆ ถึงแม้ว่าเขาจะเตรียมการไว้ล่วงหน้าแต่เขาก็ยังต้องป้องกันเอาไว้ ต่อให้เขาต้องการให้อีแวนส์บิลล์ตายจริงๆแต่ก็ไม่ใช่ ณ เวลานี้ เขาต้องแน่ใจอย่างยิ่งว่าเขาสามารถกำจัดทั้งอีแวนส์บิลล์และจอร์จบิลล์ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าอีแวนส์บิลล์ตายก่อนคนที่ได้รับประโยชน์ที่สุดคือจอร์จบิลล์ หากเป็นแบบนั้นเขาจะบรรลุเป้าหมายได้ยาก
อีกฝ่ายเป็นสมาชิกของตระกูลบิลล์และอำนาจในตระกูลบิลล์ก็ไม่เล็กและปกติแล้วอาจารย์หงก็ไม่กล้าละเลยเมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้ามาเขาก็รีบยืนขึ้นและพูดว่า “สวัสดีครับคุณอีแวนส์บิลล์..เชิญนั่งลงก่อนครับ!”
อีแวนส์บิลล์พยักหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทีที่หยิ่งยโสและนั่งลงตรงข้ามกับอาจารย์หง การแสดงออกของอาจารย์หงเปลี่ยนไปโดยไม่สมัครใจและเห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจอย่างมาก เพราะถึงยังไงเขาก็ยังเป็นหัวหน้าแก๊งค์ชาวจีนด้วยดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เขาจะไม่พอใจเมื่อถูกอีกฝ่ายเพิกเฉย ส่วนเควินเฟตก็สังเกตเห็นการแสดงออกของอาจารย์หงได้และแตะแขนของอีแวนส์บิลล์ ใต้โต๊ะอย่างเงียบๆแล้วกระซิบข้างหูของเขาว่า “อีแวนส์ตอนนี้เราต้องให้หน้าเขาบ้าง”
อีแวนส์บิลล์ตกตะลึงเล็กน้อยไปครู่หนึ่งเขายังคงรู้ลำดับความสำคัญของการกระทำอยู่และในเวลานี้มันก็เป็นความจริงที่ควรให้เกียรติอาจารย์หงบ้างไม่อย่างนั้นธุรกิจจะยากต่อการเจรจา เมื่อเห็นความผิดปกติของอีแวนส์บิลล์แล้วเควินเฟตก็ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “อาจารย์หงเป็นคนที่ไว้ใจได้จริงๆ..ไม่ต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้เพราะงั้นผมขอแนะนำเลยก็แล้วกันนี่คืออีแวนส์บิลล์ว่าที่ผู้นำตระกูลบิลล์ในอนาคต..ครั้งนี้ผมขอเสียมารยาทถามอาจารย์หงเพราะต้องการปรึกษาบางอย่างกับคุณ”
“ตระกูลบิลล์เป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะงั้นถ้าคุณอีแวนส์มีอะไรให้ผมช่วยก็พูดมาได้เลยครับ..ตราบใดที่ผมทำได้ผมจะทำให้ดีที่สุด” อาจารย์หงพูด
“เอาล่ะ..ในเมื่ออาจารย์พูดแบบนั้นผมก็จะไม่อ้อมค้อม” อีแวนส์บิลล์พูด “ผมได้ยินมาว่าอาจารย์หงได้เจรจากับตระกูลโจนส์เพื่อขายท่าเรือ 11 แห่งที่แก๊งค์ชาวจีนเป็นเจ้าของใช่มั้ยครับ?”
เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วก็ปิดบังเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไปและอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด อาจารย์หงพยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “คุณอีแวนส์เป็นคนที่มีสายข่าวดีจริงๆ..ใช่แล้วผมได้เจรจากับตระกูลโจนส์เอาไว้แต่ยังไม่มีการลงนามในสัญญาเฉพาะ..ผมน่ะแก่แล้วและถึงเวลาแล้วที่จะต้องสนุกกับชีวิตที่เหลือและไม่ต้องการที่จะต่อสู้และฆ่าฟันกันอีกต่อไป..ยิ่งกว่านั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่าเรือ 11 แห่งภายใต้แก๊งค์ก็ทำกำไรได้น้อยลงและเนื่องจากตระกูลโจนส์ต้องการซื้อมันในราคาที่สูงมันก็เลยคุ้มค่าที่จะขาย.. เพราะงั้นผมก็เลยไม่ได้ปฏิเสธ”
ข้อความนี้เป็นจริงครึ่งหนึ่งและเท็จครึ่งหนึ่งแต่เป็นการพูดที่ดีมากและเป็นการยากที่ผู้คนจะพบข้อบกพร่องได้ อีแวนส์บิลล์ก็ยิ้มอย่างเย็นชาและพูดว่า “คุณหงผมคิดว่าคุณควรเข้าใจด้วยว่าท่าเรือในเกาะสแตเทนถูกใช้โดยตระกูลใหญ่ทั้งสามเพื่อนำเข้าและส่งออกสินค้าอย่างยุติธรรมเสมอแต่ตอนนี้คุณฮงต้องการขายท่าเรือที่นั่นให้กับตระกูลโจนส์และนั่นจะไม่เท่ากับการตัดสัมพันธุ์กับตระกูลบิลล์และตระกูลบรูนส์เหรอ?”
อาจารย์หงยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมสามารถพิจารณาได้เพราะในธุรกิจมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเสียเงินอยู่ตลอดเวลาและบางคนต้องการซื้อถ้าผมไม่ขายก็คงจะแย่..นอกจากนี้ผมก็ไม่ได้คิดมากขนาดนั้นและไม่เคยคิดที่จะหักหลังตระกูลบิลล์กับตระกูลบรูนส์เลย..ตอนนี้ผมไม่สามารถดูแลกิจการท่าเรือได้แล้วจริงๆเพราะผมน่ะแก่มากแล้วและไร้เรี่ยวแรงที่จะทำอะไร..เพราะงั้นผมก็เลยคิดว่าการขายท่าเรือจะทำให้ผมมีความสุขในวัยชราและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้”
คำพูดของอาจารย์หงดูเหมือนจะบ่นราวกับว่าเขากำลังร้องไห้เพราะความแก่ชราแต่เขาก็ปฏิเสธอีแวนส์บิลล์ทุกประการและไม่ต้องการให้อีกฝ่ายชี้นิ้วมาที่เขาและนำพาเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง
.