ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2332 ค่ายกลของใคร
นัยน์ตาของเจี่ยนเฟิงฉือแสดงความตื่นตกใจชั่วขณะ
แรงกดดันนี้…ดูเหมือนจะมาจากเสี่ยวปา
แต่นางไม่ใช่เทพขั้นสูงหรอกหรือ
เหตุใดนางถึงทำให้เกิดความปั่นป่วนได้เพียงนี้
อย่างใดก็ตามในขณะที่ซูจิ้งกำลังโกรธจัด จึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติเล็กน้อยนี้
นางพลิกมือและจับข้อมือของเสี่ยวปาเอาไว้และตรียมจะตบอีกครั้ง!
พรึบ!
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นกะทันหัน พัดพับเล่มหนึ่งฟาดเข้ากับข้อมือของนางอย่างแรง
ซูจิ้งรู้สึกเจ็บจึงปล่อยมือออกโดยไม่รู้ตัวพลางมองเจี่ยนเฟิงฉือด้วยความโกรธจัดและพูดขึ้น
“เจ้า!”
เจี่ยนเฟิงฉือรีบพูดขึ้นในทันที
“โอ้ว ขออภัยด้วย เดิมทีข้าตั้งใจจะห้ามเสี่ยวปา แต่ดันไปโดนท่านได้ เสินสื่อลำดับที่แปด ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่”
ซูจิ้งยิ่งโมโหอย่างสุดขีด
เห็นได้ชัดว่าเจี่ยนเฟิงฉือกำลังช่วยเสี่ยวปา!
“ดี! ดี! พวกเจ้า พวกเจ้าทั้งสองคนคิดจะต่อต้านข้าจริงๆ ใช่หรือไม่!”
เสี่ยวปาจ้องซูจิ้งเขม็ง มุมปากแดงของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มชวนหลงใหล แต่แววตากลับพูดขึ้นอย่างเย็นชาที่สุดว่า
“โอ้ว? ท่านพูดว่าใครจะต่อต้านรึ?”
เสียงของนางยังคงอ่อนหวานนุ่มนวลเช่นเคย ทว่าในน้ำเสียงที่เน้นย้ำนั้น กลับแฝงด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจบรรยายได้!
ซูจิ้งใจสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว และสบตากับเสี่ยวปาโดยไม่ตั้งใจ
เสี่ยวปาจึงพูดขึ้น
“ซูจิ้ง ยอดเขาโอสถแห่งนี้…เดิมทีท่านไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ดูแล”
ซูจิ้งสะดุ้งราวกับแมวที่ถูกเหยียบหางและพูดเสียงแหลมขึ้น
“ข้าในฐานะเสินสื่อไม่มีคุณสมบัติ แล้วเจ้ามีงั้นหรือ”
เสี่ยวปาไม่ตอบอันใด เพียงแต่จ้อมองนางอยู่เช่นนั้น
ถวนซิ่นจื่อที่ห้อยอยู่ตรงเอวของนางเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย
ลายอักษรที่ปรากฏอยู่บนนั้นชัดเจนและกระจ่างใสขึ้นอย่างมาก จนแทบจะแตกออกมาจากภายใน!
“ดูเหมือนว่าวันนี้ถ้าข้าไม่สั่งสอนพวกเจ้า พวกเจ้าคงไม่มีทางรู้เลยว่าตนเองทำอันใดผิด!”
เมื่อคำพูดนั้นจบลง ลมปราณรอบตัวของซูจิ้งก็พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน!
ทว่าบนใบหน้าของเสี่ยวปากลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามมุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
เจี่ยนเฟิงฉือเหลือบมองนางแวบหนึ่ง มุมปากกระตุกเล็กน้อย
นี่มันเวลาไหนกัน เสี่ยวปายังยิ้มออกมาได้อีกหรือ
นางนี่ไม่กลัวจะขัดแย้งกับซูจิ้งจริงๆ เลยสินะ!
ทันทีที่ขยับร่าง เจี่ยนเฟิงฉือก็รีบมายืนข้างเสี่ยวปาและดึงนางไปอยู่ข้างหลัง พลางพูดเสียงทุ้มต่ำขึ้นว่า
“เสี่ยวปา เจ้านี่กล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว!”
ในเมื่อตบนางไปแบบนี้ ซูจิ้งจะเอาคืนอย่างใด!
ต่อไปนางยังอยู่ในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ต่อไปอีกหรือ!
เสี่ยวปากลับยกมือขึ้นปัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงไปด้านหลัง พร้อมรอยยิ้มชวนหลงใหล
“กลัวอันใด ข้าจะคอยดูว่านางจะสั่งสอนข้าอย่างใด”
ขณะที่เจี่ยนเฟิงฉือกำลังจะพูดอันใดบางอย่าง ทันใดนั้นก็มีค่ายกลหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น
ค่ายกลที่ปรากฏนั้นเป็นสีเขียวอ่อนๆ และมีลวดลายประหลาดบางอย่างสลักอยู่บนนั้น
เพียงแต่บนค่ายกลนี้ ลายเส้นนับไม่ถ้วนเกี่ยวพันกันจนซับซ้อนอย่างมาก เมื่อมองดูนานๆ เข้ายิ่งทำให้รู้สึกปวดหัวเอาได้
เจี่ยนเฟิงฉือถอนสายตากลับมา แต่ในใจยังรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยจึงพูดขึ้น
“นั่นคือค่ายกลที่เสินสื่อลำดับที่แปดพูดถึงก่อนหน้านี้หรือ!”
เสี่ยวปาจึงหันกลับไปมองครู่หนึ่ง รอยยิ้มปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง
เจี่ยนเฟิงฉือไม่ได้เห็นสีหน้าของนางในเวลานี้
เพราะเขายังรู้สึกกังวลใจอยู่ จึงหันไปมองทางซูจิ้งแทน
ถ้าเป็นเสินสื่อ พวกเขาสองคนคงสู้ไม่ได้แน่ ต้องคิดหาวิธี…
แต่ในเวลานี้ พลังที่พลุ่งพล่านบนร่างของซูจิ้ง กลับแผ่ขยายออกไปรอบๆ ในทันที
พลังที่เพิ่งมารวมตัวกันเมื่อครู่ กลับสลายไปอย่างเงียบงัน!
ซูจิ้งตกใจจนตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางมองไปที่มือของตนเอง
แรงกดดันที่สะสมไว้ในฝ่ามือก็พลันสลายหายไปในทันที!
นางตื่นตกใจไปชั่วขณะ จากนั้นจึงพยายามเรียกพลังรอบตัวขึ้นอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันได้ลงมือ พลังเหล่านี้กลับสลายหายไปอีก
ในใจของซูจิ้งพลันรู้สึกหนักอึ้ง!
ทันใดนั้นนางก็นึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้จึงเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ค่ายกลนั้นไม่รู้ว่าปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร และพลังที่สลายจากร่างของนาง ก็กำลังหลั่งไหลไปยังค่ายกลนั้นอย่างเงียบงัน
…กลายเป็นว่าค่ายกลนี้กำลังบีบเค้นพลังของนางไป!
ทั้งร่างของซูจิ้งเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นชาจนเปียกชุ่ม ความเย็นยะเยือกที่ไม่อาจบรรยายได้พลันหลั่งไหลออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้นางตัวสั่นเทาเล็กน้อย
ค่ายกลนี้…ค่ายกลนี้…
เจี่ยนเฟิงฉือเห็นท่าทางของนางผิดปกติ จึงหันไปมองนางครู่หนึ่งและก็ต้องตกตะลึงขึ้นในทันที
นี่มันไม่ใช่ค่ายกลของเสินสื่อลำดับที่แปดหรอกหรือ เหตุใดจู่ๆ มันถึงโจมตีนางกลับมาในตอนนี้?
เจียนเฟิงฉือหรี่ตาด้วยความประหลาดใจ”
“เช่นนี้ก็…ไปแล้ว!”
เมื่อครู่ยังบอกว่าจะสั่งสอนพวกเขาอยู่เลยไม่ใช่หรือ
อีกทั้งการตบหน้าของเสี่ยวปา ก็เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์อย่างนั้นหรือ
“เสินสื่ออันดับที่แปดผู้นี้ ช่างน่าสนใจจริงๆ…”
ขณะที่เจี่ยนเฟิงฉือพูดพร้อมพลางมองไปทางเสี่ยวปา จากนั้นก็ถามด้วยความกังวลเล็กน้อยว่า
“แม้นางจะไปแล้ว แต่ด้วยนิสัยของนาง เรื่องในวันนี้นางไม่มีทางปล่อยให้จบลงง่ายๆ เป็นแน่…”
เสี่ยวปาหัวเราะพลางพูดขึ้น
“กลัวอันใด ตอนนี้อย่าว่าแต่จะปกป้องใครเลย…ตัวนางเองยังเอาตัวไม่รอดเลย และจะหาเวลาที่ไหนมาจัดการพวกเรา?”
“เหตุใดถึงพูดเช่นนี้”
“ใช่ ดูนั่นสิค่ายกลนั่น นางรับผิดชอบดูแลยอดเขาโอสถ แต่กลับควบคุมมันไม่ได้…”
เสี่ยวปาหัวเราะเยาะขึ้น
“นึกว่าเก่งกาจสักแค่ไหน ที่แท้ก็แค่พวกแข็งนอกอ่อนใน ข้าผิดหวังจริงๆ”
เจี่ยนเฟิงฉือ “…”
“เสี่ยวปา”
“อื้อ?”
“เจ้าไม่รู้สึกบ้างเหรอว่า…เจ้าดูเหมือนจะยิ่งเย่อหยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ”
ฟังสิ มีใครบ้างที่กล้าด่าทอเสินสื่อลำดับที่แปดตรงๆ เช่นนี้
ใช่แล้ว นางไม่เพียงแค่ด่า แต่ยังตบหน้าอีกด้วย”
เจี่ยนเฟิงฉือคิดว่าซูจิ้งคงไม่เคยเจอเรื่องอับอายเช่นนี้มาก่อน ดูท่าทางของนางเมื่อครู่นี้ แทบรอไม่ไหวที่จะฉีกเสี่ยวปาเป็นชิ้นๆ
เสี่ยวปากะพริบตาด้วยดวงตาคู่งาม ขนตาหนาและโค้งงอสั่นเบาๆ ราวกับพัดเล็กๆ แววตาพลิ้วไหวพลางพูดออดอ้อนอย่างถ่อมตัวว่า
“คุณหนู มีอันใดก็พูดดีๆ เถอะ”
เมื่อนึกถึงการตบอย่างรุนแรงของเสี่ยวปาเมื่อครู่นี้ หัวใจของเขาก็ยังคงสั่นไหวอยู่
เสี่ยวปาทำเสียงฮึดฮัดเบาๆ พลางบิดเอวและเดินกลับไป
เจี่ยนเฟิงฉือคิดไปคิดมาจึงเดินตามไป และเอ่ยถามอย่างกังวลใจเล็กน้อย
“พูดไปพูดมาพูด เรื่องราวในคราวนี้ซูจิ้งคงจะจำฝังใจเป็นแน่…”
เสี่ยวปาหาวอย่างไม่ใส่ใจนัก
“นางเป็นแบบนี้ตลอดอยู่แล้วไม่ใช่รึ จะกังวลอันใด”
“ถ้านางกลับมาหาเรื่องอีก…”
เสี่ยวปาโบกมือไปมา
“เช่นนั้นข้าจะเมตตา ตบหน้านางอีกสักทีสองทีก็ย่อมได้”
แต่ถ้ามากไปจะไม่ดี เดี๋ยวจะเจ็บมือ
เสี่ยวปามองมือตนเองด้วยความเสียดาย
“ดูสิ หน้านางหนาขนาดไหน เกือบทำเล็บข้าหักแล้ว”
เจี่ยนเฟิงฉือ “…”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน พวกเขาก็มาถึงหน้าค่ายกล
จู่ๆ เจี่ยนเฟิงฉือก็นึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ เมื่อหันกลับไปมองไปรอบๆ จึงเห็นว่าต้นไม้ใบหญ้าค่อย ๆ หยุดนิ่ง และระลอกคลื่นในลำธารก็ค่อยๆ สงบลงทีละน้อย
………………..