ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2333 ไม่ใช่ของข้า
ทั้งหมดกลับสู่ความเงียบสงบ ราวกับไม่มีอันใดเกิดขึ้น
เขาเลิกคิ้วจนคิ้วบิดเบี้ยวและมองไปทางเสี่ยวปาครู่หนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เขาคิดจะถามอันใดบางอย่าง แต่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปากกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างใดดี
ถามอันใด
เสียงที่ถามขึ้นเมื่อครู่นี้ ถามว่าความปั่นป่วนเมื่อครู่เกี่ยวข้องกับเสี่ยวปาหรือไม่ และเหตุใดค่ายกลถึงปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน…
เจี่ยนเฟิงฉือส่ายหน้าเพื่อไล่ความคิดไร้สาระนั้นออกไป
ซูจิ้งก็เป็นคนพูดเองว่าค่ายกลนี้มีมานานแล้ว มันจะเกี่ยวข้องกับเสี่ยวปาได้อย่างใดกัน
ในขณะนั้นเสี่ยวปาก็เดินมาถึงหน้าค่ายกลนั่น
เมื่อเสี่ยวปาอยู่ห่างจากค่ายกลเพียงสิบก้าว ค่ายกลนั้นก็สลายไปในทันที
เสี่ยวปาโบกมือเรียกเจี่ยนเฟิงฉือพลางพูดขึ้น
“ยืนนิ่งอันใดอยู่ ไปกันเถอะ”
เจี่ยนเฟิงฉือชะงักไปครู่หนึ่งและจะรีบตามนางไป
บางทีคงเป็นเรื่องบังเอิญกระมัง เพราะตอนพวกเขามาถึงค่ายกลนี้ก็หายไปอย่างอธิบายไม่ได้เช่นกัน…
“เสี่ยวปา เจ้าว่าเหตุใดค่ายกลนั่นถึงไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเสินสื่อลำดับที่แปดล่ะ ที่นี่เป็นพื้นที่ของนางไม่ใช่หรือ?”
เสี่ยวปายิ้มที่มุมปาก
“ข้าจะรู้ได้อย่างใด”
ซูจิ้งรีบเร่งกลับไปที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
เดิมทีนางตั้งใจจะไปพบเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง แต่เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง นางนึกถึงการขอพบหลายครั้งก่อนหน้านี้ ล้วนปฏิเสธโดยไม่มีข้อยกเว้น
ครั้งนี้คาดว่าก็คงจะมีผลเช่นเดียวกัน
ดูจากท่าทางแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งกลับมา
“เสินสื่อลำดับที่สอง”
เมื่อเห็นอวี้เชียน ซูจิ้งรีบเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“ข้ามีเรื่องสำคัญจะรายงาน”
อวี้เชียนอารมณ์ไม่ดีนัก เดิมทีเขาไม่อยากสนใจ แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่นางกล่าว เขาจึงเงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง และเห็นว่าสีหน้าของนางค่อนข้างผิดปกติเล็ก เขาจึงหยุดฝีเท้าลง
“เกิดอันใดขึ้น”
“ข้า…”
ขณะที่ซูจิ้งกำลังจะพูดขึ้น สายตากลับแข็งค้างไปทันที นางสังเกตบาดแผลที่มีเลือดไหลอยู่บนมือ
ของอวี้เชียน
ดูเหมือนบาดแผลนั้นจะถูกอันใดบางอย่างกัดเข้า
“เสินสื่อลำดับที่สอง บาดแผลบนมือของท่าน…”
สีหน้าของอวี้เชียนหมองคล้ำลงเล็กน้อย
“เมื่อครู่อยู่ที่ภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์ ถูกสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งกัดเข้า”
ซูจิ้งอุทานขึ้นอย่างตื่นตกใจ
“อันใดนะ!”
บนภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์ มีอสูรศักดิ์สิทธิ์หลายร้อยตัวอยู่ที่นั่น ซึ่งปกติแล้วเป็นหน้าที่ของเสินสื่อลำดับที่สองเป็นผู้ดูแล
ตามปกติอสูรศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ล้วนเกรงกลัวเป็นพิเศษ แต่เหตุใดครั้งนี้กลับคลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างกะทันหันได้?
อวี้เชียนกัดฟันแน่น
อันที่จริงเขาไม่ได้ไปที่นั่นเป็นมานานพอสมควร
วันนี้จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ เขาจึงคิดจะไปตรวจดูเสียหน่อย
ดังนั้นเมื่อเห็นซูจิ้งในเวลานี้ อารมณ์ของเขายิ่งแย่ลงกว่าเดิม
“สัตว์พวกนี้ชักจะบังอาจเกินไปแล้ว! ถึงขนาดกัดท่านได้?”
คำพูดของซูจิ้งยิ่งทำให้อวี้เชียนรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
เขาเอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงเรียบเย็น
“พอเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงอีก แต่เจ้า เมื่อครู่นี้บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะรายงาน เกิดอันใดขึ้น?’
สีหน้าของซูจิ้งแสดงถึงความลำบากใจแวบหนึ่ง และพูดขึ้นว่า
“ค่ายกลบนยอดเขาโอสถ ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติ…”
จากนั้น นางก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้อวี้เชียนฟัง
แต่ตั้งใจเลี่ยงไม่พูดถึงตอนที่เสี่ยวปาลงมือ
ไม่ใช่ว่านางอยากปกป้องเสี่ยวปา แต่ในฐานะเสินสื่อ การถูกคนที่เพิ่งเข้ามายังพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ และยังไม่มีแม้แต่ตราสัญลักษณ์แห่งสายเลือดตบหน้าฉาดหนึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องนี้น่าอับอายอย่างมาก
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป หน้าของนางคงไม่เหลือให้รักษาอีกแล้ว!
อย่างใดนางก็มีวิธีที่จะทวงบัญชีนี้กลับมาอยู่แล้ว
หลังจากเล่าจบ อวี้เชียนกลับไม่พูดอันใดอยู่พักหนึ่ง
ซูจิ้งจึงพูดขึ้นอย่างกังวลใจเล็กน้อยว่า
“เสินสื่อลำดับที่สอง ท่าน…”
“ใบหน้าของท่านเกิดอันใดขึ้น”
อวี้เชียนถามขึ้นมาในทันที
ซูจิ้งตื่นตกใจ และเพิ่งรู้ได้ในทันใดว่า…บนใบหน้าของนางยังมีรอยฝ่ามือนั้นอยู่!
“นางถึงกับลืมเรื่องนี้ไปแล้ว…”
ระหว่างทางเมื่อครู่นางรีบร้อนจะมาที่นี่ ในหัวจึงคิดถึงแต่เรื่องค่ายกลจนลืมเรื่องนี้เสียสนิท
อวี้เชียนจึงเอ่ยถามขึ้น
“นี่ฝีมือเสี่ยวปาหรือ”
ซูจิ้งจำต้องพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
อวี้เชียนหัวเราะขึ้นมาในทันที
“ซูจิ้ง เจ้าเป็นถึงเสินสื่อลำดับที่แปด แต่กลับถูกตบเช่นนี้น่ะหรือ? เจ้ามัวทำอันใดอยู่”
เมื่อเห็นอวี้เชียนโมโหขึ้น หัวใจของซูจิ้งก็เต้นแรงด้วยความตกใจ
“คือ…คือว่าตอนนั้นนางลงมือกะทันหันเกินไป ข้าไม่ทันระวัง…”
อวี้เชียนมองนางด้วยสายตาเย็นชา
คำพูดที่เหลือของซูจิ้งติดค้างอยู่ในลำคอ
สีหน้าของนางซีดเซียวและเขียวสลับกัน ผ่านไปสักพักหนึ่งในที่สุดนางจึงพูดขึ้น
“…ซูจิ้งไร้ความสามารถ”
“เจ้ามันไร้ความสามารถจริงๆ”
อวี้เชียนพูดขึ้นโดยไม่ให้ซูจิ้งมีที่ยืนแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นถึงเสินสื่อ แต่กลับถูกคนเช่นนี้ตบหน้า? หากข่าวนี้แพร่ออกไป พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดคงต้องขายหน้ากับเรื่องของเจ้า!”
ซูจิ้งก้มหน้าลง ไม่กล้าแม้แต่จะพูดอันใด
“เสี่ยวปานั่น เจ้าจัดการอย่างใดหรือ”
นางชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะก้มศีรษะต่ำลงอีก”
“ยัง…ยังไม่มี…ตอนนั้นที่ค่ายกลนั้นจู่ๆ ก็…”
“ดังนั้นเมื่อเจ้าถูกตบสุดท้ายก็ไม่ทำอันใดเลย กลับมามือเปล่าอย่างนั้นหรือ”
อวี้เชียนแทบไม่อยากเชื่อ!
ในตอนนี้ ไม่ว่าจะพูดอันใดก็คงไร้ประโยชน์
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีทางทำเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นได้
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะกลับไปฆ่าเสี่ยวปา แต่รอยตบนี้นางก็โดนไปแล้ว!
ความอัปยศนี้ ต่อจากนี้ไปจะไม่มีทางลบล้างได้เลย
อวี้เชียนสูดหายใจเข้าลึกๆ
“แต่นี่ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ ซูจิ้ง นานเช่นนี้แล้ว ค่ายกลนั้น เจ้ายังจัดการไม่ได้อีกหรือ!”
สีหน้าของซูจิ้งซีดขาว ร่างกายของนางอ่อนแรงจนขาแทบทรุด
“เมื่อก่อนเจ้าเคยพยายามควบคุมยอดเขาโอสถ และทำอันใดลับหลังไปไม่น้อย ข้าจึงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นมากนัก เพราะข้าเห็นว่าการที่เจ้ามีความทะเยอทะยานก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย อย่างน้อยมันควรทำให้เจ้าจัดการปัญหาเรื่องค่ายกลนั้นได้เร็วและราบรื่นขึ้น แต่ผลลัพธ์ตอนนี้เป็นอย่างใดล่ะ?”
“เจ้าใช้อำนาจในทางที่ผิด ทำให้ท่านเทพทรงกริ้ว แต่จนแล้วจนรอด ปัญหาเรื่องค่ายกลกลับไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย! ซูจิ้ง เจ้าทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก!”
หลังจากถูกตำหนิและต่อว่าอย่างต่อเนื่อง ซูจิ้งแทบจะทนไม่ไหว
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงเอาเสียงของตัวเองกลับมาได้อย่างยากลำบาก
“เสินสื่ออันดับที่สอง ค่าย…ค่ายกลนั้น ข้าสุดความสามารถแล้ว แต่…แต่ท่านเองก็รู้ไม่ใช่หรือว่าค่ายกลนั้นรับมือยากแค่ไหน!”
อวี้เชียนมองนางจากที่สูงลงมา ด้วยสายตาเยียบเย็น
“ข้ารู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่… ข้าให้เวลาเจ้ามานานนับหมื่นปี แต่เจ้ายังแก้ปัญหานี้ไม่ได้! นี่ไม่ใช่แค่คำว่าไร้ความสามารถที่มาอธิบายได้!”
เล็บของซูจิ้งจิกลึกลงไปในฝ่ามือจนรู้สึกเจ็บแปลบ แต่ในตอนนี้นางแทบชาไปหมด และไม่ได้ใส่ใจความเจ็บปวดนี้อีกแล้ว
“เดิมค่ายกลนั่นข้าไม่ได้สร้างขึ้น การจะควบคุมมันได้นั้นยากเพียงใด ท่านก็น่าจะรู้!”