ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2334 ออกมา
อีกด้านหนึ่ง เสี่ยวปาและเจี่ยนเฟิงฉือกลับมายังที่พัก
ทันทีที่เข้ามาในลานบ้าน ก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคย
เป็นเยี่ยนชิง
เมื่อเห็นเสี่ยวปาและเจี่ยนเฟิงฉือเข้ามาพร้อมกัน เยี่ยนชิงจึงชะงักไปชั่วครู่ และเอ่ยปากขึ้นก่อนเป็นครั้งแรก
“พวกเจ้าไปยอดเขาโอสถมาหรือ”
เสี่ยวปายิ้มตาหยีขณะเดินเข้าไปหาเขา
“พี่เยี่ยนชิงรู้ได้อย่างใด”
เยี่ยนชิงชะงักไปครู่หนึ่งพลางเม้มริมฝีปาก
เมื่อเสี่ยวปาเห็นปฏิกิริยาของเขา ก็ยิ่งสนุกขึ้นทันที
คนผู้นี้เป็นคนที่ทนการหยอกล้อไม่ได้เลยจริงๆ ก็เพราะเขาเป็นเช่นนี้ ยิ่งแกล้งก็ยิ่งน่าสนุกที่สุด
เสี่ยวปาก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว แล้วตบไหล่เขาเบา ๆ
“พี่เยี่ยนชิงดูเป็นห่วงข้าไม่น้อยเลยนะ?”
ขณะที่เยี่ยนชิงก้มหน้าลงสายตาเหลือบไปเห็นเล็บสีสดใสของนางที่หักไปครึ่งหนึ่ง
ดวงตาของเขาหรี่ลงพลางเอ่ยขึ้น
“เจ้าไปมีเรื่องกับใครมา”
เสี่ยวปาพูดขึ้นอย่างประหลาดใจในทันที
“พี่รู้ได้อย่างใด”
เมื่อมองตามสายตาของเยี่ยนชิง นางก็เข้าใจทันทีและอดไม่ได้ที่จะ “จุ๊” ออกมาเสียงหนึ่ง
“สายตาพี่นี่เฉียบคมจริงๆ… อ้อ อันที่จริงก็ไม่มีอันใดหรอก แค่มีแม่นางที่น่ารำคาญคนหนึ่งที่ข้าตบรางวัลไปให้นางหนึ่งฉาด”
เสี่ยวปาเชิดริมฝีปากแดงขึ้นเล็กน้อย
“ใครใช้ให้นางด่านายท่านกันเล่า? แค่ตบหนึ่งทีก็ถือว่าเบาแล้ว!”
เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง เยี่ยนชิงก็เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดทันที
จากนั้นเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“นางไม่ตอบโต้? แล้วปล่อยพวกเจ้ากลับมาแบบนี้?”
เสี่ยวปาหัวเราะขึ้น
“นางช่วยตัวเองยังไม่รอด จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจข้า?”
พูดจบนางก็หันหลังเดินกลับไปยังห้องของตนเอง
“วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปพักก่อน อย่าให้ใครมารบกวน”
ก่อนคำพูดจะจบลงร่างของเสี่ยวปาก็เข้าห้องไปแล้ว
เยี่ยนชิงเหลือบมองตามอยู่ครู่หนึ่งจึงถอนสายตากลับและหันหลังตรียมจากไป
“โอ้ว…ใต้เท้าเยี่ยนชิง”
เจี่ยนเฟิงฉือตะโกนเรียกเขา
เยี่ยนชิงหันกลับมามองเขาด้วยสายตาเย็นชา
“มีอันใด”
หนังตาของเจี่ยนเฟิงฉือกระตุกขึ้นอย่างแรง
นี่มันอันใดกัน!?
เสี่ยวปาตบเสินสื่อลำดับที่แปดเชียวนะ!
ถึงแม้เจ้าจะเป็นพวกหน้าน้ำแข็ง แต่ช่วยแสดงปฏิกิริยาบ้างได้หรือไม่!
เหตุใดทุกคนถึงดูไม่สนใจเรื่องนี้กันเลย?
เขาอดไม่ได้จึงกระแอมเสียง และพูดเตือนขึ้นว่า
“ข้าได้ยินแล้ว”
เยี่ยนชิงกลับพูดน้อยตามเคย ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์แต่อย่างใด
เจี่ยนเฟิงฉือสำลัก พลางทุบหน้าอกตัวเองสองทีด้วยความอัดอั้นใจ
“ช่าง ช่างเถอะ…”
ไม่ยุ่งดีกว่า ไม่ยุ่งดีกว่า
แต่ละคนช่างกล้ากันจริงๆ
ในเมื่อทุกคนไม่สนใจกันเช่นนี้…
เช่นนั้นเขาจะมัวกังวลไปเพื่ออันใด
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงดังขึ้นจากอีกห้องหนึ่ง
ตึง!
เหมือนมีอันใดบางอย่างล้มลง”
เจี่ยนเฟิงฉือมองไปทางนั้นครู่หนึ่งจึงเห็นว่าเป็นห้องของมู่หงอวี่ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เดินเข้าไปเคาะประตู
“หงอวี่ เจ้าเป็นอันใดหรือไม่”
ภายในห้องมู่หงอวี่กัดฟันจนหน้าบิดเบี้ยวขณะลุกขึ้นยืนจากพื้น จากนั้นก็ยกเก้าอี้ที่ล้มขึ้นตั้งให้ตรง
“ไม่เป็นไร!”
ได้ยินเสียงของนางที่เต็มไปด้วยพลัง เจี่ยนเฟิงฉือก็เบาใจขึ้น
เดิมทีเขาคิดจะเข้าไปดู แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนั้น
เขารู้ดีว่าช่วงนี้มู่หงอวี่กำลังฝึกฝนและพยายามทะลวงขั้นระดับมหายานขั้นสูง จึงต้องพบเจออุปสรรคและปัญหาบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องปกติยิ่งนัก
คิดไปคิดมา เจี่ยนเฟิงฉือก็ฝากคำเตือนไว้สองสามประโยคก่อนจะหันหลังจากไป
เมื่อหันกลับไปมองอีกครั้ง เยี่ยนชิงก็หายวับไปแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าด้านนอกเดินห่างออกไป มู่หงอวี่ถึงกับถอนหายใจยาว พร้อมกับลูบไหล่ตัวเองเบา ๆ
ระดับมหายานขั้นสูงนี่ช่างฝึกยากยิ่งนัก นางลองมาหลายวิธีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถทะลวงผ่านได้เสียที
แต่บ่อยครั้งนางก็จะหลุดไปยังสถานที่อื่นอย่างไร้เหตุผล
โชคดีที่จนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยหลุดไปในที่ที่อันตราย
แต่ในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์นี้ จำเป็นต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
ถวนจื่อหยิบแผนที่ที่ฉู่หลิวเยว่ทิ้งไว้ขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจนัก และเริ่มศึกษามันอย่างละเอียด
…
ณ ภูเขาเฟิ่งหมิง
ลมภูเขาพัดผ่าน ต้นเมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์สีเขียวอ่อนกำลังสั่นไหวเบาๆ
ถวนจื่อนั่งอยู่คนเดียวข้างๆ และกำลังฝึกสมาธิอยู่
ภายในร่างของนาง มีเปลวไฟสีทองแดงชั้นหนึ่งกำลังลุกโชนอย่างไร้เสียง
พลังงานรอบๆ พุ่งเข้าสู่ร่างกายของนางอย่างรวดเร็ว
ลมปราณไหลเวียน แรงกดดันอันทรงพลัง
หลังจากเปิดเส้นชีพจรเส้นที่เจ็ดได้ ความเร็วในการฝึกฝนของนางก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ท้ายที่สุด แม้แต่อี้เจาก็เพิ่งจะเปิดชีพจรเส้นที่เจ็ดได้เท่านั้น
แต่นางยังไม่บรรลุนิติภาวะ กลับมาถึงขั้นนี้แล้ว นับว่าช่างท้าทายโชคชะตาอย่างแท้จริง
หลังจากผ่านไปสักพักหนึ่ง ถวนจื่อก็หยุดการเคลื่อนไหวลงในที่สุด ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ”
ดวงตากลมโตราวกับองุ่นดำของนาง ดูเหมือนจะเปล่งประกายสุกใสมากกว่าเดิม รัศมีอันเจิดจรัสวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว”
“’เฮ้อ… น่าเบื่อจริงๆ…”
ถวนจื่อถอนหายใจยาว พลางยกมือเล็กๆ ขึ้นเท้าคาง บนใบหน้าเจ้าเนื้อเต็มไปด้วยความกังวล
ถึงแม้อยู่ที่นี่จะสบาย แต่การอยู่คนเดียวช่างเงียบเหงาจริงๆ!
“เอ๊ะ…หา?”
จู่ๆ นางก็รู้สึกถึงอันใดบางอย่างจึงรีบหันไปมองอย่างรวดเร็ว
ด้านหลังกลับว่างเปล่า ไม่มีอันใดเลย
ถวนจื่อหรี่ตาด้วยความสงสัย
มิน่า
เมื่อครู่นางรู้สึกชัดเจนว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังมองนางอยู่…
ถวนจื่อกลอกตาไปมาพลางถอนสายตากลับมา และยื่นมือออกไปลูบใบของต้นเมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างแผ่วเบา
มันเติบโตได้เร็วในที่แห่งนี้ และตอนนี้มีถึงห้าใบแล้ว
สีเขียวขจีเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากมัน อีกทั้งภูเขาเฟิ่งหมิงนี้ดูเหมือนจะมีชีวาขึ้นกว่าที่เมื่อก่อนมาก
บริเวณเชิงเขาที่เคยเป็นพื้นโล่งเปล่า ตอนนี้ก็เริ่มมีต้นอ่อนงอกขึ้นมาบ้างแล้ว
แม้จะเพิ่งงอกขึ้นมาได้ไม่นาน แต่ก็ดูงดงามเป็นพิเศษ
“เมื่อใดกันที่ข้าจะเปิดชีพจรเส้นที่เก้าได้…”
ถวนจื่อพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ก่อนหน้านี้นางไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้เท่าใดนัก แม้ว่าจะรู้ว่าตนเองมีสายเลือดบริสุทธิ์ แต่นางก็ไม่ได้คิดอันใดมาก
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
มีเพียงต้องเปิดเส้นชีพจรเส้นที่เก้าเท่านั้น ถึงจะช่วยท่านปู่ประมุขได้…
อีกทั้งต้องมีพลังที่แข็งแกร่งพอเท่านั้น จึงจะสามารถปกป้องอาเยว่ได้
ขณะที่พูดอยู่นางฟาดมือออกไปอย่างกะทันหัน!
เปลวไฟสีทองแดงพวยพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว!
“ออกมาเดี๋ยวนี้!”