ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2344 ข้าจะอยู่กับเจ้า
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาปริบๆ แล้วถามขึ้นอย่างสงสัย
“ท่านเคยเจอทั้งสองคนนี้มาก่อนหรือไม่?”
เซียวหรานพยักหน้า จากนั้นก็ส่ายหน้า
“ช่างมันเถอะ! แต่แค่เคยเห็นไกลๆ เท่านั้น ไม่ได้นับว่ารู้จักอันใด”
ไม่ต้องพูดถึงคนก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนั้นเขายังหนุ่มอยู่มาก เดิมทีไม่มีความทรงจำอันใดเกี่ยวกับตอนนั้นแล้ว
แต่คนนี้…ไม่ว่าจะทำงานการอันใดล้วนลึกลับมาก อีกทั้งยังไม่ค่อยเปิดเผยหน้าตาของตัวเอง
แม้เซียวหรานจะอยู่ที่พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์มานาน แต่เป็นเพราะตอนนี้เขายังไม่เข้าใจค่ายกลทุกแห่งบนเส้นทางแห่งดวงดาวอย่างถ่องแท้ และยังไม่สามารถเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยได้เข้าใกล้เสินสื่อลำดับที่หนึ่งมากนัก
อย่าว่าแต่เขาเลย หลายปีที่ผ่านมานี้ แม้กระทั่งเสินสื่อคนอื่นๆ ก็ยังไม่เห็นหน้าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเลยไม่ใช่หรือ?
ไม่รู้ว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งกำลังทำอันใดอยู่กันแน่…
“ถ้าจะให้บรรยายหน้าตา ข้าก็บรรยายไม่ออกหรอกนะ แต่หากได้เจอ ข้าต้องจำเขาได้แน่นอน”
ฉู่หลิวเยว่เม้มริมฝีปาก รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของนาง เซียวหรานก็พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอย่างอดไม่ได้
“เหตุใดหรือ เหมือนเจ้าจะสงสัยในหน้าตาของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งมากเลยทีเดียวนะ?”
มุมปากของฉู่หลิวเยว่โค้งขึ้น
“ภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์น่าจะไม่มีใครไม่สงสัยล่ะมั้ง?”
“ความจริงแล้วหากเจ้าอยากเจอจริงๆ ล่ะก็ รออีกไม่กี่เดือนก็น่าจะได้เจอแล้ว” เซียวหรานลูบปลายคางของตนเอง “ประตูสวรรค์เปิดมาหนึ่งปีแล้ว หลังจากนี้ก็ถึงเวลาที่ประตูสวรรค์จะปิดแล้ว ตอนนั้นผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์จะมาที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะเป็นผู้ขึ้นสวรรค์ทลายเทพ ตอนนั้นเสินสื่อทุกคนจะปรากฏตัว แน่นอนว่าเสินสื่อลำดับที่หนึ่งก็ไม่มีข้อยกเว้น”
ดวงตาของฉู่หลิวเยว่เปล่งประกายเล็กน้อย
“คนที่ทำสำเร็จก็ไม่ต้องพูดถึง ส่วนคนที่ล้มเหลวก็จะถูกไล่ออกจากประตูสวรรค์ไป ปล่อยไปตามยถากรรม แต่ถ้าจะฝืนฝึกฝนอยู่ที่นี่ต่อไป ก็ต้องรอประตูสวรรค์เปิดในครั้งหน้า แต่คนที่สามารถอยู่รอดได้นั้นก็มีไม่มาก”
ฉู่หลิวเยว่ชะงักไปเล็กน้อย “นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะขึ้นสวรรค์ทลายเทพในรอบหมื่นปีมีเพียงครั้งเดียวอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว!”
ขณะที่เซียวหรานพูด เขาก็หัวเราะเยาะตัวเอง
“ฝีมือและดวงของข้านั้นย่ำแย่เล็กน้อย ข้าหยุดอยู่ที่ค่ายกลด่านสุดท้ายมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเลย ใช้เวลานานขนาดนี้ แต่ข้าก็ยังทำไม่สำเร็จ พูดตามความจริง ข้าก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าข้านั้นรออยู่ที่นี่มานานขนาดไหนแล้ว”
เมื่อเวลาผ่านออกไป สายตาของเขาก็เริ่มเบนออก
หากสามารถเข้าใจค่ายกลอย่างถ่องแท้ เดินทางไปจนสุดเส้นทางแห่งดวงดาว เข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ นั่นเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
แต่หากทำไม่ได้…เขาก็คงต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป
ฉู่หลิวเยว่พูดเสียงเบา
“ท่านต้องทำได้แน่นอน”
เซียวหรานไม่ได้จริงจังกับคำพูดนั้น เขาประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่ท้ายทอย
“ช่างเถอะ ที่แห่งนี้ไม่มีอันใดน่าดูแล้ว กลับกันเถอะ!”
…
ฉู่หลิวเยว่และคนอื่นก็กลับไปยังที่พำนัก
โหมวเจินไม่ได้เดินทางมาพร้อมกับพวกเขาด้วย แต่เลือกที่จะเดินทางไปทางอื่น
เรื่องนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษไท่ซวีเฟิ่งหลง ฉู่หลิวเยว่จึงไม่ได้ถามอันใดมาก
หรงซิวกำลังพักผ่อนอยู่ในห้อง แต่เยี่ยนชิงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า หรงซิวก็เงยหน้าขึ้นมามอง
“เรื่องทางด้านพระราชวังเมฆาสวรรค์จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องกังวล แต่เจ้าเถอะ…ข้าได้ยินมาว่าผู้อาวุโสหลานเซียวปรากฏตัวแล้ว?”
“อื้อ”
สีหน้าของนางตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ให้อีกฝ่ายฟังอย่างคร่าวๆ
“…ยังดีที่ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรง ช่วงเวลาหลังจากนี้ ผู้อาวุโสหลานเซียวน่าจะปลอดภัยชั่วคราว แต่น่าเสียดายที่เขาถูกขังอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ หากต้องการเข้าไปหาเขาในที่คุมขังก็เป็นเรื่องยากมาก”
และหากต้องการช่วยเขาออกมา ก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า
หรงซิวกดจูบที่กลางหน้าผากของนาง
“หากเป็นเช่นนี้ยิ่งรีบร้อนไปไม่ได้”
“ข้าทราบแล้ว” ฉู่หลิวเยว่ถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นก็พูดขึ้นอีกว่า “นอกจากนี้ ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าฐานะของผู้อาวุโสหลานเซียวจะเป็นถึงปุโรหิตลำดับที่สอง…ส่วนพี่เป่า…”
ตอนนี้นางยังไม่แน่ใจฐานะของผู้อาวุโสลำดับห้า แต่พวกเขาทั้งสองคนเป็นถึงปุโรหิต อีกฝ่ายก็คงจะไม่หนีไปไกลจากนี้
ดวงตาหงส์ของหรงซิวหลุบต่ำลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอันใด
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า
“ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก็กำลังค้นหาเนื้อเพลงฉิน ในเมื่อตอนนี้ข้ากลับมาแล้ว พวกเขาก็น่าจะรู้ว่าของอยู่ที่ตัวข้า แล้วเหตุใดจนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่มีการเคลื่อนไหวอันใดอีกล่ะ?”
คิ้วกระบี่ของหรงซิวเลิกขึ้น
“เนื้อเพลงฉินยอมรับเจ้าเป็นเจ้าของแล้ว ต่อให้พวกเขาอยากแย่ง แต่จะสามารถแย่งไปได้ที่ไหนกัน?”
“ก็จริง”
ตอนนี้นับว่าฉู่หลิวเยว่ได้เปรียบอยู่
เห็นได้ชัดว่าตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ให้ความสำคัญกับเนื้อเพลงฉินมาก และยิ่งเป็นอย่างนั้น พวกเขาก็ต้องยิ่งระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ไม่ทำอันใดบุ่มบ่าม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เนื้อเพลงฉินทั้งสามส่วนอยู่กับนางแล้ว พวกมันกลายเป็นไพ่ไม้ตายที่ไร้รูปร่างของนางแล้ว!
“ข้าวางแผนว่าจะใช้เวลาสักระยะเวลาหนึ่งจัดระเบียบ จากนั้นค่อยไปเดินเส้นแห่งทางดวงดาวให้เสร็จสิ้น ก่อนเดินเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อย่างสง่าผ่าเผย!”
หรงซิวมองหน้านาง
“ได้”
“เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะไปกับเจ้า”
…
เรื่องของฝั่งทางด้านหลานเซียวได้ยุติไปชั่วคราว
หลังจากความยุ่งยากทั้งหมดจบสิ้น เรื่องนี้ก็ทำให้ฉู่หลิวเยว่วางใจได้ไม่น้อย
ฐานะของพี่เป่าและหลานเซียวพิเศษขนาดนี้ ดังนั้นพวกเขาจะต้องมีไพ่ไม้ตายที่ทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวอยู่อีกแน่นอน
เรื่องช่วยพวกเขานั้น ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกมาก
ส่วนผู้อาวุโสลำดับห้า…
แม้เขาจะไม่ใช่ปุโรหิต แต่เมื่อถูกขังรวมกับพี่เป่าและหลานเซียว คาดว่าพวกเขาน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน
อีกทั้งอย่างน้อยตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเขาถูกขังอยู่ที่ใด
ฉู่หลิวเยว่นึกถึงเนื้อเพลงฉินส่วนสุดท้ายที่เพิ่งได้รับมา ดังนั้นนางจึงฉวยโอกาสนี้ผสานนื้อเพลงฉินทั้งสามเข้าด้วยกัน
ฉู่หลิวเยว่นั่งขัดสมาธิอยู่ในห้อง รอบกายของนางมีลำแสงสีเงินชาดปกคลุม
หลังจากนั้นไม่นาน ก้อนหินก้อนหนึ่งก็กลิ้งออกมาจากแหวนเฉียนคุนที่อยู่ในมือของนาง แล้วลอยอยู่กลางอาณาเขตเซียนเทพอย่างเงียบเชียบ
ความว่างเปล่าโดยรอบก้อนหินก้อนนั้นบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็กลับกลายมาเป็นปกติ
จากนั้นก็ต่อด้วยก้อนที่สอง ก้อนที่สาม…
หลังจากนั้นไม่นาน ฉู่หลิวเยว่ถูกล้อมรอบด้วยก้อนหินเหล่านั้น
นางหลับตาลง ขนตางอนยาวสั่นสะท้านเล็กน้อย
ลำแสงส่องสะท้อนเข้าที่ใบหน้าของนาง ผิวของนางขาวกระจ่างใสเหมือนหยก
นางโคจรเนื้อเพลงฉินตามความทรงจำของตนเอง จากนั้นก็ให้ก้อนหินที่อยู่โดยรอบเหล่านั้นเข้าแถว
เนื้อเพลงฉินทั้งหมด นางเคยฟังมาจากในสุสานสังหารเทพมาแล้วรอบหนึ่ง ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่นางต้องทำก็คือ นำเนื้อเพลงฉินที่ขาดไปส่วนนี้ ผสานเข้ากับสองส่วนก่อนหน้านี้
………………..