ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2366 ความสนใจ
หัวใจของฉู่หลิวเยว่เต้นแรงขึ้น
ภายในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากตำหนักหลักแล้วยังมีลานที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบอยู่ทั่วไป
ความสูงของลานเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วมีความสูงเท่ากันทั้งหมด จึงกล่าวได้ว่า การยืนอยู่ที่นี่นั้นไม่สามารถมองเห็นถึงด้านในสุดได้
แต่เมื่อครู่นางกลับถามคำถามเช่นนี้ออกมา…
ที่สำคัญที่สุดคือ แม้แต่ในภาพลวงตาแห่งทะเลทรายจันทราสีชาดในตอนนั้น นางก็ไม่เคยไปที่อื่นนอกจากตำหนักหลักเลย
นั่นหมายความว่า…นางไม่ควรจะรู้ว่าด้านในสุดนั้นยังมีลานแห่งหนึ่งอยู่ด้วย!
ซูหลีมองฉู่หลิวเยว่แวบหนึ่งพลางพูดด้วยรอยยิ้มขึ้นว่า
“อ่อ เรื่องนั้นหรือ ก่อนหน้านี้ข้าเคยเล่าให้เสี่ยวเยว่เออร์ฟังโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่านเสินสื่อลำดับที่ห้าคงไม่ถือสาหรอกกระมัง?”
หร่วนเจี้ยนเฟิงเหลือบมองซูหลีแวบหนึ่ง
ซูหลีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ดวงตาสดใสแต่แฝงด้วยความประหม่าบางส่วน
“ตอน…ตอนนั้นข้าก็ไม่รู้ว่ามันคือที่ใด แค่พูดออกไปตามความเคยชินเท่านั้น…”
หร่วนเจี้ยนเฟิงจึงละสายตากลับมา และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“นั่นคือที่พำนักของเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง หากไม่ได้รับอนุญาต ห้ามผู้ใดเข้าใกล้โดยเด็ดขาด ผู้ใดกล้าฝ่าฝืน ชีวิตหรือความตายคงไม่อาจละเว้น!”
ดวงตาของฉู่หลิวเยว่หรี่ลงทันที!
ที่พำนักของเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง?
นางมองไปทางนั้นอีกครั้ง แม้ว่าจะมีชายคาและกำแพงกั้นไว้ ทำให้มองไม่เห็นอันใด แต่ในใจของนางกลับรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง
เหตุใดเมื่อครู่นางถึงพูดคำนั้นออกไป…
เพียงแค่มองแวบเดียว ฉู่หลิวเยว่ก็ละสายตากลับมา นางก้มศรีษะเล็กน้อยพลางพูดว่า
“ขอบคุณท่านเสินสื่อลำดับที่ห้าที่กล่าวเตือน”
“ตั้งแต่วันนี้เจ้าจะพักที่นี่ นอกเหนือจากสถานที่ที่เสินสื่อลำดับที่สองบอกไว้เมื่อครู่ ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้ ทางที่ดีเจ้าไม่ควรเดินเพ่นพ่านไปโดยพลการ จะได้ไม่ก่อเรื่องยุ่งยากโดยไม่รู้ตัว”
เสียงของหร่วนเจี้ยนเฟิงยังคงเย็นชาเช่นเดิม
“ถ้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา คงไม่มีใครมาช่วยเจ้าได้”
เดิมทีฉู่หลิวเยว่เดินข้ามจากเส้นทางแห่งดวงดาว เสินสื่ออันดับที่เจ็ดจิ้นอวิ๋นไหลควรจะเป็นที่พึ่งของนาง หรืออย่างน้อยก็น่าจะช่วยเหลือนางบ้าง
น่าเสียดายที่เขาในตอนนี้การปกป้องตัวเองยังยากลำบาก แล้วจะช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะนางไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้านี้เขาจึงมีท่าทีที่เย็นชาใส่นางมาโดยตลอด
สุดท้ายตอนนี้ฉู่หลิวเยว่กลับสามารถพึ่งพาความสามารถของตนเองจนเข้ามาได้!
เช่นนี้เท่ากับตบหน้าจิ้นอวิ๋นไหลเข้าอย่างแรง
เมื่อเขาเห็นฉู่หลิวเยว่ อารมณ์ก็ยิ่งไม่ดี
แม้ว่าฉู่หลิวเยว่จะเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่สถานการณ์ของนางก็ไม่ค่อยดีนัก
อย่างใดก็ตามฉู่หลิวเยว่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้
นางพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า
“ข้าทราบแล้ว”
หร่วนเจี้ยนเฟิงไม่อยู่นาน หลังจากบอกสิ่งที่จำเป็นแล้วเขาก็จากไปทันที
ตอนนี้เหลือเพียงฉู่หลิวเยว่กับซูหลีอยู่ที่หน้าประตู
เมื่อนางมองตามร่างของหร่วนเจี้ยนเฟิงจนหายลับไป ฉู่หลิวเยว่จึงพูดขึ้น
“ท่านซู เราเข้าไปคุยข้างในกันเถอะ”
…
หลังจากเข้ามาในลาน ฉู่หลิวเยว่กวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว
ฉู่หลิวเยว่และซูหลีเดินเข้าไปในห้อง
ทันทีที่ประตูปิดลง ซูหลีก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นทันที
“เสี่ยวเยว่เออร์ เมื่อครู่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่? เหตุใดเจ้าถึงถามเรื่องที่พำนักของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน?”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มแห้งๆ อย่างจนใจ
“ท่านซู ข้าก็ไม่รู้จริงๆ ว่านั่นคือที่ใด ถ้าข้ารู้คงไม่ถามคำถามเช่นนั้นหรอก”
ใครๆ ก็รู้ว่าตำแหน่งของเสินสื่อลำดับหนึ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษ แม้แต่เสินสื่อคนอื่นยังไม่กล้าล่วงเกิน นางคิดอันใดอยู่ ถึงได้หาเรื่องใส่ตัวแบบนี้?
ซูหลีคิดตามแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย
“แต่เหตุใดจู่ๆ นางถึงถามเรื่องนั้นขึ้น? ข้าจำได้ว่าไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับเจ้านะ?”
ฉู่หลิวเยว่เคาะนิ้วเบาๆ บนที่วางแขน พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดขึ้น
“ถ้า…ถ้าข้าบอกว่า ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ท่านซูจะเชื่อหรือไม่”
สีหน้าของซูหลีตะลึงงันในทันที
“…เจ้า…หมายความว่าอันใดนะ?”
ฉู่หลิวเยว่นวดหัวคิ้วเบาๆ
เรื่องนี้หากจะอธิบายจริงๆ คงยุ่งยากไม่น้อย
“อาจเป็นเพราะตอนอยู่ในทะเลทรายจันทราสีชาดก่อนหน้านี้ คงทิ้งความทรงจำบางอย่างไว้น่ะ…”
นางหยิบยกคำอธิบายขึ้นมา
ซูหลีพลันเข้าใจทันที
“จริงด้วย ข้าเกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย”
เห็นได้ชัดว่านางเชื่อคำพูดของฉู่หลิวเยว่
ฉู่หลิวเยว่จึงเปลี่ยนเรื่องพูด
“ไม่มีความคืบหน้าที่แน่ชัดอันใดเลย”
ฉู่หลิวเยว่ไม่แปลกใจนัก
จากท่าทีของอวี้เชียนและพวกของเขา เห็นได้ว่าพวกเขาเฝ้าระวังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อย่างเข้มงวดมากทีเดียว
ในสถานการณ์เช่นนี้ การจะสืบหาข้อมูลอันใดบางอย่างนั้นยากเย็นเสียเหลือเกิน
“พี่เป่ากับหลานเซียวต้องถูกขังอยู่ในสถานที่ที่เป็นความลับสุดยอด เรื่องนี้รีบร้อนไปก็ไม่ได้ ต้องค่อย ๆ วางแผน ไม่ว่าอย่างใดตอนนี้ก็เข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว อย่างน้อยก็ใกล้เป้าหมายขึ้นอีกก้าวหนึ่ง”
ซูหลีพยักหน้า
…
เดิมที่หนานจิ่นซูตั้งใจจะกลับไปยังที่พักของตน แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็เห็นจวินจิ่วชิงเดิน
ออกมาจากตำหนักหลัก
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงเดินเข้าไปหา
“ประมุขอี้”
จวินจิ่วชิงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
หนานจิ่นซูรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นทันที
ไม่รู้เพราะเหตุใดเขากลับรู้สึกว่าท่าทีของจวินจิ่วชิงในวันนี้ดูแตกต่างจากปกติเล็กน้อย
ดูเหมือน…อารมณ์จะไม่ค่อยดีเท่าไร?
แต่เขาเพิ่งออกมาจากตำหนักหลักไม่ใช่หรือ การได้รับเกียรติเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะได้รับง่ายๆ
แม้แต่เขาเองก็ยังไม่เคย
เพราะเหตุนี้หนานจิ่นซูจึงอดรู้สึกอิจฉาริษยาอยู่พักใหญ่
ดังนั้นเมื่อเห็นจวินจิ่วชิงในสภาพนี้ เขาจึงไม่ค่อยเข้าใจนัก
ทว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
“ข้ารู้แล้ว”
หนานจิ่นซูที่เห็นเขาใจเย็นเช่นนี้ก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาทันที
“ประมุขอี้ ท่านไม่รู้สึกสงสัยหรือกังวลบ้างเลยหรือ? นั่นคือซั่งกวนเยว่เชียวนะ! ท่านไม่เคยคิดบ้างหรือว่าเหตุใดนางถึงเข้ามาได้ ทั้งๆ ที่นางไม่มีสัญลักษณ์แห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์?”
จวินจิ่วชิงไม่พูดอันใด
หนานจิ่นซูกัดฟันก่อนจะพูดเสียงเบาขึ้นว่า
“เนื้อเพลงฉิน! ต้องเป็นเพราะเนื้อเพลงฉินแน่ๆ เนื้อเพลงฉินสองบทแรกอยู่กับนาง!”
ในตอนแรกไม่ว่าคิดอย่างใดหนานจิ่นซูก็คิดไม่ออกเลยว่าฉู่หลิวเยว่จะทำลายกฎและก้าวเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างใด
จนกระทั่งเมื่อครู่นี้ จู่ๆ เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า
“มันต้องเป็นเพราะเนื้อเพลงฉินนั่นแน่ๆ”
“เดิมทีเนื้อเพลงฉินเป็นของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อนางกลายเป็นเจ้าของมัน นางก็ย่อมเข้ามาได้!”
หนานจิ่นซูเสียใจขึ้นมา
เขาน่าจะคิดถึงเรื่องนี้ให้เร็วกว่านี้!
หากเขาคิดออกแต่แรก คงไม่เผลอไปขัดแย้งกับนาง จนทำให้ตัวเองตกหลุมพรางใหญ่เช่นนี้!
ตอนนี้หากคิดจะขอสงบศึกก็คงไม่มีหวังแล้ว
จวินจิ่วชิงแสดงท่าทีรำคาญใจออกมาเล็กน้อย
“สิ่งที่เจ้าพูด ข้ารู้อยู่แล้ว เจ้าต้องการจะพูดอันใดกันแน่?”
หนานจิ่นซูรู้สึกอึดอัดในอก
เรื่องสำคัญขนาดนี้ เหตุใดจวินจิ่วชิงถึงดูไม่ใส่ใจเลยสักนิด?
………………..