ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2367 ยั่วโมโห
“ข้า…”
“เนื้อเพลงฉินนั่นเป็นของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ท่านเทพและเหล่าเสินสื่อยังไม่ได้ลงมือ เจ้าจะทำอันใดได้?”
จวินจิ่วชิงเอ่ยเสียงเรียบเย็น
หนานจิ่นซูสะดุ้งตกใจและรีบพูดทันที
“ข้าไม่ได้คิดจะทำอันใด ข้าแค่สงสัยเท่านั้น…ก่อนหน้านี้เสินสื่อลำดับที่หนึ่งส่งเสินสื่อสองคนไปยังสุสานสังหารเทพ เพื่อตามหาเนื้อเพลงฉินบทที่สาม แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข่าวกลับมาเลย…”
“เจ้าหมายถึงเสินสื่อลำดับที่เก้ากับเสินสื่อลำดับที่สิบอย่างนั้นหรือ” จวินจิ่วพูดขัดขึ้นพลางยิ้มยกที่มุมปาก “ทั้งสองกลับมาตั้งนานแล้วเจ้าไม่รู้หรือ”
“อันใดนะ!”
หนานจิ่นซูถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
เขาไม่รู้จริงๆ
ตั้งแต่ครั้งที่เขาเผชิญหน้ากับฉู่หลิวเยว่และมู่หงอวี่แล้วพ่ายแพ้กลับมาที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าอับอาย เขาก็ไม่เคยออกไปไหนอีกเลย
เพราะเรื่องในวันนั้น มันช่างน่าอับอายเกินไป
อับจนหมดหนทาง เขาเพียงได้แต่รอให้เรื่องราวสงบลง
และด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นภายนอก รวมถึงเรื่องที่เสินสื่อทั้งสองกลับมาแล้ว
“พวกเขาไม่เพียงแต่กลับมาแล้ว แต่ตอนนี้ยังถูกขังอยู่ที่ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับโทษ” จวินจิ่วชิง
กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
หนานจิ่นซูยืนอึ้งนานกว่าจะดึงสติกลับมาได้
“นี่…นี่มันเป็นไปได้อย่างใด”
“หากเจ้าอยากรู้ ก็ไปถามพวกเขาเองเถอะ”
พูดจบเขาก็ไม่สนใจหนานจิ่นซูอีก และก้าวเท้าเดินจากไป
“นี่…”
เดิมทีหนานจิ่นซูอยากจะรั้งตัวเขาไว้เพื่อถามต่ออีกสักสองสามคำ แต่กลับไม่กล้าพอ
เพราะเขารับรู้ได้ว่าจวินจิ่วชิงเป็นคนที่ไม่อาจยั่วยุได้…
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเค้นคำตอบจากจวินจิ่วชิงได้ หนานจิ่นซูคิดหนักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินจากไป
…
เชียงหว่านโจวกำลังเช็ดโต๊ะอยู่ในห้อง
เขาพับแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้น เผยให้เห็นข้อมือที่ขาวและผอมบาง มือหนึ่งถือผ้าเช็ดโต๊ะเอาไว้
สีหน้าของเขาดูจดจ่อและตั้งใจ ราวกับว่านี่เป็นงานที่สำคัญที่สุด
เมื่อเฉินอีเดินเข้ามา ภาพที่เห็นก็คือฉากนี้พอดี
แต่ทันทีที่เขาก้าวเข้ามา เชียงหว่านโจวก็รู้สึกได้ในทันที จึงหยุดมือแล้วหันกลับมามอง
ริมฝีปากของเชียงหว่านโจวขยับเล็กน้อย ราวกับต้องการจะพูดอันใดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลั้นไว้
สายตาที่มองไปยังเฉินอีนั้น กลับเต็มไปด้วยความเคารพอยู่หลายส่วน
เฉินอีเหลือบมองโต๊ะที่เชียงหว่านโจวเพิ่งเช็ดเมื่อครู่
มันสะอาดเป็นเงาวาว
ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาเช็ดไปกี่รอบแล้ว
อันที่จริงตั้งแต่ฉู่หลิวเยว่เริ่มเดินข้ามเส้นทางแห่งดวงดาว จนกระทั่งเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เชียงหว่านโจวก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด
เหมือนเป็นการแสดงออกถึงความกังวลบางอย่าง
เมื่อเขาตื่นตระหนกหรือสับสน มักจะหันมาทำอันใดแบบนี้เสมอ
“อื้ม”
…
ฉู่หลิวเยว่ไม่ได้อยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นานนัก
หลังจากคุยกับซูหลีเสร็จ นางก็ตัดสินใจกลับไปก่อน
เพราะอย่างใดอู่เหยากับพวกเขาก็ยังรออยู่ด้านนอก
ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ ดังนั้นแม้นางจะต้องการออกไปตอนนี้ ก็จะไม่มีใครขัดขวางได้
แต่ทันทีที่ก้าวออกมานางก็พบกับคนที่คุ้นเคย
ซูจิ้ง
ขณะนี้นางยืนอยู่ที่ด้านนอกประตูใหญ่ ดวงตาแฝงไปด้วยความแค้นและไม่พอใจ
“โอ้ว เสินสื่อลำดับที่แปด ท่านมาทำอันใดอยู่ที่นี่?”
ดูเหมือนซูจิ้งจะคิดไม่ถึงว่าฉู่หลิวเยว่จะออกมาอย่างกะทันหัน ใบหน้าของนางจึงฉายแววตื่นตระหนกอยู่ชั่วขณะ
เมื่อได้ยินว่าฉู่หลิวเยว่เดินข้ามเส้นทางแห่งดวงดาวจนสำเร็จ และสามารถเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ ซูจิ้งก็เกิดความรู้สึกปั่นป่วนภายในใจอยู่นานกว่าจะสงบลงได้
หลังจากลังเลอยู่นาน นางก็ตัดสินใจมาที่นี่
เดิมทีนางเพียงแค่อยากมาดูสถานการณ์เท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าฉู่หลิวเยว่จะออกมาในเวลานั้นพอดี จนทั้งสองฝ่ายมาเจอกันเข้า
ซูจิ้งต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมสีหน้าของตนเอง
“ไม่มีอันใด ข้าแค่สงสัยว่าเจ้ามาได้อย่างใดก็เท่านั้น”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มยกมุมปากและพูดขึ้น “แน่นอนว่าข้าเดินเข้ามาตรงๆ อย่างเปิดเผยอย่างใดเล่า”
ซูจิ้งกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ก่อนหน้านี้ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ”
“ข้าเป็นคนที่ชอบมอบความประหลาดใจให้ผู้อื่นอย่างยิ่ง”
“เจ้า…ช่างปากร้ายกาจจริงๆ!”
ซูจิ้งสูดหายใจเข้าลึกๆ
“รอให้เจ้าทะลวงขั้นทลายเทพได้เสียก่อน แล้วค่อยมาโอ้อวดต่อหน้าข้าก็ยังไม่สาย!”
นางไม่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้น ฉู่หลิวเยว่จะทำสำเร็จจริงๆ!
“เสินสื่อลำดับที่แปดเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าไม่เคยคิดจะโอ้อวดอันใดต่อหน้าเสินสื่อเลย ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่ข้าพูดก็ล้วนเป็นความจริง”
หรือว่าในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คนอย่างพวกข้าแม้แต่จะพูดความจริงก็ไม่ได้? หรือท่านเสินสื่อลำดับที่แปดคิดว่าคำพูดนี้มันแทงใจเกินไป?
ฉู่หลิวเยว่แสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง
นางมั่นใจว่าตนไม่เคยคิดจะไปหาเรื่องเสินสื่อลำดับที่แปดผู้นี้เลย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ชอบนาง คอยคิดหาเรื่องนางอยู่ตลอด
เพื่ออันใดกัน?
ซูจิ้งหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“เจ้าจะพูดอันใดก็พูดไป เสินสื่ออย่างข้าคงโต้เถียงเจ้าไม่ได้ แต่ในเมื่อเจ้าก็เข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แล้ว ข้าจะเตือนเจ้าไว้สักประโยคว่า อย่าหยิ่งผยองจนเกินไป ไม่อย่างนั้นอาจตายโดยไม่รู้ตัว! และพวกลูกน้องของเจ้าด้วย ทางที่ดีให้รักษากฎระเบียบไว้ให้ดี เพราะตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์นี้ ไม่ใช่ที่ให้พวกเจ้ามากำเริบเสิบสานได้ตามใจชอบ!”
เมื่อพูดจบ ซูจิ้งก็จากไปด้วยความโกรธ
ทิ้งให้ฉู่หลิวเยว่ยืนงุนงงอยู่คนเดียว
เหตุใดซูจิ้งถึงโกรธขึ้นมาได้ขนาดนี้?
และดูเหมือนว่า…ความโกรธนั้นจะไม่ใช่เพราะนางเพียงคนเดียว?
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดพลางมองตามนางไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปทางประตูใหญ่
…
ทุกอย่างสงบเงียบอย่างมาก
แต่เมื่อฉู่หลิวเยว่ออกมาแล้ว กลับพบว่าผู้คนที่ยืนรออยู่สองข้างทางของเส้นทางแห่งดวงดาวนั้น ยังไม่ได้จากไปแม้แต่คนเดียว
เมื่อนางก้าวออกมา สายตานับไม่ถ้วนก็หันมาจ้องมองนาง
ฉู่หลิวเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง พลางมองไปรอบๆ จึงเข้าใจเหตุผลว่าเหตุใดทุกคนยังคงรวมตัวกันอยู่ที่นี่
…เซียวหรานกำลังยืนอยู่บนเส้นทางแห่งดวงดาว เพื่อพยายามทะลวงค่ายกลสุดท้าย!
ตรงหน้าเขาเช่นเดียวกับตอนที่ฉู่หลิวเยว่เคยเผชิญ มีวงแหวนแสงสีเงินลอยอยู่เงียบๆ
ในตอนนี้ภายในแสงวงแหวนนั้น ได้ถูกวาดลวดลายอักขระบางส่วนออกมาแล้ว
เห็นได้ชัดว่าระดับของเซียวหรานช้ากว่าฉู่หลิวเยว่มาก ทั้งความลื่นไหลก็ด้อยกว่าอยู่ระดับหนึ่ง
แต่ทิศทางโดยรวมยังคงถูกต้องแม่นยำ
ตราบใดที่หลังจากนี้ไม่มีข้อผิดพลาดใด ไม่ช้าก็เร็วเขาก็จะสามารถทำมันได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์!
เมื่อนั้นเขาจะสามารถเดินผ่านเส้นทางแห่งดวงดาวเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้เช่นเดียวกับฉู่หลิวเยว่!
เซียวหรานจดจ่ออยู่กับค่ายกลตรงหน้าจนไม่ทันสังเกตว่าฉู่หลิวเยว่ได้ออกมาแล้ว
แต่ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่สองข้างทางต่างพากันหันมามองนาง แต่ละคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ท่าทีและการแสดงออกของพวกเขาเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยทีเดียว
“น่ายท่าน!”
เสี่ยวปายิ้มและโบกมือเรียก
ฉู่หลิวเยว่จึงก้าวเท้าเดินไปหาพวกเขา