ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2369 พบหน้า
แม่นางสิบเอ็ดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ไม่มีเหตุผลอันใด แค่อยากเข้าไปก็เท่านั้นเจ้าค่ะ”
แม่นางสิบสองพยักหน้าเห็นด้วย
“หากนายท่านลำบากใจ พะ…พวกเราก็จะไม่ไปแล้ว…”
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบใบหน้าของนางทั้งสองอย่างแผ่วเบา
“ข้าจะลองหาทางดู”
แม่นางทั้งสองแทบไม่เคยขออะไรจากนาง หากมีโอกาสนางก็อยากเติมเต็มความปรารถนาของพวกนางสักหน่อย
เสี่ยวปาที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามอย่างสงสัย
“นายท่าน นอกจากที่ท่านเพิ่งพูดไปแล้ว ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ยังมีอันใดพิเศษอีกหรือ”
ฉู่หลิวเยว่หัวเราะเบาๆ
“นับว่ามี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นายท่านของเจ้าจะรู้ได้ในตอนนี้”
ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยสถานที่ต้องห้าม ยิ่งตอนนี้นางเพิ่งจะเข้าไปได้จะไปรู้รายละเอียดมากมายได้อย่างไรกัน
ซูหลีอยู่ที่นั่นมานานขนาดนั้นแล้ว ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก
“แต่ก็ยังได้เจอเสินสื่อหลายท่าน…”
ฉู่หลิวเยว่คิดถึงเรื่องก่อนหน้านั้นขึ้นมา
“เสินสื่อท่านอื่นก็ยังพอคุยกันได้ ยกเว้นเสินสื่อลำดับที่แปด…ดูเหมือนจะมีความแค้นฝังลึกกับข้าเสียจริง…”
“ซูจิ้ง?”
“ใช่”
เสี่ยวปากระแอมไอเบาๆ และพูดขึ้น
“ก็เป็นเพราะตอนนั้นข้าตบหน้านางไปทีหนึ่ง ใครจะไปคิดว่านางจะยังฝังใจอยู่กับเรื่องนี้เล่า!”
ฉู่หลิวเยว่ “…”
ในขณะนั้น ที่ปกตินางเป็นคนช่างพูดกลับไม่รู้จะพูดอะไรออกมา
แม่นางสิบเอ็ดเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัยอย่างมาก
“พี่แปด พวกเขาไม่ได้บอกหรือว่าเสินสื่อล้วนเก่งกาจยิ่งนัก? พี่แปดไปตบหน้านางเข้า นางไม่คิดจะมาเอาเรื่องพี่เลยหรือ?”
เสี่ยวปายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“นางพูดจาหยาบคาย ข้าก็เลยต้องสั่งสอนนางเสียหน่อย ส่วนจะมาเอาเรื่องข้า…เจ้ามองพี่แปดเป็นคนที่จะถูกรังแกง่ายๆ หรือ”
แม่นางสิบเอ็ดส่ายหน้าอย่างจริงจัง
แม่นางสิบสองพูดเสียงเบาว่า
“ข้าจำได้ พี่แปดเคยบอกว่า มีแต่เราที่ไปรังแกคนอื่นได้ ห้ามให้ใครมาเหยียบหัวเราเด็ดขาด”
เสี่ยวปายิ้มกว้างทันที พลางยื่นหน้าไปหอมแก้มแม่นางสิบสองเบาๆ ด้วยความพอใจ
“แม่นางสิบสองฉลาดยิ่งนัก! ยังจำเรื่องนี้ได้ด้วยหรือ”
แม่นางสิบสองหน้าแดงระเรื่อ รู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นเสี่ยวปาดูมีความสุข นางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มที่มุมปาก
ฉู่หลิวเยว่เหลือบมองนางแวบหนึ่งด้วยสายตาลุ่มลึก
ความจำดีๆ เอามาใช้อะไรกับแบบนี้นะหรือ
มีอะไรที่ควรจะจดจำตั้งมากมาย แต่กลับเลือกจำเรื่องพวกนี้…
ไม่แปลกใจเลยที่ซูจิ้งจะมีท่าทีเช่นนั้น
ไม่ว่าเป็นใครคงทนไม่ได้หรอก?
ทว่าเรื่องนี้ก็มีบางอย่างที่น่าสงสัย
“เสี่ยวปา เจ้าไปตบหน้านาง แล้วนางก็ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ แบบนี้หรือ”
ซูจิ้งไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยใครไปง่ายๆ เช่นนี้
“ใครจะไปรู้? แต่ก่อนหน้านี้ข้าเห็นนางเหมือนจะมีปัญหาของตัวเองอยู่ คาดว่าคงไม่มีเวลาและกำลังจะมาคิดเรื่องนี้หรอก อีกอย่าง…ถ้านางกล้ามาเอาคืนล่ะก็ ข้าจะประกาศให้คนทั้งพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์รู้ว่านางโดนข้าตบหน้า!”
หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ซูจิ้งคงไม่กล้าอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อีกต่อไป
แค่คำวิจารณ์และการเยาะเย้ยจากผู้คนก็มากพอจะทำให้นางตกต่ำลงได้!
อู่เหยาผู้เดินตามอยู่ด้านหลังสะดุ้งเบาๆ และแอบสงสารแทนซูจิ้งอย่างเงีบบๆ
จะหาเรื่องใครไม่หา ดันมาเลือกหาเรื่องเสี่ยวปา?
ในบรรดาสิบสามผู้พิทักษ์เยว่ นอกจากพี่ใหญ่แล้ว ที่เหลือต่างก็หลีกทางให้เสี่ยวปากันทั้งนั้น ใครจะกล้าไปมีเรื่องกับนาง?
ซูจิ้งนั่นก็จริงๆ เลยนะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ อย่างน้อยก็น่าจะเลือกเป้าหมายที่จัดการง่ายหน่อยก็ยังดี!
ช่างโชคร้ายจริงๆ
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“แต่ก็ต้องระวังตัวไว้หน่อย”
ซูจิ้งเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น โดนหยามหน้าแบบนั้น คงไม่มีทางยอมจบง่ายๆ แน่
แม้ว่าตอนนี้นางอาจยังไม่ลงมือเพราะเหตุผลบางอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่ทำในภายหลัง
เสี่ยวปาเก็บปอยผมที่ตกลงมาทัดหูไว้ พร้อมส่งยิ้มหวานเย้ายวน
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”
แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าซูจิ้งมีความสามารถเพียงใด
ถ้าแม้แต่ปัญหาที่ยอดเขาโอสถยังไม่สามารถจัดการได้ เช่นนั้นตำแหน่งเสินสื่อลำดับที่แปด…นางจะยังรักษาไว้ได้หรือ?
…
เมื่อทุกคนเดินทางกลับถึงที่พัก ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าประตู ก็เห็นหัวชวงชวงกำลังเดินมาจากอีกทางหนึ่ง
“พี่รอง!”
อู่เหยาพูดขึ้นเป็นคนแรก
อู่เหยา “…”
หัวชวงชวงก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เขามีรูปร่างสูงใหญ่ แม้ว่าตอนนี้สองสาวจะโตขึ้นแล้ว แต่เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็ยังสูงแค่ระดับอกเท่านั้น
หัวชวงชวงก้มตัวลง ใช้มือใหญ่ๆ ลูบหัวพวกนางทั้งสองอย่างแผ่วเบา
“ไม่ได้เจอกันนานขนาดนี้ โตขึ้นเยอะเลยนะ!”
เห็นได้ชัดว่าแม่นางสิบเอ็ดและแม่นางสิบสองดูจะดีใจมากเช่นกัน ต่างทักทายขึ้นพร้อมกัน
“สวัสดีพี่รองเจ้าค่ะ”
แม่นางสิบเอ็ดมองไปที่ไหล่ของเขา
“พี่รอง นั่นอันใดหรือเจ้าคะ?”
หัวชวงชวงเอียงไหล่เล็กน้อย
“อสูรปีกทองกระดูกดำ มันเพิ่งถูกเก็บมาเมื่อไม่นานนี้เอง”
เมื่อมันกางปีก อสูรปีกทองกระดูกดำก็บินมาเกาะที่แขนของแม่นางสิบเอ็ด
แม่นางสิบเอ็ดกล่าวเอ่ยชมขึ้น
“งดงามยิ่งนัก!”
เมื่ออสูรปีกทองกระดูกดำตัวนี้สัมผัสได้ว่าหัวชวงชวงสนิทสนมกับแม่นางสิบเอ็ดและพวกนางอย่างมาก มันจึงค่อยๆ คลายความระแวง พลางก้มศีรษะลงถูหลังมือของแม่นางสิบเอ็ดอย่างเชื่องช้า
แม่นางสิบสองมีสีหน้าอิจฉา
“พี่หญิง ดูเหมือนมันจะชอบพี่มากเลยนะเจ้าค่ะ”
แม่นางสิบเอ็ดยื่นมือออกมา
“ให้เจ้า”
แม่นางสิบสองรีบโบกมือปฏิเสธทันที พลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว
หัวชวงชวงหัวเราะออกมาเสียงดัง
“น้องสิบสอง ดูนี่สิว่านี่คือสิ่งใด”
ขณะที่พูดเขาหันกลับไปมองพลางดีดนิ้ว
“มานี่สิ!”
สิ้นเสียงพูด หัวกลมๆ ปุกปุยก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากหลังมุมกำแพง
หัวชวงชวงกวักมือเรียก
เจ้าตัวเล็กนั่นดูมีกำลังใจขึ้นมาในทันทีจึงวิ่งต้วมเตี้ยมตรงมาทางนี้
เจ้าตัวน้อยมีขนสีขาวสลับทอง ดวงตากลมโตดำขลับ สี่ขาเล็กๆ นั้นเป็นสีดำสนิท
ที่แท้เป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์…พยัคฆ์เหินลม
เพียงแต่ว่าพยัคฆ์เหินลมตัวนี้ยังเด็กนัก แม้จะพยายามวิ่งสุดฝีเท้าอย่างเต็มที่แล้ว แต่ขาสั้นๆ ของมันก็ยังเร็วไม่พอ
เห็นท่าทางน่ารักแบบใสซื่อเป็นพิเศษของมันแล้ว
ทำให้แม่นางสิบสองใจละลายในทันที
“อ๊า!”
นางไม่มีทางต้านทานสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ได้เลย!
เจ้าพยัคฆ์เหินลมวิ่งมาถึงเท้าของหัวซวงซวง แล้วถูไถคลอเคลียอย่างเชื่อฟัง
เมื่อหัวชวงชวงปรบมือ พยัคฆ์เหินลมก็กระโดดพรวดขึ้นมาบนมือของเขา
ตัวของมันยังเล็กมาก ยาวไม่ถึงช่วงปลายแขนของหัวชวงชวงด้วยซ้ำ
หัวชวงชวงยื่นพยัคฆ์เหินลมไปให้
“เจ้าตัวนี้ไม่กลัวใช่หรือไม่”
แม่นางสิบสองพยักหน้ารับ แล้วถามอย่างลังเลพลางเขินอายว่า
“พี่รอง ข้าอุ้มมันได้จริงๆ ใช่หรือไม่”
หัวซวงซวงหัวเราะเสียงดังลั่น
“แน่นอนสิ!”
แม่นางสิบสองจึงค่อยๆ ยื่นมือออกไปอย่างระมัดระวัง และอุ้มเจ้าพยัคฆ์เหินลมตัวน้อยเข้ามาในอ้อมกอด
เจ้าตัวน้อยไม่กลัวคนแปลกหน้าเลย มันสูดดมกลิ่นหอมบนตัวของแม่นางสิบสอง ก่อนจะนอนลงอย่างสบายใจในอ้อมแขนของนาง
แม่นางสิบสองมองมันด้วยความสงสัยและมีความสุขอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
“พี่รอง เจ้าตัวนี้ท่านก็เก็บมาเองหรือ? มันยังตัวเล็กมากเลยแล้วเหตุใดมันถึงไม่ได้อยู่กับแม่ของมันล่ะเจ้าคะ?”
หัวซวงซวงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าแฝงความกังวล
“อื้ม ข้าพบมันตอนที่แม่ของมันตายไปแล้วน่ะ”