ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2384 ข้าเคยเห็นลวดลายนี้มาก่อน
ตอนที่ 2384 ข้าเคยเห็นลวดลายนี้มาก่อน
………………..
เดิมคิดว่าแค่ฉู่หลิวเยว่คนเดียวก็ทำให้คนอิจฉาตาร้อนจนชิงชังได้แล้ว ผลลัพธ์คือตอนนี้แม้แต่ข้ารับใช้ของนางเองก็เก่งกาจปานนี้เหมือนกัน!
ชีวิตช่างเกินจะรับไหวโดยแท้!
กระทั่งลั่วเฟิงยังมุมปากกระตุกอย่างอดไม่อยู่ อยากยกมือตบตัวเองสักฉาดอยู่รอมร่อ ปากมากจริงเจ้า! ใครให้ถามกัน!
ผู้อื่นบุกทะลวงสู่ยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างสบายๆ แล้วตัวเองเล่า?
ลั่วเฟิงเจ็บช้ำน้ำใจเสียจริง
ทุกคนเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์มาด้วยกันก็เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ
ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าชีหานเบี่ยงทางไปเป็นยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เสียแล้ว เขาจะไปรับไหวได้อย่างใด
ลั่วเฟิงอยากจะก้าวเท้าหนีออกไปเสียเดี๋ยวนั้น
แต่คิดไปคิดมาก็ยังคงกัดฟันรั้งรอ… ไม่มีทางเลือก เขาเองก็สงสัยเช่นกันว่าชีหานจะทำสำเร็จได้หรือไม่กันแน่
ชีหานเบนสายตากลับมา ทำหูทวนลมต่อสายตาและคำวิพากษ์วิจารณ์ทุกรูปแบบจากบริเวณโดยรอบ แล้วก้าวเดินต่อไปยังด้านหน้า
…
ตัดมาอีกฟาก น้องแปดกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วยอดเขาโอสถ
ครั้นได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว นางก็เหลือบสายตามองไปทางนั้นแวบหนึ่ง ริมฝีปากแดงระเรื่อคลี่ยกเป็นเส้นโค้งน่ามอง
“พี่เจ็ดเป็นเสือซ่อนเล็บของจริงเลยนี่นา…”
ในเวลาชั่วพริบตาเช่นนี้ก็กลายเป็นยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว
หากสุดท้ายสามารถก้าวสู่เส้นทางดวงดาวได้สำเร็จจริงๆ เช่นนั้นพี่เจ็ดก็จะเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้เหมือนกันมิใช่หรือไร
ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้ในบรรดาสิบสามผู้พิทักษ์เยว่ยังไม่มีใครเข้าไปแม้แต่คนเดียว
ยามคิดมาถึงตรงนี้ น้องแปดพลันเร่งการเคลื่อนไหวของตนให้เร็วกว่าเดิม
แม้นางจะมีนิสัยเกียจคร้านลอยชาย แต่พอพบกับสถานการณ์สำคัญ นางก็ยังคงหัวใสและรับมือกับมันได้ดี
แม้ของสิ่งนี้ไม่นับว่าหาได้ยาก แต่เพราะยาอายุวัฒนะระดับปรมาจารย์เซียนหมอจำนวนมากล้วนต้องใช้มันในการหลอมดังนั้นจึงนับได้ว่าเป็นของที่ค่อนข้างมีค่าทีเดียว
คิดไม่ถึงเลยว่าที่นี่จะเหลือน้อยเพียงเท่านี้…
ยามเห็นหญ้าฝูอวี๋ต้นเล็กปริมาณกำมือหนึ่งที่โตเพียงหนึ่งชุ่นโดยประมาณ น้องแปดก็ยักไหล่
เหลือน้อยขนาดนี้ หยิบไปทั้งหมดไม่ได้แน่ ปล่อยให้โตต่ออีกสักปีก็ไม่พออยู่ดี
นางลูบคางไปมา จู่ๆ นัยน์ตานางก็สว่างวาบ
จริงสิ ตอนมากับเจี่ยนเฟิงฉือรอบก่อน หลังเนินเขาเตี้ยลูกนั้นไปเหมือนจะมีหญ้าฝูอวี๋แปลงใหญ่อยู่แปลงหนึ่ง
บางทีถ้าไปที่นั่นอาจจะเก็บกลับมาได้บ้าง
คิดมาถึงตรงนี้ น้องแปดก็มุ่งหน้าปรี่ไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว
…
น้องแปดเคลื่อนที่ว่องไวอย่างมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็มาถึงที่แห่งนั้นแล้ว
ร่างกายผอมบางของนางดุจผีเสื้อสีสวยเบาหวิวที่เคลื่อนผ่านป่าเขาลำเนาไพร
ครั้งนี้นางมีประสบการณ์แล้ว จึงหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงที่ๆ หนึ่งก่อนพลางกวาดสายตามองไปยังเบื้องหน้า
“อืม วันนี้เหมือนจะไม่มีคนอยู่นะ…”
มิรู้เหตุใดระยะนี้ซูจิ้งจึงมายอดเขาโอสถน้อยลงกว่าเดิมมาก
ตาไม่เห็นถือว่าสะอาด ระยะนี้น้องแปดจึงผ่านไปได้ด้วยความรู้สึกค่อนข้างผ่อนคลาย
อย่างใดเสียไม่ว่าใครได้เจอคนที่จ้องจับผิดเจ้าตลอดเวลา อารมณ์ย่อมไม่ดีไปกว่ากันนักหรอก
เมื่อแน่ใจว่าซูจิ้งไม่อยู่ เลี่ยงปัญหาไปได้อีกข้อหนึ่ง น้องแปดจึงก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ผ่อนลงมาก
ทันใดนั้นเอง กระแสพลังสายหนึ่งก็โจมตีมาขัดขวางนางเอาไว้
“อื๋อ?”
น้องแปดหยุดเคลื่อนไหวไปชะงัด จากนั้นก็พบว่าห่างออกไปไม่ไกล มีค่ายกลสีเขียวอ่อนวงหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา ณ เบื้องหน้าของตน
ตอนนี้เวลาเพิ่งบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์สาดแสง ลำน้ำสายธารสะท้อนประกายระยิบระยับ สายลมพัดโชย ต้นไม้ใบหญ้าผืนใหญ่ที่ขึ้นเป็นกอหนาโบกไหวไปตามแรง
บนค่ายกลสีเขียวอ่อนราวกับมีลวดลายอันหนึ่งปรากฏอยู่เลือนราง คล้ายมีคล้ายไม่มี
ยามทอดสายตามองไปก็พบว่ามันงามระยิบระยับอย่างยิ่ง
“เอ๋? ค่ายกลวงนี้…”
น้องแปดมองดูอย่างชอบใจ ก่อนจะยื่นมือออกไปแตะค่ายกลโดยไม่รู้ตัว
หึ่ง…
เสียงกระหึ่มกึกก้องอันเล็กจ้อยสายหนึ่งดังแผ่ออกมาจากตรงนั้น แต่ไม่ช้ามันก็หายวับไปตามสายลม
นัยน์ตางดงามของน้องแปดเบิกกว้างขึ้นน้อยๆ
เพราะว่า… นอกจากการขวางกั้นที่สัมผัสได้เมื่อคราแรกสุดแล้ว มือของนางยังผ่านทะลุเข้าค่ายกลไปได้อย่างราบรื่น!
มือขาวเนียนดุจหัวหอมของนางผ่านเข้าไปในค่ายกลสีเขียวอ่อนอย่างเงียบเชียบ ราวกับจุ่มมือลงไปในลำน้ำสีมรกตระยับ
ทั้งใสกระจ่าง โปร่งใส และเย็นสดชื่น
นางกะพริบตาปริบๆ พลางไหวโบกฝ่ามือแผ่วเบา
ประกายแสงเปราะบางคล้ายมีคล้ายไม่มีบนค่ายกลเองก็สั่นไหวไปตามกัน สวยงามจับใจยิ่ง
น้องแปดตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่งยวด
…ก่อนหน้านี้เหตุใดนางถึงไม่เคยพบว่าค่ายกลเป็นเช่นนี้มาก่อน… มัน…
นางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบว่าตัวเองคิดไม่ออกเลยว่าคำใดจะเหมาะแก่การอธิบายความรู้สึกเช่นนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อคราวก่อนยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ
นางจำได้แม่นทีเดียวว่าค่ายกลวงนี้มิใช่ของซูจิ้ง นางมิมีแม้แต่อำนาจในการควบคุมมันแม้สักครึ่งหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
ตอนนั้นน้องแปดรู้สึกแค่ว่าเรื่องนี้น่าขำดี ทว่ากลับไม่คาดคิดเลยว่าบัดนี้ค่ายกลวงนี้จะเป็นมิตรกับนางถึงปานนี้?
ไวเท่าความคิด น้องแปดยื่นมือทั้งสองข้างออกไป จัดการผ่าค่ายกลตรงกลางออก
น้องแปดประหลาดใจอย่างยิ่ง นางถอยหลังไปครึ่งก้าว ชักมือกลับมาปิดปากเบาๆ
ค่ายกลเบื้องหน้าฟื้นฟูสู่สภาพเดิมเช่นก่อนหน้าในชั่วพริบตา ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพมายา
แต่แน่นอนว่านั่นหาใช่ภาพมายาไม่
น้องแปดหยุดนิ่งอยู่กับที่อย่างลังเลชั่วครู่ สุดท้ายก็ลองเปิดค่ายกลใหม่อีกครา ก่อนจะก้าวขาเข้าไปข้างในนั้น
จากนั้นนางก็หันศีรษะกลับมามองแวบหนึ่ง ค่ายกลวงนั้นก็ผสานเข้าหากันใหม่ ก่อนจะหายวับไปอย่างรวดเร็วอีกครา
แต่น้องแปดรู้ว่าค่ายกลวงนั้นอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่แรก
นางนึกย้อนไปถึงลวดลายบนค่ายกลที่เห็นเมื่อครู่ แววตาพลันฉายประกายฉงนเคลื่อนผ่าน
ลวดลายภาพนั้นดูแล้ว… คุ้นตาอยู่ไม่น้อยเลย…
นางครุ่นคิดไปมา ก่อนจะยั้งความคิดในใจเอาชั่วคราว สาวเท้าก้าวเดินมาหยุดที่ริมฝั่งลำน้ำ ทั้งยังหาหญ้าฝูอวี๋ที่เติบโตกันเป็นกอหนาเจอตามที่คาดไว้
นางจัดการเก็บหญ้าฝูอวี๋ส่วนหนึ่ง ก่อนจะหมุนกายจากไป
…
หลังจากน้องแปดกลับมาถึงสวนหย่อม ก็เจอเข้ากับเฉินอีพอดี
เขากำลังยืนอยู่ในสวนหย่อม มือหนึ่งไพล่หลังไว้ ทั้งยังกำลังทอดสายตามองไกลออกไปยังทิศทางของเส้นทางดวงดาว
ราวกับกำลังเฝ้าดูชีหานอยู่อย่างใดอย่างนั้น
“พี่ใหญ่”
ครั้นได้ยินสุ้มเสียง เฉินอีก็หันศีรษะกลับมา
น้องแปดเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเขา พลางเบนมองตามครรลองสายตาของเขาไป
“พี่ใหญ่ ท่านยืนอยู่ตรงนี้ก็มองไม่เห็นอันใดหรอก หากเป็นห่วงสถานการณ์ของพี่เจ็ดจริง ไปดูที่เส้นทางดวงดาวตรงโน้นตรงๆ ไม่ดีกว่าหรือ”
เฉินอีเอ่ยเสียงเรียบเรื่อยว่า
“พี่ใหญ่ ท่านหมายความว่า… พี่เจ็ดจะทำสำเร็จแน่นอนอย่างนั้นหรือ”
เฉินอีมิได้พูดอันใด แต่ความหมายก็ค่อนข้างชัดเจนในตัวอยู่แล้ว
น้องแปดผิดหวังในทันใด
“อ๊า เช่นนั้นข้าก็เป็นคนแรกที่ตามนายท่านเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้แล้วอย่างนั้นสิ?”
พี่ใหญ่คาดการณ์ดุจเทพ ไม่เคยทำผิดพลาดมาก่อน
เขาคิดว่าชีหานจะทำสำเร็จ เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีความเป็นไปได้ที่สอง
เฉินอีมองนางแวบหนึ่ง
“ถ้าเจ้าอยากเข้าไป ก็ต้องบุกทะลวงเป็นปรมาจารย์หมอศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ก่อน วันนั้นยังอีกไกลทีเดียว”
สีหน้าของน้องแปดพังทลายในลงพริบตา
“พี่ใหญ่ คำพูดบางอย่างท่านไม่ต้องพูดออกมาตรงขนาดนี้ก็ได้… อ๊ะ จริงสิ! พี่ใหญ่ ก่อนหน้านี้ท่านได้ไปยอดเขาโอสถมาบ้างหรือไม่”
สีหน้าของเฉินอีพลันวูบไหวน้อยๆ
“เกิดอันใดขึ้นหรือ”
“ไม่มีอันใด ก็แค่วันนี้ไปเจอค่ายกลวงหนึ่งในยอดเขาโอสถ รู้สึกว่าเหมือนจะคุ้นเคย…ลวดลายบนค่ายกลวงนั้นอยู่หน่อยๆ”
น้องแปดพูดพลางตวัดสายตามองเฉินอีอย่างรวดเร็ว เผื่อว่าจะมองอันใดออกจากดวงหน้าของเขา
แท้จริงแล้วนางยังพูดประโยคนี้ไม่จบดี
เพราะว่านางไม่ได้รู้สึกแค่ว่าคุ้นเคยกับลวดลายบนค่ายกลธรรมดาๆ เท่านั้น
พูดตามจริงก็คือ นางเคยเห็นลวดลายแบบเดียวกันราวกับแกะที่จวนของพี่ใหญ่น่ะซี!
………………..