ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2387 สารภาพ
สุรเสียงของหมิงซูหยุดชะงักไปในทันที
ส่วนเหยียนเก๋อนิ่งค้างอยู่กับที่
มู่หงอวี่ลูบข้อมือของตัวเองป้อยๆ
“ซี้ด…เหตุใดรอบนี้ถึงได้ล้มเหลวอีกแล้ว…”
ทันใดนั้น นางก็เบิกตากว้างพลางมองเหยียนเก๋อที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้างุนงง
สองสายตาสบประสานเข้าหากัน บริเวณโดยรอบพลันจมสู่ห้วงความเงียบงันไปชั่วขณะ
เหยียนเก๋อถึงกับชาไปทั่วร่าง สมองพลันขาวโพลน
มู่หงอวี่!
นางมาอยู่ที่ไหนได้อย่างใด!
มู่หงอวี่เองก็ตะลึงจนตัวแข็ง ก่อนจะขยี้ตาตัวเองอย่างแรง…คนยังอยู่จริงด้วย!
“ผู้ดูแลรองเหยียน? เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่!?”
มู่หงอวี่เอ่ยถามด้วยไม่อยากจะเชื่อ
ความคิดของเหยียนเก๋อเริ่มแล่นพล่านสุดกำลังอย่างบ้าคลั่ง
เหตุใดเขาถึงอยู่ที่นี่?
แล้วเหตุใดเขาถึงอยู่ที่นี่เล่า!
ในตอนที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง มู่หงอวี่ก็หยัดกายลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นางพุ่งพรวดไปด้านหน้าก้าวใหญ่ แล้วเอี้ยวตัวข้ามโต๊ะกั้นมาคว้าใบหน้าของเขาไว้แน่น
“ใช่จริงด้วย!”
นางตื่นตะลึงจนเสียงขาดหาย
เหยียนเก๋อ “…”
เหยียนเก๋อพยายามใจเย็นอย่างสุดความสามารถพลางแกะมือของมู่หงอวี่ออก
“แม่นางมู่ ท่านจำคนผิดแล้วกระมัง?”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างใดว่าข้าแซ่มู่”
“…”
เหยียนเก๋อคับข้องใจยิ่ง อยากตบปากตัวเองสักฉาด
ยิ่งรนก็ยิ่งพลาด!
“…ข้าเคยได้ยินเรื่องท่านมาก่อน เคล็ดวิชาขอบเขตมหายานขั้นสูงก็ถูกส่งมอบให้ท่านด้วยมิใช่หรือ”
เหยียนเก๋อพยายามทำให้ตัวเองดูน่าเกรงขามอย่างสุดกำลัง ก่อนจะยืนขึ้นหมายหลบฉากจากไป
แววตาของมู่หงอวี่สว่างวาบ นางเอ่ยเสียงสูงว่า
“ผู้ดูแลรองเหยียน ไม่เจอกันหลายปี ท่านดูจะมีน้ำมีนวลขึ้นไม่น้อยเลย”
เหยียนเก๋อพลันหันศีรษะขวับกลับมาอย่างโกรธเกรี้ยว
“เหลวไหล!”
มู่หงอวี่แบมือออก
“ยอมรับแล้ว?”
หน้าผากของเหยียนเก๋อถึงกับกระตุกกึก
สะเพร่าจริง! ประมาทเกินไปแล้ว!
มู่หงอวี่มองดูเขาอย่างพึงพอใจ
พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไม่ยอมรับอีกหรือ?
เหยียนเก๋อสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
“… เจ้ามากับข้า”
พูดจบ ก็หันไปส่งสายตาเป็นนัยให้แก่หมิงซู
มู่หงอวี่มองเหยียนเก๋อที แล้วเลื่อนสายตาหันไปมองหมิงซู ก่อนจะเข้าใจถึงอันใดบางอย่างโดยพลัน
“ผู้ดูแลรองเหยียน เจ้าคือ…”
เขาคือคนของเจินเป่าเก๋อนี่เอง!
อีกทั้งดูแล้ว…สถานะตำแหน่งนั้นสูงกว่าใต้เท้าหมิงซูอีกด้วย!
“เจินเป่าเก๋อแห่งนี้คือของเจ้าหรือ?”
ชั่วพริบตา มู่งหงอวี่ก็เข้าใจเรื่องราวหลายอย่างโดยพลัน
มิน่าล่ะ มิน่าล่ะ!
ที่นี่ก็มีชื่อเรียกว่าเจินเป่าเก๋อมิใช่หรือไร!?
เหยียนเก๋อครวญขอความเมตตา
“แม่นาง ท่านเบาเสียงหน่อย! หูข้ายังไม่หนวกหนา!”
เดิมทีเขาคิดแค่อยากลงมาสูดอากาศข้างล่างเสียหน่อย ใครจะรู้ว่าดันได้มาปะเข้ากับมู่หงอวี่พอดี!
หากเป็นผู้อื่นที่มา เขาอาจจะยังพอตื่นตัวอยู่บ้าง แต่คนผู้นี้ดันเป็นมู่หงอวี่เสียได้
นางบรรลุขอบเขตมหายานขั้นต้นเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังห่างไกลจากขอบเขตมหายานขั้นสูงอยู่ไม่ไกล หากคิดจะมาที่นี่โดยไร้สุ้มเสียงย่อมง่ายดายมาก
ผลลัพธ์ก็คือวันนี้ก็เจอะเข้ากับเหยียนเก๋อได้โดยไม่ทันตั้งตัวเข้าพอดี
เหยียนเก๋อรู้สึกเสียดายอย่างมาก
หากเขาอยู่ในห้องตัวเองดีๆ เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นแล้ว!
ก่อนหน้านี้เพื่อกันไม่ให้ถูกฉู่หลิวเยว่พบเข้า เขาจงใจวางเขตป้องกันหลายชั้นไว้ในห้องนั้นรอบด้านโดยเฉพาะ คนธรรมดาล้วนเข้าไปไม่ได้ทั้งสิ้น
ผลลัพธ์ก็คือ…ป้องกันฉู่หลิวเยว่ได้ แต่ป้องกันมู่หงอวี่ไม่ได้!
มู่หงอวี่ยกนิ้วขึ้นมานิ้วหนึ่งทันควัน
มู่หงอวี่รีบตามไปอย่างว่องไว ครั้นเดินไปถึงครึ่งทางก็หันศีรษะกลับมามองหมิงซูแวบหนึ่ง
คนพวกนี้…ร่วมมือกันมาตั้งแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ
หมิงซูถึงกับสั่นสะท้าน รีบก้มหน้างุดแสร้งว่าตายทันควัน
…ทุกอย่างล้วนเป็นเจตนาของผู้ดูแลรองทั้งสิ้น เขาไม่ได้ข้องเกี่ยวอันใดด้วยทั้งนั้น!
มู่หงอวี่แค่นเสียงในลำคอเบาๆ พลางหันมองเหยียนเก๋อด้วยสายตาเรืองรอง
วันนี้นางต้องถามให้รู้เรื่องให้ได้!
…
ระยะทางจากชั้นหนึ่งถึงชั้นสองใช้เวลาเพียงลมหายใจไม่กี่เฮือก ทว่าเหยียนเก๋อกลับรู้สึกว่าแผ่นหลังของตัวเองถูกเผาเสียจนพรุน
เขาประคองตัวเองมาหยุดอยู่หน้าประตูอย่างยากลำบาก ก่อนจะผลักประตูให้เปิดออก
“เข้ามาคุย…”
เงาร่างของมู่หงอวี่ที่อยู่เบื้องหลังอันตรธานหายไปเสียแล้ว
เขาถึงกับตื่นตะลึง ก่อนจะได้ยินเสียงแว่วดังมาจากด้านหลัง
“ผู้ดูแลรองเหยียน ข้าอยู่ตรงนี้”
มู่หงอวี่ชิงนำเข้าไปในห้องก่อนก้าวหนึ่ง ทั้งยังหาที่นั่งเองเรียบร้อยเสร็จสรรพ
นางเคาะลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงหน้า
“มา ท่านนั่งลงแล้วค่อยๆ เล่าได้เลย”
เหยียนเก๋อ “…”
เหตุใดถึงได้รู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบอย่างอธิบายไม่ถูกเลยเล่า
เหยียนเก๋อปิดประตูด้วยจำนนต่อชะตากรรม สาวฝีเท้าก้าวอย่างลำบาก ค่อยๆ พาตัวเองมาหยุดอยู่หน้ามู่หงอวี่ทีละนิด
คนทั้งสองสบสายตากันครู่หนึ่ง
“ผู้ดูแลรองของเจินเป่าเก๋อ…ก็คือท่าน?”
“…”
“คนที่เอาภาพทมิฬสิ้นอัคคีกับเคล็ดวิชาขอบเขตมหายานขั้นสูงมอบให้พวกเราก็คือท่าน?”
“…”
“ผู้ดูแลรองเหยียน พูดอันใดหน่อยซี!”
เหยียนเก๋อสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะผงกศีรษะอย่างแข็งทื่อหาสิ่งใดเทียบ
มู่หงอวี่จึงจ้องมองเขาเขม็ง
ตั้งแต่แคว้นเย่าเฉินมาจนถึงพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์…
ทุกอย่างนี้มีคนคอยกรุยทางวางแผนไว้แต่แรกแล้วอย่างเห็นได้ชัด
เหยียนเก๋อกระพุ่มมือทั้งสองเข้าด้วยกัน
“แม่นาง เจ้าอยากให้ข้าเล่าเรื่องให้ฟังก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่เจ้าต้องรับปากข้าก่อนหนาว่าจะเก็บมันเป็นความลับสุดยอด!”
มู่หงอวี่เลิกคิ้ว
“เก็บเป็นความลับ? นี่หาใช่เรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าไม่ เหตุใดต้องเก็บเป็นความลับ”
เหยียนเก๋อเอ่ยอย่างขมขื่น
“ชีวิตช่างตรากตรำ ชีวิตช่างตรากตรำ…”
มู่หงอวี่ครุ่นคิดไปมา ก่อนจะกล่าวว่า
“เช่นนั้นท่านลองพูดมาก่อนว่านี่มันเรื่องอันใดกันแน่ ท่านคงมิได้พุ่งเป้าไปที่หลิวเยว่ตั้งแต่แรกหรอกใช่หรือไม่”
นอกจากเรื่องนี้ นางก็คิดหาเหตุผลอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ
เหยียนเก๋อถอนหายใจ
“เรื่องนี้พูดไปก็ว่ายาว…”
…
หมิงซูที่เฝ้ารออยู่บริเวณชั้นล่างเงยหน้ามองขึ้นไปทางชั้นบนเป็นครั้งคราว ในใจบังเกิดความกังวลขึ้นมารางๆ อยู่หลายส่วน
ขึ้นไปกันนานขนาดนี้แล้ว เหตุใดยังไม่ลงมากันอีก
คงมิใช่ว่าผู้ดูแลรองรับมือไม่ไหวจนยอมสารภาพจนหมดเปลือกแล้วหรอกหนา?
เช่นนั้น…จะทำอย่างใดกับฝั่งเถ้าแก่ใหญ่ดี?