ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2388 ข้อตกลง ตอนที่ 2389 พยายามเข้า
ตอนที่ 2388 ข้อตกลง
“…เรื่องโดยคร่าวก็ประมาณนี้”
เมื่อเหยียนเก๋อพูดจบ ภายในห้องก็ตกสู่ความเงียบสงัดในที่สุด
มู่หงอวี่มีสีหน้าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง
เหยียนเก๋อรออยู่พักหนึ่ง ครั้นไม่เห็นนางขยับตัวเสียทีก็ยื่นมือออกไปโบกไหวๆ ต่อหน้านาง
“หงอวี่? หงอวี่?”
มู่หงอวี่ได้สติกลับคืนมาโดยพลัน สายตาที่เบนมามองเขาซับซ้อนอย่างยิ่งยวด
“แบบนี้ก็แปลว่า เจ้ารู้นานแล้วว่าในร่างกายของหลิวเยว่มีเนื้อเพลงฉิน ดังนั้นเลยจงใจไล่ตามไปที่เย่าเฉินตั้งแต่แรก?”
เหยียนเก๋อผงกศีรษะ
“ใช่แล้ว! เพียงแต่ภายหลังข้าเพิ่งมารู้ว่าเนื้อเพลงฉินยอมรับนางเป็นเจ้านายแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับมา”
แท้จริงแล้วคำพูดนี้ไม่ได้มีอันใดผิด
เพียงแต่เหยียนเก๋อละส่วนของท่านผู้นั้นที่สำคัญที่สุดไป
…ก็เขาไม่กล้าพูดออกไปจริงๆ นี่นา!
อีกอย่าง เขาก็แค่กุเรื่องขึ้นตามคำพูดของนายท่าน ส่วนเหตุผลเชิงประจักษ์ก็มีแต่ตัวนายท่านเท่านั้นที่รู้
ถึงเขาจะอยากพูด ก็พูดออกไปไม่ได้อยู่ดี
มู่หงอวี่จมลงสู่ภวังค์ความคิด
นางเคยได้ยินเรื่องเนื้อเพลงฉินอันใดนั่นผ่านหูมาก่อน คำอธิบายของเหยียนเก๋อก็ดูไม่ได้ผิดปกติอันใด
เพียงแต่…
“หากแค่ทำเพื่อเนื้อเพลงฉินนั่นแล้ว ผู้ดูแลรองเหยียน ท่านดูจะเป็นห่วงเป็นใยหลิวเยว่มากไปหน่อยกระมัง?”
มู่หงอวี่ถามกลับไป
“ในเมื่อเป็นของของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ แล้วเหตุใดเจินเป่าเก๋อต้องสนใจถึงปานนี้ด้วย”
เหยียนเก๋อกระแอมไอออกมาคราหนึ่ง
“เดิมเจินเป่าเก๋อกับตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก็มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นต่อกันในหลายทาง พวกเราเองก็หวังว่าเนื้อเพลงฉินจะสามารถหวนคืนสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างราบรื่น”
“ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็แปลว่าตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อยากช่วงชิงเนื้อเพลงฉินของหลิวเยว่ไม่ใช่หรือ?”
“ไฮ่ ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น เจ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนี้ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มีท่าทีเกรงอกเกรงใจต่อนางมาก? ตราบใดที่นางยังอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ก็เท่ากับว่าเนื้อเพลงฉินอยู่ที่นั่นด้วยนี่?”
มู่หงอวี่ครุ่นคิดตาม รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง ทว่ากลับรู้สึกว่ามีบางจุดที่ไม่ถูกต้อง
เหยียนเก๋อกล่าวว่า
“สิ่งที่ควรพูดข้าก็พูดไปหมดแล้ว ตอนนี้เจ้าคงพอใจแล้วกระมัง?”
มู่หงอวี่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามระงับคลื่นอารมณ์ในใจที่ก่อตัวอย่างสุดความสามารถ
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางถึงเอ่ยปากขึ้นมาว่า
“ข้าเข้าใจแล้ว”
พูดจบ นางก็หยัดกายลุกขึ้นเตรียมจากไป
เหยียนเก๋อละล่ำละลักกล่าวว่า
“เอ้อ ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากข้าแล้วนะว่าจะเก็บเป็นความลับ!”
มู่หงอวี่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“จริงๆ แล้วต่อให้ฉู่หลิวเยว่รู้เรื่องพวกนี้เข้าก็ไม่เห็นจะเป็นอันใด นางมิใช่พวกคนใจแคบอยู่แล้ว ผู้ดูแลรองเหยียน ท่านกำลังกังวลอันใดอยู่”
เหยียนเก๋อถอนใจอย่างจนปัญญา
“ข้อนี้ข้ารู้ดี ความจริงข้าคอยหาโอกาสไปคุยกับนางให้ชัดเจนอยู่ตลอด เพียงแต่หาเวลาที่เหมาะสมไม่ได้เสียที ถึงได้ลากยืดเยื้อมาจนป่านนี้ เพราะแบบนั้นครั้งนี้เลยอยากให้เจ้าเก็บเป็นความลับไปก่อน กลับไปข้าจะหาโอกาสไปขอโทษนางด้วยตัวเอง”
“เช่นนั้นก็ตกลง”
พูดจบ เงาร่างของมู่หงอวี่ก็หายวับไปจากภายในห้องอย่างรวดเร็ว
เหยียนเก๋อพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด ทอดสายตามองห้องที่ว่างเปล่าพลางพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้
“เหมือนว่าต้องรีบบุกทะลวงสู่ขอบเขตมหายานขั้นสูงแล้วจริงๆ…”
…
หลังจากมู่หงอวี่ออกมาจากร้านเจินเป่าเก๋อ นางก็มุ่งหน้ากลับจวนที่พักของตัวเอง
ในตอนนั้นเอง ก็มีลำแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งทะยานสูง แล้วค่อยๆ เบ่งบานกระจายไปในผืนฟ้า
นางเหลือบสายตาขึ้นไปมอง
ชีหานคงแก้ค่ายกลระดับยอดปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้อีกอันหนึ่งแล้วเป็นแน่แท้
ดูจากความเร็วระดับนี้ ใช้เวลาอีกไม่นานเขาก็คงเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้แล้วกระมัง?
ครั้นคิดมาถึงตรงนี้ มู่หงอวี่ก็ตวัดสายตาเบนไปมองทางตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ตอนนี้หลิวเยว่น่าจะกำลังติดตามสถานการณ์ของชีหานอยู่
เพราะแบบนั้นกลับไปหานางช้าหน่อยน่าจะดีกว่า
อีกอย่าง นางเหมือนจะแตะถึงขีดจำกัดของขอบเขตมหายานขั้นสูงได้รางๆ แล้ว!
ตอนที่ 2389 พยายามเข้า
ระยะเวลาสามเดือนคล้อยผ่านไปอย่างว่องไว
ฟากชีหานที่อยู่บนเส้นทางดวงดาวนั้นก็ฝ่าฟันมาถึงเบื้องหน้าค่ายกลวงสุดท้ายแล้ว
ครั้นเห็นค่ายกลวงสุดท้ายที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า ชีหานก็พรูลมหายใจออกมายาวเหยียด
ห่างออกไปไม่ไกล เบื้องหน้ามีหร่วนเจี้ยนเฟิงกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาสลักซับซ้อน
ต้องเข้าใจก่อนว่าตอนเสินสื่อลำดับที่เจ็ดอย่างจิ้นอวิ๋นไหล่มาถึงที่นี่ เขาก็ฝ่าฟันตั้งแต่เริ่มจนจบ ข้ามผ่านเส้นทางดวงดาวและเข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
แต่ชีหานนั้นรวดเร็วกว่าเขามาก!
ในตอนนั้นเอง ผู้คนที่คอยเฝ้าดูอยู่บริเวณรอบข้างเส้นทางดวงดาวทั้งสองฟากนั้นร่อยหรอกว่าก่อนหน้านี้ไปมาก
เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นก่อนที่ประตูสวรรค์จะปิดลง คนส่วนใหญ่ล้วนสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ไม่มีอารมณ์เอื่อยเฉื่อยไปสนใจผู้อื่นแล้ว
ส่วนพวกที่ยังเหลืออยู่ล้วนเป็นคนที่รู้แน่ชัดแล้วว่าตัวเองไม่มีหวังจะขึ้นสวรรค์บรรลุสู่เทพ จึงเลือกยอมแพ้ไป
แน่นอนว่ายังมีปรมาจารย์ค่ายกลอีกจำนวนไม่น้อยที่คาดหวังว่าจะเรียนรู้อันใดจากชีหานมาได้บ้าง
ทั้งยังหวังว่าจะได้รับแรงกระตุ้นเฉกเช่นชีหานและบุกทะลวงได้สำเร็จ
แน่นอนว่าแท้จริงแล้วนี่ทำได้ยากมากนัก
อย่างใดเสียทั้งพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์เองก็มีแค่เซียวหรานผู้เดียวที่สำเร็จ
ชีหานมิได้สนใจในเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
เขาจดจ้องไปยังค่ายกลตรงหน้า จากนั้นก็เงื้อมือขึ้น
ลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยาน ก่อนจะเข้าก่อตัวรวมกันกลายเป็นรัศมีแสงขนาดมหึมาต่อหน้าเขาอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็คิดจะทำการแก้ค่ายกลวงสุดท้ายตามวิธีก่อนหน้านี้ของฉู่หลิวเยว่และเซียวหรานเช่นกัน!
หร่วนเจี้ยนเฟิงขมวดคิ้วแน่นกว่าเก่า
เขามิใช่ปรมาจารย์ แต่ด้วยฐานะของเสินสื่อ เขาจึงมีความเข้าใจในเส้นทางดวงดาวและค่ายกลอย่างแม่นยำ
ผลงานของชีหานที่แสดงให้เห็นมาตลอดนี้ชวนให้ตื่นตะลึงมากโดยแท้
เขายืนยันได้เลยว่ามีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าตัวจิ้นอวิ๋นไหล่อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับฉู่หลิวเยว่
การที่ฉู่หลิวเยว่เข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ต้องมีเหตุผลอยู่เป็นแน่ เช่นนั้น… ชีหานก็คงทำไม่สำเร็จหรอกกระมัง?
…
“มาถึงขั้นนี้แล้ว มีเหตุผลให้ไม่เข้ามาดูด้วยหรือไร? เขาสำเร็จเส้นทางดวงดาวได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน สำหรับเขาแล้ว การเข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มันยากเย็นตรงไหนกัน?”
ซูหลีนั่งอยู่ตรงข้ามนาง ยามเห็นสีหน้านางสงบนิ่งก็กล่าวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“เจ้านี่ใจเย็นเสียจริง ขนาดข้ายังตื่นเต้นจนต้องแอบไปดูอยู่หลายรอบ เจ้ากลับไม่ออกไปข้างนอกเลยสักครั้ง นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนก็คงคิดว่าชีหานเป็นข้ารับใช้ของข้าแล้ว”
“ไปดูหรือไม่ ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมอยู่ดี”
ฉู่หลิวเยว่พูดพลางจัดการเก็บสมุนไพรทั้งหมดให้เรียบร้อย ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้น
ซูหลีกล่าวอย่างประหลาดใจว่า
“เจ้าจะออกไปข้างนอกหรือ”
ฉู่หลิวเยว่ผงกศีรษะ
“ข้าจะไปหาถวนจื่อ”
หลังจากถวนจื่อจากไปคราก่อน ก็ไม่ได้มาที่นี่อีก
นางครุ่นคิดไปมา ก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นเพราะอวี้เชียนออกคำสั่งไว้
แต่แม้ถวนจื่อจะมาไม่ได้ นางก็ไปแทนได้
ระยะนี้มัวแต่สาละวนอยู่กับการวิเคราะห์ใบสั่งยา ไม่ได้ดูแลใส่ใจถวนจื่อเลย จึงต้องแวะเวียนไปดู
ซูหลีผงกศีรษะ ก่อนจะถอนใจอย่างเหงาหงอยอยู่หลายส่วน
“อยู่คนเดียวช่างน่าเบื่อนัก”
ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้ว “เหตุใดผู้อาวุโสถังเคอถึงไม่แวะเวียนมาเลยเล่า”
ความจริงนางอยากถามเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว
ซูหลีใช้เวลาส่วนใหญ่พำนักอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ตามหลักแล้ว ถังเคอเองที่เป็นช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะติดสอยห้อยตามมาเช่นกัน
“เขาบอกว่ากำลังแลกเปลี่ยนวิชาเคล็ดหลอมอาวุธกับซั่งกวนจิ้งอยู่ ไม่มาก็ดี จะได้ไม่ทำให้งานข้าล่าช้า”
ฉู่หลิวเยว่เอ่ยยิ้มๆ ว่า
“ดูเหมือนว่าถ้าองค์ไท่จู่บุกทะลวงเรียบร้อยหลังกลับไป ข้าต้องขอบคุณผู้อาวุโสถังเคอและท่านงามๆ เสียหน่อย”
ซูหลีโบกมือไปมา
“ขอบคุณข้าเหตุใด?”
รอยยิ้มมุมปากของฉู่หลิวเยว่ทวีความลึกล้ำขึ้น มิได้กล่าวอันใดออกมา
ซูหลีกลับตอบสนองมาอย่างว่องไว ดวงหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อน้อยๆ
“เสี่ยวเยว่เออร์ อย่าได้พูดจาเหลวไหล”
“เมื่อครู่ข้ามิได้พูดอันใดเสียหน่อย”
ใบหน้าของซูหลีพลันทวีความแดงก่ำ
ฉู่หลิวเยว่เองก็ไม่ได้หยอกล้อนางอีก หลังจากพูดต่ออีกสักสองสามประโยคก็ขอตัวจากไป
…
ครั้นฉู่หลิวเยว่มาถึงประตูใหญ่ นางก็ผลักประตูให้เปิดออก
หร่วนเจี้ยนเฟิงได้ยินดังนั้น ก็หันมามองแวบหนึ่ง
ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องมาดูแล้วสินะ?
หรือบางทีคงเป็นเพราะกังวลว่าชีหานจะทำไม่สำเร็จ เลยตั้งใจมาชี้แนะโดยเฉพาะ?
สายตาของฉู่หลิวเยว่กวาดมองค่ายกลที่ชีหานกำลังร่างเค้าโครงอยู่เบื้องหน้าแวบหนึ่ง
หร่วนเจี้ยนเฟิงเอ่ยเสียงเย็นว่า
“ซั่งกวนเยว่ ต่อให้เจ้าทำสำเร็จและชีหานจะเป็นข้ารับใช้ของเจ้าก็ตาม เจ้าก็ห้ามช่วยเขา มิเช่นนั้น… ความสำเร็จที่ผ่านมาทั้งหมดของเขาก็จะสูญเปล่า!”
ฉู่หลิวเยว่มองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด
นี่ก็เถียงไม่ออกจริงๆ นั่นล่ะ
อย่างใดเสียผลงานที่ผ่านมาของชีหานก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง
“แล้วเจ้าออกมาทำอันใดกัน”
ไม่ออกมาแต่แรก ไม่ออกมาตอนจบ แต่เป็นตอนนี้นี่นะ?
ฉู่หลิวเยว่คลี่ยิ้มอบอุ่น
“ข้ามาให้กำลังใจชีหานน่ะซี”
นางพูดพลางสาวเท้าไปด้านหน้าก้าวหนึ่ง แล้วกล่าวกับชีหานว่า
“พยายามเข้า”
พูดจบ ก็หมุนกายเตรียมจากไปจริงๆ
หร่วนเจี้ยนเฟิง “…”
บรรดาฝูงชน “…”
เจ้าบอกจะให้กำลังใจ แต่มาพูดแค่สองคำนี้จริงๆ หรือ?
ชีหานพยักหน้า
“ขอบคุณนายท่านมากขอรับ”
หร่วนเจี้ยนเฟิงเองก็ทึ่มทื่อไปเช่นกัน เขาถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“เจ้าจะไปทั้งแบบนี้นี่นะ?”
ฝีเท้าของฉู่หลิวเยว่หยุดชะงัก “มิเช่นนั้นเล่า? อ้อ จริงด้วย…”
นางราวกับนึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ก็มิปาน จึงหันไปตะโกนอีกรอบ
“ข้ากลับมาช้าหน่อย ถ้าเจ้าเข้าไปได้ไวก็ไปหาซูหลีก่อนนะ คอยรอข้าก็พอ”
“ขอรับ”
ฉู่หลิวเยว่ผงกศีรษะอย่างพึงพอใจ ก่อนหันไปยิ้มให้หร่วนเจี้ยนเฟิง
“เสินสื่อลำดับที่ห้ายังมีคำถามอีกหรือไม่ หากไม่มี ข้าจะไปแล้วหนา?”
หร่วนเจี้ยนเฟิงสะบัดชายเสื้อคลุมอย่างแรงด้วยสีหน้าเย็นเยียบ
ฉู่หลิวเยว่จึงจากไปอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม