ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2394 ข้าเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เจ้า
ตอนที่ 2394 ข้าเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เจ้า
………………..
ปีศาจแดงกับถวนจื่อมาถึงประตูสวรรค์ในเวลาอันรวดเร็ว
ตอนนี้ที่นี่ก็โดดเดี่ยวอ้างว้างเหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ
มีเพียงเงาร่างร่างหนึ่งที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่
เป็นอู่เหยานั่นเอง
เขาเงยศีรษะมองประตูสวรรค์พลางขมวดคิ้ว
ประตูสวรรค์บานนี้… เขาเฝ้าดูมันมาหลายวันแล้ว จะดูอย่างใดก็ขัดตายิ่งนัก
ทั้งยังชวนให้คันไม้คันมืออีกด้วย
กระทั่งตัวเขาเองยังต้องยอมรับ
เป็นแค่ประตูแตกๆ บานหนึ่งมิใช่หรือ มีอันใดน่าสนใจกัน?
แต่ทุกครั้งที่ตัดสินใจว่าจะไปแล้ว เขาก็มักจะรู้สึกสั่นไหว จากนั้นก็คอยวกกลับมาที่นี่อยู่เรื่อย
ตั้งแต่มาถึงพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์จนกระทั่งตอนนี้ อู่เหยานั้นอยู่ที่นี่มาร่วมหลายเดือนแล้ว
เขายืนสับสนอยู่นานทีเดียว ก่อนจะยื่นมือออกไปหมายจะสำรวจในท้ายที่สุด
ทว่ายังไม่ทันจะได้แตะประตูสวรรค์ ด้านหลังของเขาพลันส่งเสียงแว่วดังบางอย่างมาเสียก่อน
อู่เหยารีบชักมือเก็บทันควัน ก่อนหันศีรษะไปมองข้างหลังอย่างระแวดระวัง
ครั้นเห็นผู้มาใหม่ เขาก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอกในทันใด
“ถวนจื่อ เจ้ามาได้อย่างใด”
เขาพูดพลางตวัดสายตาไปมองข้างกายของถวนจื่อ ก่อนจะพบว่ามีนกชิงเชวี่ยตัวหนึ่งติดสอยห้อยตามมาด้วย
นี่มัน…
“ปีศาจแดง!?”
อู่เหยาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบกล่าวเตือนว่า
“รอก่อนถวนจื่อ ที่นี่…”
ปึง!
ศีรษะของถวนจื่อชนเข้ากับค่ายกลโปร่งแสงเข้าอย่างจัง นางถอยหลังดัง “ตึก ตึก ตึก”! ไปหลายก้าว ก่อนจะทรุดลงนั่งบนพื้น
“…มีค่ายกล”
ถวนจื่อนวดศีรษะของตนพลางหยัดกายลุกขึ้น
อู่เหยาที่ได้เห็นสภาพของนางในตอนนี้ได้ถนัดตาก็อดตกใจไม่ได้
“ถวนจื่อ ผมเจ้า… เกิดอันใดขึ้นกับมัน”
หมวยผมข้างหนึ่งยังคงอยู่ในสภาพดี ทว่าหมวยผมอีกข้างกลับหลุดลุ่ยจนมีเส้นผมบางส่วนที่ยุ่งเหยิงร่วงปรกลงมา
ดูแล้วราวกับเพิ่งไปทะเลาะต่อยตีกับใครมาก็มิปาน ทั้งยังเป็นการสู้แบบหมัดต่อหมัดเสียด้วย
ถวนจื่อพลันรู้สึกอับอายขึ้นมา แต่ตอนนี้หาใช่เวลามาฟื้นฝอยหาตะเข็บกับเรื่องพวกนี้ไม่ นางรีบกล่าวเร็วรี่ว่า
“อู่เหยาเกอเกอ ท่านปลดค่ายกลนี้ออกมาได้หรือไม่ ข้ากับปีศาจแดงต้องออกไปข้างนอก!”
อู่เหยา “…”
ถวนจื่อเหมือนเข้าใจอันใดเขาผิดไปหรือเปล่า
เมื่อเห็นว่าทั้งสองรีบร้อนกันเช่นนี้ เขาก็ส่ายศีรษะพลางกล่าวว่า
“มีแค่เสินสื่อที่รับผิดชอบดูแลประตูสวรรค์เท่านั้นจึงจะปลดค่ายกลนี้ได้ สรุปแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ จู่ๆ พวกเจ้าถึงได้รีบร้อนจะออกไปกันเช่นนี้?”
ถวนจื่อส่ายศีรษะจนเหมือนกลองป๋องแป๋ง
“อู่เหยาเกอเกอ ตอนนี้อธิบายไม่ทันแล้ว! ตอนนี้เสินสื่อที่ดูแลประตูสวรรค์คือใคร ข้าจะไปหาเขา!”
อู่เหยายังไม่ทันจะได้พูดอันใด สุรเสียงสายหนึ่งพลันแว่วดังมาจากด้านหลังของพวกเขา
“เจ้าจะออกไปทำอันใด”
หลังจากรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของค่ายกลฟากนี้ เขาก็รีบมุ่งหน้ามาทางนี้ทันที
แต่จะอย่างใดก็คาดไม่ถึงว่า ผู้ที่ก่อความวุ่นวายครานี้จะเป็นถวนจื่อ
ข้างกันนั้นยังมีนกชิงเชวี่ยตัวหนึ่งด้วย?
สายตาของชิวถงจับจ้องไปที่ปีศาจแดงอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วน้อยๆ
นกชิงเชวี่ยตัวนี้มิใช่อสูรศักดิ์สิทธิ์ ในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีสัตว์อสูรเช่นนี้…
“ไอ๊หยา! เจ้าอย่าถามมากได้หรือไม่! ไม่มีเวลาแล้ว!”
ถวนจื่อตบลงบนค่ายกลอย่างแรง
“รีบเปิดสิ! ถ้าไม่เปิดข้าจะกัดลิ้นตายให้เจ้าดู!”
ชิวถง “…”
อู่เหยาใช้มือปิดหน้าไว้
ความรู้สึกขายขี้หน้าคนเช่นนี้มันคืออันใดกันนะ…
สีหน้าของชิวถงพลันเข้มงวดขึ้นมา
“ไม่ได้”
“ไม่ได้!? เหตุใดจะไม่ได้!”
ถวนจื่อระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
ชิวถงรู้สึกว่าถวนจื่อนั้นจงใจชวนตีอย่างไร้เหตุผลโดยแท้ ดังนั้นจึงไม่คิดสนใจคำพูดของนางแม้แต่น้อย
“ประตูสวรรค์หาใช่ที่ที่ใครจะเข้าออกได้ตามใจชอบ เจ้าเอง…ก็ไม่ได้”
ถวนจื่อมองปีศาจแดงแวบหนึ่ง จากนั้นก็กัดฟันกรอด แรงกดดันรอบกายพลันปะทุออกมา!
พรึ่บ!
เปลวเพลิงสีทองอร่ามพลันพวยพุ่งขึ้นมาพริบตา ก่อนจะระเบิดลงบนค่ายกลอย่างหนักหน่วง!
“เจ้าจะเปิดไม่เปิด!”
…
ณ ทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์
สุ้มเสียงของฉู่หลิวเยว่แผ่วเบา ทว่าคนทั้งหลายล้วนได้ยินกันอย่างชัดเจน
สีหน้าของปี้หลิงพลันเย็นเยียบ เรียวคิ้วดุจใบหลิ่วเลิกสูง
“บังอาจ! นามสูงส่งของเสินสื่อลำดับที่หนึ่งใช่สิ่งที่เจ้าจะเรียกตรงๆ ได้หรือ!?”
ฉู่หลิวเยว่หัวเราะออกมาคำรบหนึ่งราวกับได้ยินเรื่องขบขันก็มิปาน
นางเอียงศีรษะพลางมองมู่ชิงเห่อ กล่าวว่า
“มู่ชิงเห่อ เจ้าบอกนางไปสิว่าข้ามีคุณสมบัติที่จะเรียกเจ้าเช่นนี้หรือไม่?”
ข้อมือของปี้หลิงขยับไหว หมายจะลงมืออีกครา!
“ข้าว่าเจ้าไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองมีสถานะอันใด!”
ภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ กระทั่งเสินสื่อลำดับที่สองอย่างอวี้เชียนก็มิกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดคุยกับเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง
และแม่นางนี้…ช่างอวดดีโดยแท้!
มือข้างหนึ่งพลันยื่นออกมาขัดขวางทางแส้เส้นยาวของปี้หลิงเอาไว้
เขาแทบไม่ได้ออกแรงอันใดเลยด้วยซ้ำ ทว่าปี้หลิงกลับรู้สึกว่าแส้ยาวเส้นนั้นถูกยับยั้งไว้อย่างแน่นหนาก็มิปาน ขยับไหวไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“ปี้หลิง ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ เจ้าฟังไม่เข้าใจหรือ”
มู่ชิงเห่อเอ่ยเรียบเรื่อย ทว่าน้ำเสียงกลับน่าเกรงขามแลดุดันโดยไม่ต้องสงสัย!
ในใจของปี้หลิงตกใจอย่างมาก ดวงตาปรากฏแววหวั่นเกรงอย่างลึกล้ำ รีบถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที แล้วกล่าวว่า
“ปี้หลิงมิกล้า!”
แม่นางผู้นี้… รู้จักกับเสินสื่อลำดับที่หนึ่ง?
ทั้งยังดูไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบตื้นเขินเสียด้วย
มิเช่นนั้น นางย่อมมิกล้าเอ่ยเช่นนั้นกับเสินสื่อลำดับที่หนึ่งเป็นแน่
แต่แม่นางผู้นี้ดูเหมือนจะเพิ่งมาจากโลกภายนอก เสินสื่อลำดับที่หนึ่งไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนประเภทนี้ได้อย่างใดกัน
มู่ชิงเห่อเบนสายตามองไปทางฉู่หลิวเยว่
ไม่ได้เจอกัน… นานมากแล้วจริงๆ
เทียบกับครั้นอดีตแล้ว รูปลักษณ์ของนางสง่างามกว่าเดิมขึ้นมาก
แม้จะอยู่ในผืนทะเลอันมืดมิดแลเย็นยะเยือกเช่นนี้ นางก็ยังคงสว่างเรืองรองจนแสบตาดุจไข่มุกอย่างเดิมก็มิปาน
เนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า
“วันที่ผู้อาวุโสลำดับห้าทรยศตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะมีจุดจบเช่นวันนี้ ขอบเขตมหายานขั้นสูงไม่เลวเลยทีเดียว แต่พวกเจ้าคงลืมไปแล้วว่าผู้อาวุโสลำดับห้าเองก็บรรลุระดับขอบเขตมหายานขั้นสูง กระทั่งเขายังหนีไปจากที่นี่ไม่รอด พวกเจ้า… ก็ยิ่งไม่มีทางรอด”
มู่หงอวี่ขบริมฝีปากของตน
“ออกไปภายในหนึ่งเค่อ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก่อนหน้านี้ข้าจะไม่เอาความ”
”เสินสื่อลำดับที่หนึ่ง!?”
ปี้หลิงมองเขาด้วยไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“สองคนนี้ลอบเข้ามาในทะเลมายาศักดิ์สิทธิ์หลายต่อหลายรอบ ทั้งยังพยายามที่จะชิงตัวผู้อาวุโสลำดับห้า ก่อความผิดนับไม่ถ้วนเช่นนี้จะไปปล่อยผ่านเช่นนี้ได้อย่างใดกัน?”
“นั่นสิ จะปล่อยไปทั้งแบบนี้ได้อย่างใด”
ฉู่หลิวเยว่พูดพลางก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง
เดิมมู่หงอวี่คิดจะดึงรั้งนางเอาไว้ ทว่าพอยื่นมือไปได้ครึ่งทางกลับหยุดชะงักไป
ตอนนี้นางเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างใดดีเช่นกัน…
มิน่าก่อนหน้านี้ถึงได้รู้สึกคุ้นเคยเลือนรางอยู่หลายส่วน ที่แท้ก็…
แต่มู่ชิงเห่อจะมาเป็นเสินสื่อลำดับที่หนึ่งไปได้อย่างใด!?
“เรื่องที่แล้วก็แล้วกันไป…”
ฉู่หลิวเยว่เอื้อนเอ่ยอย่างเฉื่อยชา นางครุ่นคิดถึงคำพวกนี้ ใบหน้าฉายแววคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“มู่ชิงเห่อ เจ้ามีคุณสมบัติที่จะพูดประโยคนี้กับข้าหรือ”
สายตาของนางหยุดลงบนดวงหน้าของมู่ชิงเห่อ ก่อนจะไล่สายตากวาดมองไปมาทีละนิด
ครั้งหนึ่งคนผู้นี้เคยเป็นคนที่นางไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุด
ทว่ามาบัดนี้ เขากลับใช้ตัวตนนี้มายืนอยู่ต่อหน้านาง แล้วบอกนางว่าเขายินดีที่จะปล่อยเรื่องที่ผ่านมาไปอย่างนั้นหรือ
ทันใดนั้น สายตาของนางพลันแข็งกร้าว
ตำแหน่งข้างหูของมู่ชิงเห่อมีรอยแผลที่ถูกไฟเผาหลงเหลือไว้รอยหนึ่ง
น่าจะเป็นแผลเป็นมาจากตอนไฟไหม้ใหญ่ครานั้นกระมัง?
จากนั้น นางก็จ้องเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะมองหาคำตอบลงไปในนัยน์ตาที่สงบราบเรียบดุจบ่อน้ำลึกอันมืดมิด
“เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้าเลย”
“มู่ชิงเห่อ ข้าเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เจ้า เหตุใดข้าถึงจะเรียกไม่ได้”
………………..