ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2406 ยอมนางแล้ว
ทว่าอวี้เชียนนั้นก็มิได้นำพา
อย่างไรเสียไม่ว่าจะคนหรือสัตว์อสูร ความจริงก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาทั้งนั้น
เขาทำอะไรเสินสื่อลำดับหนึ่งไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะลงโทษหัวซวงซวงผู้นี้ไม่ได้ด้วยนี่นา
ไหนจะเจ้าสัตว์ร้ายตัวจ้อยตัวนั้นอีก
อวี้เชียนลูบง่ามมือของตนไปมา
เรื่องนี้หากจะหาคนผิด ก็ต้องโทษมันที่เกิดมาผิดครรภ์แล้ว!
พยัคฆ์ย่ำวายุตัวที่กัดเขาถูกเขาฆ่าตัดศีรษะไปแล้ว เจ้าตัวเล็กนี่ย่อมต้องเจ็บแค้นเขาฝังลึกในใจเป็นแน่แท้ จะเลี้ยงดูให้ดีอย่างไรก็คงเลี้ยงไม่ได้แล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ต้องกำจัดไปให้หมดสิ้น!
ดังนั้น ท่าทีของอวี้เชียนจึงเด็ดขาดอย่างมาก
เขามองหัวซวงซวงแวบหนึ่งพลางแค่นหัวเราะ
“น่าแปลกเสียจริง พูดไปแล้ว มันเองก็มิใช่อสูรศักดิ์สิทธิ์ในพันธะของเจ้า เหตุใดเจ้าต้องทำเพื่อมันขนาดนี้ด้วย”
เมื่อครู่เขายังคิดอยู่เลยว่าที่หัวซวงซวงทำเช่นนี้ก็เพราะมีพันธะระหว่างกันกับพยัคฆ์ย่ำวายุตัวนี้
แต่พอมองดูอย่างละเอียดแล้วถึงได้พบว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่
สำหรับอวี้เชียนแล้ว การที่หัวซวงซวงทำเช่นนี้จึงยิ่งน่าหัวเราะมากขึ้นไปอีก
“กรร!”
พยัคฆ์ย่ำวายุตัวน้อยแผดคำรามใส่อวี้เชียนอีกครา
หัวซวงซวงลูบศีรษะมันเป็นเชิงปลอบโยน แล้วกล่าวว่า
“แม้ไม่มีพันธะต่อกัน แต่ชีวิตของสัตว์อสูรก็เป็นชีวิต”
ลมปราณมหาศาลอันน่าหวาดหวั่นสายหนึ่งเข้ารวมตัวกันบนฝ่ามือของอวี้เชียน!
ทว่า ในตอนที่เขากำลังจะลงมือนั่นเอง สุรเสียงร้องใสกระจ่างพลันแว่วดังออกมาจากส่วนลึกของป่า
กี๊!
อวี้เชียนขมวดคิ้วแน่นพลางจดจ้องสายตามองไป พบว่าเป็นอสูรปีกทองกระดูกดำตัวหนึ่งที่บินทะยานเข้ามาขวางอยู่เบื้องหน้าหัวซวงซวงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ขนนกทั่วร่างของมันมีแทบนับเส้นได้ สองตาจ้องเขม็งไปที่อวี้เชียนด้วยสายตาขึงขังราวกับมองศัตรูก็มิปาน
อวี้เชียนมองมันอยู่หลายที ถึงจะค่อยๆ จำได้ว่าเป็นตัวที่เคยมอบให้จวินจิ่วชิงยามก่อนหน้า
เขารู้ว่าอสูรปีกทองกระดูกดำตัวนั้นได้หัวซวงซวงช่วยเอาไว้ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าตอนนี้เจ้าตัวนั้นจะยืนหยัดเพื่อหัวซวงซวง แล้วหันมาต่อต้านเขาแทน
หลายปีก่อน มันก็ถูกเขาเลี้ยงดูมาในภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หนา!
“เจ้า”
อวี้เชียนกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ก็ต้องหยุดชะงักในทันที สีหน้าของเขาดุดันขึ้นยามมองไปด้านหลังของหัวซวงซวง
ภายในป่าลึกปรากฏสายตาที่เต็มไปด้วยแววปฏิปักษ์ขึ้นมาคู่หนึ่ง
จากนั้น ก็มีดวงตาคู่ที่สอง คู่ที่สามตามมา!
สุ้มเสียงซ่อกแซ่กดังแว่วลอยมา
บรรดาอสูรศักดิ์สิทธิ์ที่หลบหนีไปเมื่อครู่บัดนี้ล้วนหวนคืนกลับมา ทั้งยังพร้อมใจกันมาหยุดยืนเผชิญหน้ากับอวี้เชียนอยู่ไกลๆ ข้างกายหัวซวงซวง!
จิตสังหารเย็นยะเยือกแผ่ออกมา ทำเอาอวี้เชียนกราดเกรี้ยวยิ่งกว่าเก่า
“พวกเจ้า! คิดจะก่อกบฏหรือ?”
…
ณ ยอดเขาโอสถ
เมื่อจัดการเก็บสมุนไพรที่เหลือจนเสร็จสิ้น น้องแปดก็ลากเยี่ยนชิงกลับไป
ระหว่างทางที่ลากตัวเยี่ยนชิงกลับจึงพูดจ้ออยู่ไม่น้อย
ฟากเยี่ยนชิงนั้นก็ยังคงสงวนถ้อยวาจาดังเช่นปกติ นอกจากส่งเสียงขานรับเป็นเชิงเห็นด้วยสองสามครั้งหรือตอบคำถามของนางแล้ว เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะคอยฟังนางพูดอย่างเงียบสงบ
พูดจ้อมาตลอดทาง น้องแปดรู้สึกกระหายน้ำด้วยคอแห้ง ในที่สุดก็นึกอะไรบางอย่างออก นางหันมองเยี่ยนชิงพลางกะพริบตาใส่ปริบๆ แล้วถามว่า
“ท่านพี่เยี่ยนชิง ท่านรู้สึกว่าข้าพูดมากน่ารำคาญหรือไม่”
ดวงหน้าเยี่ยนชิงมิได้แสดงอารมณ์อันใดออกมา
“ไม่”
สุรเสียงของนางนุ่มนวลชวนฟัง แตกต่างจากผู้อื่น
น้องแปดได้ยินเช่นนั้น ก็ปรี่เข้าไปลูบแขนเขาอย่างพออกพอใจ
ภายใต้เสื้อตัวบางคือแขนของบุรุษที่เพรียวยาวแลแข็งแรงเปี่ยมกล้ามเนื้อ
นางเอ่ยแกมหัวเราะคิกคักว่า
“ท่านพี่เยี่ยนชิงช่างเรียนรู้ไวยิ่งนัก”
นางพูดพลางคว้าแขนเยี่ยนชิง หมายจะเปิดประตูเข้าไปข้างใน
ทว่าทันทีที่มาถึงหน้าประตู บานประตูกลับถูกคนเปิดออกก่อนแล้ว
ดวงหน้าอันคุ้นเคยสะท้อนสู่สายตา
สองฝ่ายสบสายตากันไปมาอย่างนิ่งงัน
อวี๋มั่วมองคนทั้งสองที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าตกตะลึง
เพราะว่าเพิ่งกลับมา แขนเรียวยาวขาวเนียนของน้องแปดจึงยังคงวางแหมะอยู่บนแขนของเยี่ยนชิง
มือของคนทั้งสองจึงยังจับเข้าด้วยกัน
อวี๋มั่วเบิกตาอ้าปากค้าง ในใจแผดร้องอย่างบ้าคลั่ง นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ใครก็ได้บอกเขาทีว่าในระยะเวลาสั้นๆ แค่นี้เกิดอะไรขึ้นบ้างกันแน่
“อื๋อ ใต้เท้าอวี๋มั่ว ไม่ได้เจอกันนานเลยหนา”
อวี๋มั่วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“พวก พวกเจ้า”
น้องแปดลากเยี่ยนชิงให้เข้าไปข้างใน หมุนกายไปปิดประตู จึงจะปล่อยเยี่ยนชิงให้เป็นอิสระ ก่อนจะยกมือสองข้างขึ้น กล่วด้วยเสียงบริสุทธิ์ใจว่า
“วางใจเถอะท่าน ข้าแค่ยืมตัวใต้เท้าเยี่ยนชิงไปใช้งานเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด”
อวี๋มั่วหนังตากระตุกถี่ยิบ
ใช้งาน?
ใช้งานอะไร?
“นะ นะ นอกจากฆ่าคนแล้ว เขาก็ทำงานทำการอื่นไม่เป็นแล้ว จะ จะ เจ้ายืมไปใช้งานอย่างใด”
เยี่ยนชิงตวัดสายตาคมปลาบดุจมีดไปมองอย่างว่องไว
น่าเสียดายที่ในตอนนี้อวี๋มั่วตื่นตะลึงเกินไปโดยแท้ ย่อมมิอาจรับรู้ภัยคุกคามถึงตายครานี้ได้
น้องแปดหยักยกริมฝีปากคลี่ยิ้ม พลางกะพริบตาปริบๆ ไปทางอวี๋มั่ว
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าใต้เท้าเยี่ยนชิงมีความสามารถยอดเยี่ยม แต่ว่า…เขาเองก็เป็นบุรุษหนา”
ลากออกไปใช้เป็นพวกโล่ป้องกันเทือกๆ นั้นได้ดีมากเลยทีเดียว
ส่วนอวี๋มั่วนั้นตะลึงจนมึนงงไปแล้ว
นั่นมันหมายความว่าอย่างไรกัน
เขาพลันนึกอะไรบางอย่างออก รีบหันขวับไปมองเยี่ยนชิง ก่อนจะกวาดสายตาเคลือบแคลงแกมตื่นตกใจมองเยี่ยนชิงตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบหนึ่ง
ไม่ หรอก กระ มัง!
เยี่ยนชิงนิ่วหน้า แววตาทอประกายจิตสังหารออกมา
ความปรารถนาแรงกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ทำให้อวี๋มั่วได้สติในที่สุด รีบชักสายตากลับมาในทันที
ส่วนน้องแปดนั้นเดินมุ่งหน้าตรงไปทางสวนหย่อม
“อื๋อ นายท่านกับองค์ชายยังไม่ออกมาอีก?”
อวี๋มั่วรีบอธิบายเร็วรี่
“พวกเขาสองคนกำลังแลกเปลี่ยนกลยุทธ์หมากกันอยู่ ภายในระยะเวลาสั้นๆ คงยังออกมาไม่ได้”
เขาเองก็รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของนายท่าน จึงรีบรุดมาคุ้มกันโดยเฉพาะ
“แม่นางแปดยังมีเรื่องเร่งด่วนอีกหรือไม่”
“ไม่มีแล้วล่ะ”
ในเมื่อกำลังยุ่งกันอยู่ เช่นนั้นนางก็จะรออยู่อย่างนี้นี่ล่ะ
น้องแปดพูดจบ ก็กล่าวลาคนทั้งสอง ก่อนจะกลับห้องของตนเองไป
จนกระทั่งเงาร่างของนางหายวับไปในประตูแล้วสิ้น อวี๋มั่วถึงได้ปรี่มาหยุดอยู่หน้าเยี่ยนชิงทันทีด้วยท่าทีที่พยายามระงับความตื่นเต้นดีใจของตัวเองอย่างสุดความสามารถ
“ลูกพี่! เจ้ายอมนางแล้ว?”