ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2408 ภาพสะท้อน
ตอนที่ 2408 ภาพสะท้อน
………………..
ฉู่หลิวเยว่ “…”
ไม่ได้เจอหลายปี เหตุใดแม่นางสองคนนี้ถึงได้มีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยเหมือนผู้อื่นกัน
ถ้าดูไม่ผิดละก็ ดาบเล่มนั้นคืออาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อกระมัง
ทั้งยังเป็นเล่มที่ก่อนหน้านี้นางไม่เคยเห็นด้วย
ในตอนนั้นเอง สุรเสียงเปี่ยมด้วยเจตนาชื่นชมก็ดังก้องเข้ามา
“ถูกต้องแล้ว! รอบนี้แม่นางสิบสองพัฒนาเยอะขึ้นมากเลยทีเดียว!”
ฉู่หลิวเยว่เบนสายตาไป พบว่าข้างกายสองคนนั้นไม่ไกลนักมีถังเคอคอยยืนเอามือไพล่หลังพลางมองสองคนนั้นด้วยสีหน้าพึงพอใจและชื่นชม
“คุณภาพของอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อพวกนี้นับได้ว่าอยู่ในระดับธรรมดาเท่านั้น พวกเจ้าลองฝึกฝนไปก่อน อีกสักพักจะหาของที่ดีกว่านี้มาให้พวกเจ้า!”
ซั่งกวนจิ้งต้องหลอมสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งใกล้ขั้นตอนสุดท้ายเท่าใด พลังของทัณฑ์สวรรค์ที่ต้องการก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นจึงต้องเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ
ทันทีที่บุกทะลวง ก็จะนับได้ว่าก้าวเข้าสู่ขั้นพลังของช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการ!
เพื่อให้วันนี้มาถึง ถังเคอจึงเตรียมการมาพรั่งพร้อมเสร็จสรรพแล้ว
มิอาจพลาดช่วงที่สำคัญที่สุดไปได้โดยเด็ดขาด
ครั้นแม่นางสิบสองได้ยินคำชมเชย ดวงหน้าเล็กก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที นางผงกศีรษะสุดแรง
“ได้ ได้เจ้าค่ะ! ขอบคุณ ขอบคุณเจ้าค่ะผู้อาวุโสถังเคอ!”
นางยิ่งรู้สึกกระตือรือร้นมากกว่าเก่าแล้ว
แม่นางสิบเอ็ดมิได้เอ่ยอะไร แต่มือยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด
ฉู่หลิวเยว่ “…”
แม้นางจะคาดหวังมากว่าจะได้เห็นองค์ไท่จู่บุกทะลวงมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ในตอนนี้…ดูจะไม่ค่อยเหมือนกับที่คาดคิดไว้เสียเท่าใดนัก…
การเคลื่อนไหวใหญ่โตปานนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของผู้อื่นเป็นแน่
มู่หงอวี่มีสีหน้าตื่นตะลึงแกมปลดปลง
“ที่แท้ก็ทำเช่นนี้ได้ด้วย! ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง!”
เจี่ยนเฟิงฉือเอ่ยติดขำขันว่า
“ใช่แล้ว ภายในทัณฑ์สวรรค์พวกนี้ยังมีพลังส่วนหนึ่งของข้าด้วยนะ…”
มู่หงอวี่ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
“หากช่วยให้ผู้อาวุโสซั่งกวนจิ้งบุกทะลวงสู่ช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ได้จริง เจ้าก็ได้หน้าด้วยตกลงไหม! จิ๊ ไม่รู้จักพอจริงๆ”
เจี่ยนเฟิงฉือ
“???”
แม้คำพูดนี้จะมีเหตุผล แต่ทำไมฟังแล้วชวนให้รู้สึกไม่ชอบมาพากลอยู่หลายส่วนเลยเล่า
มู่หงอวี่กลับหันไปมองแม่นางสิบเอ็ดและแม่นางสิบสองอีกครั้งหนึ่ง
“ก่อนหน้านี้ได้ยินมาแค่ว่าพวกนางกินจุมาก คาดไม่ถึงเลย…ว่าจะมากขนาดนี้!”
กระแสพลังอันน่าหวาดหวั่นเหล่านี้ล้วนถูกสองคนนี้ดูดซับและซึมซาบเข้าไปในร่างกายทั่วทุกส่วนจนหมดสิ้น
ถึงขั้นที่ว่าตอนนี้พวกนางสามารถหักอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยมือเปล่าแล้ว
ความสามารถเช่นนี้…ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ ก็มิอาจทำเช่นนี้ได้โดยคล่องแคล่วง่ายดายปานนี้หรอกกระมัง
“พูดไปแล้ว พวกคนที่อยู่ข้างกายหลิวเยว่ก็ค่อนข้างเก่งกาจกันไม่เบาจริงๆ”
…
ณ ภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์
อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมากันอย่างต่อเนื่องต่างพากันล้อมหัวซวงซวงเอาไว้ตรงกลาง กลายเป็นกองกำลังที่เผชิญหน้ากับอวี้เชียน
อวี้เชียนโกรธเกรี้ยวอย่างมาก ในตอนที่กำลังจะลงมือนั่นเอง พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นเสียก่อน
“ช้าก่อน!”
อวี้เชียนนิ่วหน้า หันศีรษะกลับไปมองตาม
ครั้นเห็นคนมาใหม่ ดวงหน้าของเขาพลันฉายแววตะลึงงุนงง
“… ท่านประมุขโหมวเจิน?”
โหมวเจินหัวเราะร่าพลางเดินเข้ามา
“เสินสื่อลำดับสอง กำลังรอเจ้าอยู่พอดีเลย”
”รอข้า?”
อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงประมุขเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลง ท่าทีของอวี้เชียนจึงนับว่าสุภาพอยู่ไม่น้อย
“ประมุขโหมวเจินมาหาข้ามีธุระอันใด?”
“แน่นอนอยู่แล้ว เดิมทีข้าอยากมาหาเสินสื่อลำดับสองเพื่อพูดคุยกันสักหน่อยอยู่นานแล้ว แต่เจ้ายังไม่ออกมาจากตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ก็เลยรอมาจนถึงตอนนี้”
ระหว่างที่โหมวเจินพูด ก็ราวกับเพิ่งเห็นหัวซวงซวงเข้าก็มิปาน
“โอ้ ที่นี่ยังมีคนอื่นอยู่ด้วย?”
สายตาของเขากวาดมองเหล่าอสูรศักดิ์สิทธิ์ที่ล้อมรอบหัวซวงซวงเอาไว้ ท้ายที่สุดก็ไปหยุดอยู่ที่หัวซวงซวง แววตาของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย
หัวซวงซวงกุมกำปั้นเป็นเชิงคำนับ
“คารวะประมุขโหมวเจิน”
โหมวเจินโบกมือปัด ก่อนจะเอ่ยแกมหัวเราะแก่อวี้เชียน
“เสินสื่อลำดับสอง มิทราบว่าตอนนี้สะดวกพูดคุยแบบส่วนตัวหรือไม่”
อวี้เชียนนิ่วหน้าขึ้นมาในทันใด
เขาพูดพลางตวัดสายตาจ้องหัวซวงซวง
วันนี้จัดการเขาไม่ได้ แต่…ตอนกลับมายังคงมีโอกาสอยู่
โหมวเจินราวกับไม่รู้สึกถึงบรรยากาศตึงเครียดระหว่างคนทั้งสอง
“เสินสื่อลำดับสอง เชิญ”
จากนั้น อวี้เชียนกับโหมวเจินก็จากไปพร้อมกัน เหลือไว้ก็แต่หัวซวงซวงกับอสูรศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่ง
ภัยคุกคามหายไปแล้ว หัวซวงซวงจึงปล่อยลมหายใจออกมาแผ่วเบา
แต่กลับไม่รู้ว่าทำไมถึงยังคงมีลมหายใจที่ค้างอยู่ในช่วงอก ทำเอาหายใจติดขัด รู้สึกย่ำแย่จนเกือบสำลัก
“หงิง!”
พยัคฆ์ย่ำวายุส่งเสียงร้องออกมาจากอกของเขา
หัวซวงซวงก้มศีรษะลงมองมันแวบหนึ่ง เจ้าตัวน้อยยังคงตัวสั่นงกๆ
เห็นได้ชัดว่ายังคงหวาดกลัวอยู่ทีเดียว
แต่…เมื่อครู่มันก็ยังวิ่งถลาออกไปอย่างไม่คิดจำนน
ไหนจะเจ้าพวกที่อยู่รอบๆ นี่อีก…
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นที่ได้อสูรศักดิ์สิทธิ์มากมายปานนี้พร้อมใจกันปกป้อง คงต้องรู้สึกยินดีปรีดาและภาคภูมิใจมากเป็นแน่
ทว่าตอนนี้อารมณ์ของหัวซวงซวงกลับรู้สึกอึดอัดหนักอึ้งเป็นพิเศษ
ยามเห็นสภาพน่าเวทนาของพยัคฆ์ย่ำวายุตัวนั้นเมื่อคราวก่อน เขาก็รู้ว่าเสินสื่อลำดับสองผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์อย่างอวี้เชียนนั้นย่อมมิใช่คนดีน่าคบค้าสมาคม
พอได้มาเห็นวันนี้แล้ว ก็เป็นตามที่คาดไว้จริงๆ
ในสายตาของเขาแล้ว อสูรศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็เป็นเพียงสิ่งของที่จัดการได้ตามใจเท่านั้น
เขามิได้สนใจดูแลพวกมันเลยแม้แต่น้อย
นอกจากพยัคฆ์ย่ำวายุตัวนั้นแล้ว ไม่รู้ว่ายังมีอสูรศักดิ์สิทธิ์กี่มากน้อยที่อยู่ในสภาพย่ำแย่แบบเดียวกันนี้บ้าง…
หัวซวงซวงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กล่าวว่า
“ครั้งนี้ต้องขอบใจพวกเจ้ามาก แยกย้ายกันกลับไปเถอะ”
เขาพูดพลางยกแขนขึ้น อสูรปีกทองกระดูกดำตัวนั้นก็บินโผเข้ามาเกาะบนแขนของเขา
เขายกเท้าเดินจากไป
หลงเหลือแต่เพียงสายตาอาลัยอาวรณ์หลากหลายคู่ที่จดจ้องมองเขาและโอบล้อมเขาไว้
หัวซวงซวงเดินไปได้ระยะหนึ่ง ก็หยุดฝีเท้าลงอีกครา
เขาก้มศีรษะลงมองถวนซิ่นจื่อที่ถักทออยู่บริเวณเอว
…
ณ ท่าเรือดอกท้อ
อวี่จิ่วที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเขตแดนกำลังเล่นกระบี่ไม้ในมือของตน
ของสิ่งนี้ดูจะใช้การไม่ได้แล้ว ต้องเปลี่ยนอันใหม่
แต่โชคยังดีที่ก่อนจะพี่ใหญ่ทิ้งกระบี่ไม้ไว้ให้เขาอยู่หลายเล่มก่อนจะออกเดินทาง
ทันใดนั้นเอง เสียงฉินที่บรรเลงอยู่ไกลๆ ก็แว่วดังขึ้นมาจากประตูเขตแดนเบื้องหน้าเขา!
อวี่จิ่วตื่นตกใจ รีบเหลือบตามองไปทันที
พบว่ากระจกอันเป็นประกายวาววับที่ฝังภายในประตูเขตแดนนั้นเผยให้เห็นร่างเงาร่างหนึ่งคล้ายมีคล้ายไม่มีปรากฏขึ้นเลือนราง!
………………..