ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2409 ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 2409 ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์
………………..
นั่นคือร่างเงาของสตรีผู้หนึ่ง
แสงเงาพร่าเลือน จึงมองเห็นเพียงรูปร่างโดยคร่าวได้เลือนรางเท่านั้น
อวี่จิ่วถึงกับใจกระตุกกึก มือกำกระบี่ไม้แน่นโดยไม่รู้ตัว สองตาจ้องเขม็ง
ตั้งแต่กระจกบานนี้ปรากฏขึ้นมาในประตูเขตแดน นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น!
นัยนาทั้งสองของเขามองร่างเงานั้นตาไม่กะพริบ ด้วยต้องการจะมองดูให้แจ่มแจ้ง
น่าเสียดายที่ภาพฉากนั้นพร่ามัวเกินไปโดยแท้ จึงมิอาจมองเห็นอะไรได้ชัดเจนเป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย
แรงกดดันมหาศาลเบาบางสายหนึ่งค่อยๆ แผ่กระจายออกมา กระทั่งอวี่จิ่วเองยังบังเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นอันลึกล้ำขึ้นมาในใจ
นี่มัน…
แต่เพียงแค่ครู่เดียว ร่างเงาร่างนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป
ประกายแสงเจิดจ้าบนผิวกระจกแผ่ขยายเข้าปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างอีกครา
จนเหมือนกับว่า…ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นปกติดี
แต่อวี่จิ่วกลับมิได้ผ่อนคลายลงแต่อย่างใด
เขาไม่เคยสัมผัสถึงแรงกดดันอันน่าตื่นตระหนกเช่นเมื่อครู่มาก่อน
เหตุใดบนผิวกระจกถึงได้มีร่างเงาเช่นนั้นได้
แล้วคนผู้นั้นคือใครกันแน่
อวี่จิ่วรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาหลายส่วน
แต่หลังจากนั้นพักใหญ่ ภาพฉากเช่นนั้นก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นมาให้เห็นอีก
เนิ่นนาน เขาก็พรูลมหายใจแผ่วเบาออกมาในที่สุด ก่อนจะเบนสายตากลับไป
ทัณฑ์สวรรค์ที่เข้ามารวมตัวกันนั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ซั่งกวนจิ้งยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ เบื้องหน้าของเขามีดาบเล่มหนึ่งกำลังลอยเคว้งอย่างเงียบเชียบ
นั่นคือดาบยาวที่แปรสภาพมาจากแร่สำริดสีดำอมน้ำฟ้า ใบดาบกว้างประมาณสามข้อนิ้ว หนาหนึ่งนิ้ว หลังตัวดาบเว้าลงไปเป็นร่องบนใบดาบ
ในตอนนั้นเอง ทัณฑ์สวรรค์สีเงินนับไม่ถ้วนต่างทยอยมาถึง ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ดาบยาวในมือของเขาพร้อมกัน
สะเก็ดไฟกระจัดกระจายไปทั่วสี่ทิศ เสียงอัสนีบาตก้องดังกระหึ่มทั่ว
ซั่งกวนจิ้งสะกดกลั้นลมหายใจ รวบรวมสมาธิจดจ้องไปยังดาบยาวตรงหน้า ด้วยเกรงว่าจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา
เดิมทีเขาคิดว่าพอสระอัสนีบาตถูกปิดผนึก การบุกทะลวงทั้งหมดนี่ก็คงไม่มีหวังแล้ว
คาดไม่ถึงเลยว่าจะได้แม่นางสิบเอ็ดและแม่นางสิบสองเข้าช่วยไว้
อีกอย่าง ยังมีถังเคอด้วย
มีกำลังสนับสนุนจากภายนอกมากมายปานนี้ หากรอบนี้ไม่สำเร็จ เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีหน้าไปเจอผู้คนแล้ว!
ก่อนหน้านี้ทุกอย่างดำเนินได้ราบรื่นมาโดยตลอด ตอนนี้เหลือเพียงแค่จุดสำคัญที่สุด อัญเชิญพลังภายในหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวออกมา ถ่ายทอดเข้าไปในตัวดาบ แล้วตีหลอมให้กลายเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์
ชั้นตอนนี้พูดง่าย แต่พอลงมือทำเข้าจริงแล้วกลับยากเย็นแสนเข็ญยิ่ง
ช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ทว่าหลายปีมานี้ ผู้ที่ประสบผลสำเร็จกลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าอะไร
ดังนั้น ในใจของซั่งกวนจิ้งจึงประหม่าอย่างมากเช่นกัน
เขารวบรวมสมาธิ มองจดจ่อไปยังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดขอบฟ้าที่ไกลออกไป
จะสำเร็จหรือไม่ ทุกอย่างล้วนดูรอบนี้แล้ว!
จากนั้น สองมือของเขาก็คว้าดาบไว้มั่น พลังปราณศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างถ่ายทอดสู่ตัวดาบอย่างบ้าคลั่ง!
…
“ใกล้สำเร็จแล้ว!”
ยามเห็นภาพฉากนี้ ถังเคอก็สั่นกำปั้นด้วยสีหน้าตื่นเต้นจนปิดไม่มิด
เขาเป็นช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ ย่อมรู้ถึงสิ่งนี้ดีที่สุด
คราวนี้ซั่งกวนจิ้งสำเร็จสู่ระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน!
การเคลื่อนไหวนี้ดึงดูดความสนใจของคนนับไม่ถ้วนได้ชะงัด
ฉึบฉึบฉึบ!
สุ้มเสียงแหวกอากาศแว่วดังขึ้น
คนจำนวนมากพากันทยอยปรากฏตัว ต่างก็แหงนศีรษะจดจ้อง ครรลองสายตาเคลื่อนตามลำแสงสายนั้นไป
“นี่มัน…มีคนกำลังหลอมสมบัติศักดิ์สิทธิ์อยู่?”
“การเคลื่อนไหวไม่ได้มาจากตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เหมือนจะมีคนบุกทะลวงเป็นช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์เลยหนา…”
“เดี๋ยวก่อน เหตุใดข้ารู้สึกว่าทางนั้นมันเหมือน…”
เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ประตูสวรรค์ปิดตัวลง ทุกคนล้วนตกอยู่ในสภาพตึงเครียดกันถ้วนหน้า
จู่ๆ ตอนนี้ก็เกิดการเคลื่อนไหวใหญ่โตปานนี้ ย่อมดึงดูดบรรดาฝูงชนที่อึกทึกครึกโครมได้เป็นธรรมดา
ในเวลาเช่นนี้ ทันทีที่สัญญาณของความโกลาหลบังเกิดขึ้นแม้เพียงนิด ก็ล้วนแต่ดึงดูดความสนใจได้ชะงัด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเรื่องใหญ่อย่างการบุกทะลวงสู่ช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ด้วย!
ชั่วขณะนั้น ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างมองไปทางซั่งกวนจิ้งตามลำแสงสายนั้น
ในไม่ช้า ก็มีคนตาดีจำตัวตนของเขาได้
“นั่นมันซั่งกวนจิ้งมิใช่หรือ คนที่มาพร้อมกับซั่งกวนเยว่คนนั้นน่ะ”
“เหมือนเขาเองก็ไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงบุกทะลวงเป็นช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ได้เล่า?”
“ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนตอนอยู่ที่อาณาจักรเสิ่นซวี่ เขาเป็นถึงช่างหลอมอาวุธระดับแนวหน้าเลยหนา…”
“มิใช่สิ! สระอัสนีบาตเองก็ปิดผนึกไปแล้วมิใช่หรือ แล้วทัณฑ์สวรรค์พวกนั้นมาจากไหนกัน”
แม่นางสิบเอ็ดแหงนหน้ามองฟ้า ก่อนจะเก็บอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในมือกลับไป
“น่าจะพอแล้วล่ะ”
“พี่สาว พอแล้วหรือยัง”
แม่นางสิบสองเอ่ยถามอย่างไม่ใคร่จะแน่ใจนัก
แม่นางสิบเอ็ดผงกศีรษะเป็นมั่นเหมาะ
ถังเคอเองก็พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย
“ปริมาณของทัณฑ์สวรรค์เพียงพอแล้ว ต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง”
ดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้ได้ ที่เหลือก็ไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว
“อ้อ เจ้าค่ะ”
แม่นางสิบเอ็ดเก็บของอย่างเชื่อฟัง จากนั้นราวกับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จึงเงยศีรษะขึ้นมามอง
ในตอนนั้นเอง ลำแสงเรืองรองสายหนึ่งพลันพุ่งผ่านผืนฟ้า มาหยุดอยู่เหนือดาบยาวเล่มนั้นที่อยู่เบื้องหน้าของซั่งกวนจิ้งพอดิบพอดี!
ตูม!
เสียงกระหึ่มกึกก้องดังลั่น กระแสพลังอันแข็งแกร่งแผ่กระจายไปทั่วสี่ทิศ!
ลำแสงสายนั้นเข้าห่อหุ้มตัวดาบไว้โดยพลัน
แรงกระตุ้นอันยากจะบรรยายสายหนึ่งเริ่มพวยพุ่งออกมา!
ถังเคอแน่ใจเป็นมั่นเหมาะ
ซั่งกวนจิ้งมีพรสวรรค์ด้านหลอมอาวุธที่น่าตกตะลึงมากโดยแท้ สมแล้วที่เขาสละเวลามาคอยชี้แนะให้
ในที่สุด ตอนนี้ก็…
“นั่นอันใดน่ะ”
สุรเสียงนุ่มนวลพลันดังขึ้นมาจากด้านข้าง
ถังเคอหันศีรษะกลับไปมอง พบว่าแม่นางสิบสองกำลังแหงนศีรษะมองดูฉากนี้อยู่ ประโยคเมื่อครู่ก็เป็นนางเองที่ถามออกมา
เขาชื่นชอบในตัวแม่นางสองคนนี้อย่างยิ่ง ดังนั้นจึงมีความอดทนกับพวกนางมากเป็นพิเศษ
แม่นางสิบสองชี้ไปด้านบน เอ่ยเสียงเบาว่า
“ลำแสง…นั่น?”
ถังเคองุนงงไปพักหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวอธิบาย
“อ้อ นั่นคือลมปราณจากหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัว หากอยากหลอมสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ต้องใช้ของสิ่งนี้จึงจะหลอมได้”
แม่นางสิบสองผงกศีรษะอย่างสับสน แต่สองตายังคงจดจ้องไปบนผืนฟ้า ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
จากนั้น นางก็ดึงชายเสื้อของแม่นางสิบเอ็ดเบาๆ
แม่นางสิบเอ็ดหันศีรษะกลับไปมอง
คนทั้งสองสบสายตากันครู่หนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร พวกนางก็เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายคิดอยู่ในใจได้
ราวกับว่า…เห็นจนทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น
สุดท้ายก็เป็นแม่นางสิบเอ็ดที่หนักแน่นกว่ามาก หลังครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว ก็กล่าวว่า
“ตอนนี้เกรงว่าจะไม่สะดวก รอให้ดึกกว่านี้หน่อย ข้าค่อยคิดหาวิธีอีกรอบ”
แม่นางสิบสองผงกศีรษะอย่างเชื่อฟัง
“เอาอย่างที่พี่สาวว่า”
สุ้มเสียงของคนทั้งสองแผ่วเบามาก ตอนนี้ความสนใจส่วนใหญ่ของถังเคอล้วนอยู่ที่ซั่งกวนจิ้ง จึงแทบไม่ได้ยินอะไรเลย
ตูม!
แรงกดดันมหาศาลอันน่าตกตะลึงพลันมาเยือน!
ซั่งกวนจิ้งก้าวเข้าสู่เขตแดนของช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการ!
…
แววตาของฉู่หลิวเยว่วูบไหวน้อยๆ
นางรู้แต่แรกแล้วว่าองค์ไท่จู่ต้องทำสำเร็จ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะสำเร็จภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ด้วย…
ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ
“เยว่เออร์ ตาเจ้าแล้ว”
สุรเสียงทุ้มนุ่มแว่วดังขึ้น
นางเบนสายตากลับมามองกระดานหมากรุกที่ตั้งคั่นระหว่างคนทั้งสองอีกคราหนึ่ง
ปลายนิ้วของนางปรากฏประกายแสงเคลื่อนไหว นางตัดสินใจเดินหมากโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย!
ครานี้นางใช้พลังที่รุนแรงกว่าที่เคยแสดงออกมาก่อนหน้านี้มาก!
เพียะ!
บนกระดานหมากรุกพลันเผยให้เห็นกระแสคลื่นกระเพื่อม!
ทว่าเพียงแค่ครู่เดียว หรงซิวก็ลงหมากตามมาติดๆ
หมากสีดำตัวหนึ่งวางชิดกับหมากตัวเมื่อครู่ของนาง
กระแสคลื่นทั้งหมดสลายหายวับไปอย่างเงียบงัน!