ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2410 ไม่ยอมแพ้
ตอนที่ 2410 ไม่ยอมแพ้
………………..
ฉู่หลิวเยว่กุมหว่างคิ้วของตน
เป็นแบบนี้อีกแล้ว
แท้จริงแล้ว หมากทุกตัวที่นางเดินนั้นล้วนแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้มาก
แต่สำหรับหรงซิวแล้ว มันแทบไม่มีผลกระทบอะไรเลย
ไม่ว่านางจะใช้พลังออกไปกี่ส่วน เขาก็จะตามมาอย่างรวดเร็ว ทั้งยังดูดกลืนคลื่นกระเพื่อมทั้งหมดที่นางสร้างขึ้นจนหมดสิ้นได้อย่างง่ายดาย
นี่มันคือ…บดขยี้จากทุกทิศทางชัดๆ!
ฉู่หลิวเยว่ไม่เคยประสบกับความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
ราวกับไม่ว่านางจะทำอย่างไร ก็หาทางข้ามความต่างระหว่างคนทั้งสองไปไม่ได้เสียที
นางรู้แต่แรกแล้วว่าบุรุษตรงหน้าปิดบังความสามารถไว้ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ ดังนั้นนางจึงไม่เคยกล้าเอ้อระเหยลอยชาย ทั้งไม่กล้าดูถูกเขาแม้แต่นิดด้วย
แต่ตอนนี้…
ครั้นหรงซิวเห็นว่านางไม่เคลื่อนไหวนานเกินไป ก็เลิกคิ้วกระบี่ขึ้นน้อยๆ
“เหตุใด เยว่เอ๋อร์ไม่อยากเดินหมากแล้ว?”
“หมากที่รู้อยู่แล้วว่าแพ้แน่…”
ฉู่หลิวเยว่เอ่ยเสียงเบา
ไม่เพียงพ่ายแพ้ แต่เป็นการพ่ายแพ้ที่น่าอนาถมากด้วย
แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองจะเพิ่งเริ่มต้น แต่นางกลับมองเห็นจุดจบแล้ว
หรงซิวจ้องมองนางอย่างเงียบเชียบ
นางหลุบตาลงน้อยๆ แพขนตางอนหนาสั่นไหวแผ่วเบา
ทันใดนั้น นางก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“แพ้ก็ต้องแพ้หมดจดสิถึงจะใช้ได้ อีกอย่าง…”
อีกอย่าง หากยังไม่ถึงจุดสุดท้าย ในใจของนางก็ไม่คิดจะยอมแพ้เด็ดขาด!
มุมปากของหรงซิววาดยกเป็นรอยยิ้ม
เขารู้คำตอบและตัวเลือกของนางแต่แรกแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้กังวลเลยว่านางจะเลือกยอมแพ้กลางคัน
นี่แหละถึงจะเป็นนาง!
ฉู่หลิวเยว่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
“เล่นต่อ!”
…
ฉึบ!
ซั่งกวนจิ้งตวัดฟันดาบยาวในมือออกไปเบาๆ
ความว่างเปล่าเบื้องหน้าพลันถูกฉีกกระชากออกทันใด!
นัยน์ตาของเขาสว่างวาบ
สมบัติศักดิ์สิทธิ์…ไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้จริงๆ!
เขาสงบสติอารมณ์ของตัวเอง ก่อนจะร่อนกายลงเบื้องล่างท่ามกลางสายตาหลายคู่นับไม่ถ้วนจากรอบทิศที่จดจ้องมา
“ผู้อาวุโสถังเคอ ขอบคุณท่านมาก!”
เขามาหยุดอยู่ต่อหน้าพวกถังเคอ ก่อนประสานสองมือเข้ากันเป็นกำปั้นแล้วกล่าวขอบคุณอย่างจริงจัง
หากไม่ได้ถังเคอช่วยเป็นธุระให้ เขาก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรกว่าจะก้าวข้ามขั้นตอนนี้ไปได้
ถังเคอโบกมือไปมาพลางหัวเราะร่า
“เกรงใจอันใด? เจ้าบุกทะลวงเป็นช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ได้ หลักๆ แล้วก็อยู่ที่ตัวเจ้าเองทั้งนั้น!”
คำชี้แนะและความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็เป็นแค่แรงสนับสนุนหนึ่งเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็ยังอยู่ที่ตัวคน
ต่อให้ไม่มีเขา ไม่ช้าก็เร็วซั่งกวนจิ้งก็บุกทะลวงสู่ช่างหลอมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี
“ถ้าอยากขอบคุณจริงๆ เจ้าก็ควรมาขอบคุณแม่นางสองคนนี้นะ!”
ถังเคอเอ่ยแกมหัวเราะดังลั่น
“หากมิได้พวกนางช่วยเจ้ารวบรวมทัณฑ์สวรรค์มากมายขนาดนี้ นั่นก็จนปัญญาแล้วจริงๆ!”
ซั่งกวนจิ้งเองก็หัวเราะเช่นกัน ก่อนหันไปพูดกับแม่นางทั้งสองอย่างจริงจังว่า
“แม่นางสิบเอ็ด แม่นางสิบสอง ครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกเจ้ามากจริงๆ!”
ใบหน้าของแม่นางสิบสองขึ้นสีแดงระเรื่อ นางโบกมือปัดป่ายระรัว
“มะ…ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ…”
นี่คือองค์ไท่จู่ของนายท่านเทียวหนา!
หากพวกนางสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้างก็รู้สึกดีใจมากแล้ว
แม่นางสิบเอ็ดกล่าวอย่างขึงขังว่า
“นี่เป็นเรื่องที่พวกเราควรทำ ท่านไม่ต้องเกรงใจไป ต่อไปหากต้องการใช้ทัณฑ์สวรรค์อีก ท่านบอกเราโดยตรงก็ใช้ได้แล้ว”
หลายปีมานี้พวกนางเก็บสะสมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไว้ไม่น้อย อีกทั้งคลังสะสมของถังเคอเองก็น่ามหัศจรรย์ ดังนั้นต่อให้สระอัสนีบาตถูกผนึกก็ไม่มีความจำเป็นต้องวิตกกังวล
ซั่งกวนจิ้งหัวเราะฮ่าฮ่าเสียงดังลั่น จากนั้นก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกล่าวพลางทอดถอนใจ
“ที่คราวนี้สำเร็จก็ได้โชคช่วยด้วยส่วนหนึ่งจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าสระอัสนีบาตนั้นจะผนึกไปจนถึงเมื่อใด…”
หากทัณฑ์สวรรค์ถูกผนึกไปหนึ่งวัน ช่างหลอมอาวุธภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์เองก็ถูกจำกัดเวลาหายไปหนึ่งวันเช่นกัน
นี่ช่างเป็นปัญหาหนักหนาอย่างมากโดยแท้
เขาพูดพลางตวัดสายตาไปมองยังทิศทางหนึ่ง
“อื๋อ เยว่เออร์กับหรงซิวยังไม่ออกมาอีก?”
“ข้าว่า…คงต้องรออีกสักพักเลยทีเดียว…”
ซั่งกวนจิ้งครุ่นคิดไปมา กล่าวว่า
“เช่นนั้นข้าจะรอเยว่เอ๋อร์อยู่ที่นี่ก่อน แล้วค่อยกลับไปที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์พร้อมกัน”
ถังเคอราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดชะงักไป
…
ตัดมาฟากนี้ อวี้เชียนและโหมวเจินเพิ่งเดินออกมาจากภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์
ทันทีที่ออกมา คนทั้งสองก็เห็นว่า ณ ผืนฟ้าที่ไกลมีทัณฑ์สวรรค์กลุ่มหนึ่งส่องแสงประกายเจิดจ้า
คนทั้งสองพร้อมใจกันหยุดชะงักไป
อวี้เชียนหรี่ตาลง ไม่ช้าก็รับรู้ได้ทันทีว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นจึงนิ่วหน้าน้อยๆ
“มีคนบุกทะลวงสู่ช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์แล้ว…”
“คงจะเป็นซั่งกวนจิ้ง”
โหมวเจินเอ่ยเสริม
เขานับว่าค่อนข้างคุ้นเคยกับซั่งกวนจิ้งอยู่บ้าง ดังนั้นแม้จะอยู่ห่างกันไกลพอประมาณ เขาก็ยังเดาคำตอบออกได้อย่างรวดเร็ว
“ซั่งกวนจิ้ง?”
นั่นมันองค์ไท่จู่ของฉู่หลิวเยว่ไม่ใช่หรือ?
อวี้เชียนรู้จักชื่อนี้ หากแต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดสนใจมาก่อน
คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะก้าวข้ามสู่เขตแดนของช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ!
สีหน้าของอวี้เชียนมืดครื้มลงหลายส่วน
ฉู่หลิวเยว่คนเดียวยังไม่พอ ตอนนี้ยังมีคนมากมายเช่นนี้ปรากฏตัวออกมาเยอะแยะอีก
ชีหาน มู่หงอวี่ ไหนจะซูหลีที่เข้ามาในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ตั้งแต่แรกเริ่มอีก…
บัดนี้ ซั่งกวนจิ้งเองก็ทำสำเร็จแล้วเช่นกัน
หากมิใช่เพราะถวนจื่อกับเนื้อเพลงฉิน เขาย่อมไม่มองฉู่หลิวเยว่ไว้ในสายตาอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้เขาเพิ่งค้นพบว่า สตรีที่ไม่เคยอยู่ในสายตาผู้ใดผู้นั้นกำลังทลายความคาดหมายของพวกเขาไปทีละก้าว แล้วทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายของพวกเขาออกมาแทน!
“ประเมินนางต่ำเกินไปแล้วจริงๆ…”
โหมวเจินได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วน้อยๆ
เขาย่อมฟังออกว่าอวี้เชียนนั้นจงเกลียดจงชังฉู่หลิวเยว่อยู่มากทีเดียว
อวี้เชียนมองเขา
“คราวนี้ประมุขโหมวเจินตามหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือ”
โหมวเจินกำลังจะเอ่ยปากตอบ สุรเสียงของสตรีนางหนึ่งพลันแว่วดังขึ้นมา
“เสินสื่อลำดับสอง!”
คนทั้งสองหันมองตามต้นเสียงพร้อมกัน
อวี้เชียนนิ่วหน้า
“ซูจิ้ง เจ้ามาได้อย่างใด”
ภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของเขา ภายใต้สถานการณ์ปกติแล้ว เสินสื่อคนอื่นมิอาจมาถึงที่นี่ได้
นี่ซูจิ้ง…
“เสินสื่อลำดับที่สอง ข้ามีเรื่องสำคัญ…”
ซูจิ้งพูดไปได้แล้วครึ่งหนึ่ง ครั้นเห็นว่ามีโหมวเจินอยู่ข้างกันนั้นจึงชะงักไปโดยไม่รู้ตัว
อวี้เชียนขมวดคิ้วนิ่วหน้า