ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2411 บังเอิญพบ
โหมวเจินมาหาเขาเพราะมีธุระ ซูจิ้งเองก็มาหาเพราะมีเรื่องเช่นกัน
เหตุใดถึงได้บังเอิญถึงขั้นที่เรื่องราวทั้งหมดพุ่งเข้ามาในคราเดียวขนาดนี้หนอ?
เช่นนั้นเขาควรฟังใครก่อนดี
ซูจิ้งมองโหมวเจินปราดหนึ่ง เอ่ยเสียงเบาว่า
“เสินสื่อลำดับสอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับยอดเขาโอสถเจ้าค่ะ”
ใจของอวี้เชียนกระตุกวูบ
สายตาของโหมวเจินมองคนทั้งสองสลับกันไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา
“เสินสื่อลำดับสองดูจะงานยุ่งไม่เบา เช่นนั้นข้าขอพูดแบบรวบรัดเลยแล้วกัน ข้าอยากไปที่ภูเขาเฟิ่งหมิง ต้องขอให้เสินสื่อลำดับสองอนุญาตด้วย”
สีหน้าของอวี้เชียนเย็นเยียบลงเล็กน้อย เขาเลือกตอบปฏิเสธโดยไม่มีความลังเลใดๆ ว่า
“ประมุขโหมวเจิน เกรงว่านี่คงไม่เหมาะสม”
“อ้อ?”
โหมวเจินราวกับคาดเดาคำตอบของเขาได้อยู่แล้ว สีหน้าจึงไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
“ความจริงแล้วเสินสื่อลำดับสองไม่จำเป็นต้องคิดมาก ที่ข้าไปคราวนี้ก็แค่อยากไปรำลึกถึงบรรพบุรุษของข้าเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด”
นัยน์ตาของอวี้เชียนหดลงทันควัน สายตาคมปลาบเย็นเยือกดุจคมดาบก็มิปานตวัดมองไปที่โหมวเจิน!
โหมวเจินหัวเราะร่า ทว่านัยน์ตากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม
“บรรพบุรุษสิ้นใจไปแล้วหมื่นปี ทว่ากลับตายตาไม่หลับ ในฐานะของชนรุ่นหลังย่อมทำใจให้สงบได้ยากโดยแท้ แม้จะพูดว่าทำเพื่อตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์กับเสินจู่เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว แต่…การที่ข้าอยากไปรำลึกถึงบรรพบุรุษเพื่อแสดงความไว้อาลัย นี่คงไม่ถือว่าทำเกินไปหรอกกระมัง?”
โหมวเจินรับหยกพกมามาถือไว้ในมือ ก้มดูสองสามรอบ ก่อนจะเอ่ยแกมหัวเราะ
“แน่นอนอยู่แล้ว”
พูดจบ เขาก็หันไปพยักหน้าเบาๆ ให้ซูจิ้งคราหนึ่ง
“เรื่องที่ข้าจะพูดก็พูดไปหมดแล้ว ไม่รบกวนเสินสื่อทั้งสองแล้วล่ะ”
จากนั้น เขาก็จากไปโดยไม่หันมาเหลียวแลเลยแม้แต่น้อย ในไม่ช้า เงาร่างของเขาก็เลือนหายไปจากครรลองสายตาของคนทั้งสอง
ซูจิ้งขมวดคิ้ว
“เสินสื่อลำดับสอง โหมวเจินเป็นประมุขเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลง ท่านให้เขาไปที่ภูเขาเฟิ่งหมิงเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง? หากเขา…”
“เขาไม่กล้าหรอก”
น้ำเสียงของอวี้เชียนหนักแน่นมั่นคงนัก
เขาราวกับไม่อยากพูดอะไรถึงเรื่องนี้มาก จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันควัน
“สรุปแล้วยอดเขาโอสถที่เจ้าพูดเมื่อครู่เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่”
ซูจิ้งสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จากนั้นก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นยามก่อนหน้าโดยคร่าวให้ฟังรอบหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของอวี้เชียนยิ่งย่ำแย่ขึ้นมากเท่าไร สุ้มเสียงของซูจิ้งก็ยิ่งแผ่วเบาลงเท่านั้น
นางรู้สึกผิดนัก
แต่นางก็รู้ว่าตัวเองไม่อาจทำอะไรได้แล้ว
…ลำพังพึ่งแค่ตัวนางเองย่อมไร้หนทางแก้ไขปัญหาของยอดเขาโอสถจริงๆ!
“…ซูจิ้งรู้ตัวดีว่าไร้ความสามารถ ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากเบื้องบน แต่…ประตูสวรรค์กำลังจะปิด เวลาเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ซูจิ้งกังวลว่าหากมันยังคงยืดเยื้อต่อไป อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันได้ ดังนั้น…จึงจำเป็นต้องมาขอร้องให้ท่านช่วย”
“ไม่ว่าบทลงโทษใด ซูจิ้งยินดีรับไว้แต่เพียงผู้เดียว หวังเพียงว่าท่านและเสินสื่อลำดับหนึ่งจะไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนอีกรอบ มิอาจรอให้เรื่องราวดำเนินไปถึงจุดที่เก็บกวาดไม่ได้แล้วค่อยจัดการ ด้วยถึงตอนนั้นจะเป็นปัญหาขึ้นมาจริงๆ”
อวี้เชียนครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานทีเดียว ก่อนจะกล่าวขึ้นมาเสียงเย็นว่า
“เจ้ายังไม่ได้ไปหารือเรื่องนี้กับเสินสื่อลำดับหนึ่งใช่หรือไม่”
ซูจิ้งเผยสีหน้าลังเล
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยไปขอร้องเสินสื่อลำดับหนึ่งอยู่หลายรอบ แต่เขาไม่ยอมแม้แต่จะให้เข้าพบ ไหนเลยจะพูดคุยได้?”
ด้วยจนปัญญา นางจึงทำได้แค่มาขอความช่วยเหลือจากอวี้เชียน
อวี้เชียนพลันหัวร่อออกมาคำรบหนึ่ง ทว่ากลับฟังอารมณ์ในน้ำเสียงไม่ออก
“หากเจ้าแก้ไขไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องส่งมอบเรื่องให้เสินสื่อลำดับหนึ่งจัดการ อย่างไรเสียข้าก็เป็นแค่เสินสื่อลำดับสอง มีหลายเรื่องที่สอดมือเข้าไปยุ่งไม่ได้”
ซูจิ้งงุนงงไปเล็กน้อย
หลายปีมานี้เสินสื่อลำดับหนึ่งปิดด่านเก็บตัวไม่ออกมา ภาระงานทั้งหลายภายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นเสินสื่อลำดับสองที่รับผิดชอบมิใช่หรือ
ทว่าจู่ๆ ตอนนี้เขากลับเริ่มผลักภาระเสียอย่างนั้น?
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ซูจิ้งมิได้เพิ่งรู้จักอวี้เชียนวันนี้วันแรก
นางรู้แก่ใจดีว่าอวี้เชียนย่อมเบิกบานใจยามออกหน้าแก้ไขปัญหาพวกนี้
แต่ท่าทีของเขาในตอนนี้…
หรือว่าเป็นเพราะเสินสื่อลำดับหนึ่งลงโทษให้เขาคุกเข่าสามวันสามคืนเมื่อคราวก่อน?
นางละล่ำละลักกล่าวว่า
“แต่ว่าเสินสื่อลำดับหนึ่งไม่ยอมลงมือ หากแม้แต่ท่านเองก็…เช่นนั้นก็เป็นปัญหาแล้วจริงๆ จะทำอย่างใดดี”
ผลลัพธ์ที่ตามมาภายหลังไม่ใช่สิ่งที่นางคนเดียวจะแบกรับไหวหนา!
“เสินสื่อลำดับสอง มิเช่นนั้น…ท่านลองไปเชิญเสินสื่อลำดับหนึ่งดีหรือไม่เจ้าคะ”
แต่เรื่องนี้จะไม่แก้ไขก็ไม่ได้เสียด้วย…
หลังจากครุ่นคิดไปมา ท้ายที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นมาว่า
“เจ้าไปกับข้าแล้วกัน”
…
ภายในสวนหย่อมอันเงียบสงัด กองใบไม้ทับถมกันเป็นกองโต
ร่างเงาสีขาวแข็งแรงกำยำร่างหนึ่งพลันบินถลาลงมา
เป็นเสวี่ยเสวี่ยนั่นเอง
มันร่อนตัวลงมาอย่างสง่างาม กวาดตามองซ้ายขวารอบหนึ่ง จากนั้นก็ร้องคำรามเสียงต่ำไปยังทิศทางหนึ่ง
“โฮก!”
ไม่มีการตอบรับ
เสวี่ยเสวี่ยงุนงงอย่างมาก นัยน์ตาสีน้ำเงินเยือกแข็งทอประกายฉงน
“โฮก!”
มันกู่ร้องคำรามขึ้นอีกรอบ ก็ยังไม่มีใครสนใจมัน
เกิดเรื่องอะไรขึ้นกัน?
ก่อนหน้าที่มันจะมา ปีศาจแดงก็ออกมาเล่นสนุกด้วยกันข้างนอกนี่นา
มันหย่งตัวกระโจนเข้าไปในกองใบไม้ ใช้กรงเล็บตะกุยคุ้ยหา
ใบไม้ทั้งหลายจึงสะบัดพลิ้วปลิวว่อน
ปีศาจแดงที่กำลังเอนกายในกองใบไม้อยู่ในสภาพอิดโรยยิ่ง
เสวี่ยเสวี่ยเอียงศีรษะ แล้วเงื้อกรงเล็บขึ้นมาผลักมันเบาๆ คราหนึ่ง
ปีศาจแดงส่งสายตาบูดบึ้งไม่สบอารมณ์ไปให้
น่ารำคาญ! อย่ามากวน!
เสวี่ยเสวี่ยที่ถูกระบายอารมณ์ใส่อย่างอธิบายไม่ถูกพลันงุนงง
มันมองไปยังห้องข้างๆ โดยไม่รู้ตัว
เจ้าโมโหนายท่านของเจ้า แล้วมาลงที่ข้าทำไมกันเล่า
ทันใดนั้น ก็แว่วเสียงเคาะประตูดังออกมาจากด้านนอก
ก๊อก ก๊อก!
“ปีศาจแดง! ข้ามาหาเจ้าแล้ว!”
สุรเสียงใสกระจ่างน่าเอ็นดูของถวนจื่อดังก้องขึ้น
ปีศาจแดงพลันพลิกตัวลุกขึ้นทันที ปีกของมันจึงฟาดสะบัดเข้ากับหัวของเสวี่ยเสวี่ยอย่างจัง
เสวี่ยเสวี่ยเองก็ไม่ทันใส่ใจคิดเล็กคิดน้อยแล้ว มันมองซ้ายมองขวาอย่างรีบร้อนแลกระวนกระวายใจยิ่ง
ไหน!
มีที่ไหนบ้าง?
มันต้องหารีบที่ซ่อนเดี๋ยวนี้!