ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2413 พวกเขารู้แต่แรกแล้ว
ปีศาจแดงไม่แม้แต่จะหันศีรษะกลับมาด้วยซ้ำ ใช้เวลาเพียงพริบตาก็หายลับไปแล้ว
ถวนจื่อยืนตัวคนเดียวอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งจับกรอบประตูไว้พลางเบะปากออก จากนั้นนางก็ยกมือปาดน้ำตาอย่างแรง แล้วหมุนกายกลับเข้าห้องไป
ปัง!
นางปิดประตูอย่างแรงโดยไม่แม้แต่จะคิด
เห็นได้ชัดว่าโกรธหนักมากจริงๆ
ชีหานขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ที่กลับมาด้วยกันก็เห็นยังดีๆ กันอยู่เลย เหตุใดเพียงแวบเดียวถึงได้…
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินไปเคาะประตู
“ถวนจื่อ?”
นายท่านไม่อยู่ เขาก็ควรจะใส่ใจดูแลเจ้าพวกนี้ให้มากหน่อย
หลังจากเงียบไปสักพัก ภายในห้องก็มีเสียงร้องสะอึกสะอื้นดังแว่วออกมา
“ฮือฮือฮือ…”
การเคลื่อนไหวของชีหานหยุดชะงัก เขาครุ่นคิดไปมา ก่อนจะตัดสินใจกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ แล้วเฝ้าหน้าประตูต่อไป
…
อวี้เชียนกับซูจิ้งมาหยุดอยู่หน้าสวนหย่อมของมู่ชิงเห่อในไม่ช้า
เมื่อเห็นบานประตูที่ปิดสนิทดังเดิม คนทั้งสองก็สบสายตากันแวบหนึ่ง
พวกเขาทั้งสองต่างก็ต้องทนทุกข์ทรมานที่นี่ บัดนี้ในใจจึงย่อมทวีความเกรงกลัวเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
แต่เรื่องราวอย่างไรก็ต้องได้รับการคลี่คลาย
ใจของซูจิ้งเต้นรัวอย่างรุนแรง ทว่ากลับไม่กล้าพูดอะไรมาก จึงทำได้แค่ก้าวเดินไปข้างหน้า
เรื่องที่อวี้เชียนถูกลงโทษให้คุกเข่าสามวันสามคืน นางเองก็รู้เช่นกัน
ตอนนี้ที่เขายอมมาที่นี่พร้อมนางก็หาดูได้ยากมากแล้ว นางจึงไม่กล้าขอให้อวี้เชียนทำอะไรมากไปกว่านี้อีก
ทว่าทันทีที่นางมาถึงหน้าประตู ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก ก็พลันได้ยินเสียงกระพือปีกดังแว่วขึ้นมา
นางเหลือบตามองขึ้นไปโดยไม่รู้ตัว พบว่าเป็นนกชิงเชวี่ยที่กายลุกโหมไปด้วยเพลิงสีน้ำฟ้าตัวหนึ่ง มันบินผ่านค่ายกลเข้าไปภายในสวนหย่อม
ซูจิ้งตื่นตกใจอย่างมาก จากนั้นก็รีบหันศีรษะกลับไปมองอวี้เชียนอย่างรวดเร็ว
“เสินสื่อลำดับสอง เมื่อครู่ท่านเห็นแล้วหรือยัง นั่นมันเหมือนกับ…”
“นกชิงเชวี่ยระดับเก้า”
อวี้เขียนเองก็ขมวดคิ้วแน่นเช่นกัน
ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มีสัตว์อสูรชนิดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
อีกทั้งยังดูจะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเสินสื่อลำดับหนึ่งด้วย?
มิเช่นนั้น ย่อมไม่มีทางบินเข้าไปในสถานที่แห่งนี้ได้แน่
“เสินสื่อลำดับหนึ่งมีสัตว์อสูรในพันธะด้วย? ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
สีหน้าของซูจิ้งเต็มไปด้วยความงุนงง
เสินสื่อทุกคนล้วนไม่มีสัตว์อสูรในพันธะเป็นของตัวเอง เว้นก็แต่เสินสื่อลำดับสองอย่างอวี้เชียนที่มีหน้าที่ดูแลภูเขาอสูรศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
แต่ตอนนี้ นี่มัน…
อวี้เชียนส่ายศีรษะพลางเอ่ยเสียงเข้มว่า
“เรื่องนี้ข้าไม่เคยรู้มาก่อน”
ทันใดนั้น เขาก็เอ่ยเร่งว่า
“ช่างเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้ากับเจ้าจะถามได้ รีบรายงานสถานการณ์ตามจริงแล้วขอให้เสินสื่อลำดับหนึ่งตัดสินใจเถอะ!”
นางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะหมุนกายกลับไป แล้วคำนับอย่างนอบน้อม
“เสินสื่อลำดับหนึ่ง ซูจิ้งมีเรื่องมารายงานเจ้าค่ะ”
ทันใดนั้น สุรเสียงราบเรียบไร้อารมณ์เสียงหนึ่งพลันแว่วดังออกมาจากด้านใน
“ถ้าเป็นเรื่องของค่ายกล ข้ารู้แล้ว พวกเจ้ากลับไปเถอะ”
ซูจิ้งแทบจะสำลัก
นี่…นางยังไม่ทันจะพูดอะไรเลย เสินสื่อลำดับหนึ่งก็รู้แล้วอย่างนั้นหรือ?
อวี้เชียนเองก็สีหน้าวูบไหวไปเช่นกัน
หลายปีมานี้ เสินสื่อลำดับหนึ่งแทบจะไม่ออกมาข้างนอกเลยแม้แต่น้อย
แต่เรื่องราวมากมายในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์กลับไม่เคยหนีพ้นเงื้อมือของเขา
นี่เองทำให้อวี้เชียนลอบตื่นตระหนกอยู่ในใจขึ้นมาอีกครา
เดิมคิดว่าเสินสื่อลำดับหนึ่งวางแผนจะมอบอำนาจแล้วเสียอีก แต่แท้จริงแล้ว…เขายังไม่ได้ตัดสินใจเลยด้วยซ้ำ!
คนประเภทนี้จะไปขัดแย้งด้วยได้อย่างไรกัน
อวี้เชียนระงับความคิดพลุ่งพล่านในใจลง ก่อนเอ่ยถามนำขึ้นมาว่า
“เสินสื่อลำดับหนึ่ง เรื่องนี้ใหญ่โตและสำคัญอย่างมาก พึ่งพาแค่ซูจิ้งคนเดียวย่อมไร้หนทางแก้ไข ท่าน…ไม่คิดจะลงมือหรือขอรับ? แต่ประตูสวรรค์…ใกล้จะปิดลงแล้ว”
สุ้มเสียงนั้นแว่วดังขึ้นต่อว่า
“ข้าวางแผนไว้แล้ว”
เพียงไม่กี่คำก็อธิบายท่าทีของเขาได้แล้ว
พวกซูจิ้งทั้งสองคนสบสายตากันไปมา ต่างคนต่างก็มองเห็นประกายฉงนอยู่หลายส่วนในแววตาของอีกฝ่าย
มาถึงขั้นนี้แล้ว เสินสื่อลำดับหนึ่งยังไม่ออกหน้าอีกหรือ
เขาบอกว่าตัวเองวางแผนแล้ว แผนนั่นคืออะไรกันแน่
พูดจบ ก็หันไปส่งสายตาเป็นนัยให้ซูจิ้ง
ทั้งสองคนพร้อมใจกล่าวลาเป็นเสียงเดียวกัน
…
หลังจากเดินห่างออกมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ซูจิ้งก็เอ่ยปากถามขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ไหว
“เสินสื่อลำดับสอง ท่านคิดว่าเสินสื่อลำดับหนึ่งวางแผนจะทำอะไรกันแน่ ระยะนี้พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์เกิดเรื่องขึ้นมากมายปานนี้ เขากลับไม่ยอมปรากฏตัวเสียที คงไม่ใช่ว่าพอถึงวันที่ประตูสวรรค์ปิดแล้วจะยังเป็นเช่นนี้อยู่หนา?”
“ไม่มีทาง”
อวี้เชียนปัดตกข้อคาดเดาของนางทันที
“ถึงตอนนั้น ท่านเทพก็คงมาเยือนแล้ว นับประสาอันใดกับเขา? รอดูไปก่อนแล้วกัน”
อย่างไรเสียที่ควรพูดพวกเขาก็พูดไปหมดแล้ว หากเกิดเรื่องขึ้นจริงก็มาโทษพวกเขาไม่ได้ทั้งหมด
ครั้นได้ยินนามนั้น ในใจของซูจิ้งพลันบังเกิดความเกรงขามและหวาดกลัวขึ้นมาอย่างลึกล้ำ
ทันใดนั้นเอง นางพลันคิดอะไรบางอย่างออก จึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างลังเลว่า
“จริงสิ มีอีกเรื่อง…เสินสื่อลำดับสอง ท่านรู้บ้างหรือไม่ ว่าช่วงนี้ใต้เท้าจั่วเสินเจียงกำลังวุ่นกับอันใดอยู่”
อวี้เชียนมองนางแวบหนึ่ง
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างใด”
จั่วเสินเจียงกับโย่วเสินเจียงคือคนสนิทที่ท่านเทพไว้วางใจมากที่สุด ทั้งยังเป็นข้ารับใช้ระดับแม่ทัพชั้นสูงที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดทั้งสองคนอีกด้วย ทั้งตำแหน่งสูงส่ง และทรงอำนาจเกินจินตนา
แม้แต่เขาเอง ยังไม่กล้า ทำตัวตามสบายต่อหน้าสองคนนั้นเลย
แล้วเขาจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกัน
ซูจิ้งผงกศีรษะอย่างผิดหวังอยู่ไม่น้อย
ความจริงนางก็เดาผลลัพธ์เช่นนี้ออกแต่แรกแล้ว เพียงแต่ใจไม่ยินยอม อยากจะถามให้รู้ชัดเจนอยู่ดี
ซูจิ้งฝืนปั้นยิ้มอย่างยากลำบาก ตอบข้ออ้างส่งๆ เพื่อกลบเกลื่อนให้ผ่านไป
แต่อวี้เชียนน่ะเป็นคนแบบใดกัน
ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ของซูจิ้ง เขาล้วนมองออกได้อย่างชัดเจน
เพียงแต่เขาไม่ได้โพล่งออกมาก็เท่านั้น
“ใกล้ถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาพวกเขาต้องตามมาปรากฏตัวพร้อมกับท่านเทพอย่างแน่นอน หากเจ้าไม่ได้มีเรื่องรีบร้อน ก็ทำใจให้สงบแล้วรอก่อนเถอะ”
“… เจ้าค่ะ”
…
เวลารอคอยนั้นมักจะทรมานเป็นพิเศษเสมอ
ซั่งกวนจิ้งมองไปยังทิศทางของห้องพักด้วยสายตาเคลือบแคลงอีกครา
“ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว สองคนนี้…ยังเดินหมากตานี้ไม่จบอีกหรือ”
…
ภายในห้องพัก สู่หลิวเยว่ใช้สองตาจดจ้องกระดานหมากตรงหน้าเขม็ง ริมฝีปากของนางซีดเผือดลงน้อยๆ
นางลูบไล้หมากในมือเบาๆ ทันใดนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเหลือบสายตาไปมองบุรุษที่อยู่ตรงกันข้าม
“คนที่อยู่ที่ทะเลทรายจันทราสีชาดในตอนนั้น ก็คือเจ้า?”
มุมปากของหรงซิวหยักยกขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ
ฉู่หลิวเยว่ถึงกับชะงัก
“พวกพี่เป่า…รู้ตัวตนของเจ้ามาตั้งแต่แรกแล้ว?”