ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2414 นางจะทำได้หรือไม่
หรงซิวตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังใคร่ครวญว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร
ทว่าปฏิกิริยาเช่นนี้ ในสายตาของฉู่หลิวเยว่นั้นถือว่าเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดแล้ว
นางหัวเราะเยาะเสียงแผ่ว
ชายผู้นี้ ปิดบังนางได้แนบเนียนถึงเพียงนี้
หากแต่อย่างไรก็ตาม พี่เป่าและผู้อื่นก็เคยทำเรื่องคล้ายคลึงกันมานานแล้ว
ครั้งแรกที่มายังพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ ได้พบเห็นค่ายกลเหล่านั้นบนเส้นทางดวงดาว และนางก็รู้ว่ามีบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของตนเองอีกต่อไป
เมื่อเทียบกันแล้ว นางยอมรับหรงซิวในฐานะเถ้าแก่ใหญ่ได้อย่างว่องไว
หรงซิวหยุดชะงักก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“พวกเขาไม่ได้รู้เรื่องราวของเย่าเฉินในตอนแรก”
คิ้วของฉู่หลิวเยว่กระตุกเล็กน้อย
ความหมายของคำพูดนี้คือ…
นางหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วมองไปยังชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ
“หรงซิว”
“หืม”
“เหตุใดจู่ๆ เจ้าจึงมาบอกเรื่องเหล่านี้กับข้าตอนนี้”
ฉู่หลิวเยว่ถามเสียงแผ่ว
เถ้าแก่ใหญ่…
หากหรงซิวไม่ริเริ่มเอ่ยก่อน นางก็คงไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย
หรงซิวแย้มยิ้มออกมา
“มีบางเรื่องที่สุดท้ายแล้วเจ้าก็ต้องรู้”
ก่อนหน้านี้ไม่อยากให้นางรู้ เขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อซ่อนเร้น
หากแต่ตอนนี้…
สุดท้ายก็ต้องพูดอยู่ดี
หรงซิวไม่รู้ว่าตนเองนึกถึงอะไรอยู่ และดวงตาของเขาก็ถูกความมืดมิดเข้าปกคลุม
แสงเรืองรองระยิบระยับสะท้อนในดวงตาเขา และเคลื่อนกระตุกอย่างเงียบงัน
ฉู่หลิวเยว่ดูไม่ออก
หรงซิวมีความคิดซับซ้อนนัก แม้ความคิดของนางจะเหมือนกับชายคนนี้เป็นส่วนใหญ่ ทว่าเมื่อเขาไม่อยากเปิดเผยสิ่งใดออกมา ก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเขากำลังใคร่ครวญสิ่งใดอยู่
รวมถึง…นางด้วย
ทันใดนั้น หรงซิวเอ่ยปากถามขึ้นมา
“เยว่เออร์ เจ้าไม่เคืองโกรธหรือ”
ฉู่หลิวเยว่ใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง และสัมผัสตัวหมากรุกด้วยมืออีกข้างราวกับกำลังครุ่นคิด
“ไยต้องเคืองโกรธเล่า แม้เจ้าจะปิดบังข้า แต่ตอนนี้ก็บอกข้าแล้วไม่ใช่หรือ”
แท้จริงแล้วในใจนางไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก
เพราะนางรู้ว่าจะเขาจะไม่มีวันทำร้ายนาง
นี่คือความแน่นอนที่มั่นคงอันออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แม้กระทั่งความคิดที่ถูกฝังอยู่ในกระดูกและเลือด
“แต่เมื่อรอบนี้จบลง เจ้าต้องตอบสิ่งที่ข้าถามด้วยความสัตย์จริงทั้งหมด”
หรงซิวยกมุมปากขึ้น
“แน่นอนอยู่แล้ว”
กาลเวลาผันผ่าน
“เจ้าเด็กสองคนนี้ยังไม่ออกมาเลย หรือพวกเขาวางแผนจะรอจนกว่าประตูสวรรค์จะปิดลงหรืออย่างไร!?”
ภายในลาน ซั่งกวนจิ้งนั่งอยู่บนม้านั่งหินโดยไร้ซึ่งคำพูดใด
เขารอคอยมานานยิ่งนัก ทว่าทั้งสองยังคงปิดประตูห้องไว้แนบสนิท โดยไม่มีท่าว่าจะออกมาแม้สักนิด
นอกจากจะสัมผัสได้ถึงความผันผวนที่มาจากค่ายกลอย่างเลือนรางแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอื่นอีก
หลังจากขบคิดอยู่พักหนึ่ง เขาก็ลุกขึ้นอย่างฉับพลัน
“ช่างมันเถอะ! ไม่รอแล้ว!”
เขาควรต้องไปที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก่อน!
เขารู้ว่าตู๋กูโม่เป่ากับหลานเซียวถูกขังอยู่ในนั้น
ก่อนหน้านี้อยากรอฉู่หลิวเยว่ และอยากไปกับนางเพื่อดูว่าสามารถทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาเบาะแสบางอย่างได้หรือไม่
หากแต่ขณะนี้นางยังไม่ออกมา คาดว่าคงยังต้องยุ่งอยู่อีกพักหนึ่ง
เขารอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ผู้อาวุโสซั่งกวน ท่านจะไปตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เลยหรือไม่”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงใสดังขึ้น
ซั่งกวนจิ้งหันศีรษะกลับ
“แม่นางสิบเอ็ดหรือ ใช่แล้ว มีเหตุอันใดหรือ”
แม่นางสิบเอ็ดคิดไปคิดมาก่อนจะส่ายศีรษะ
“ข้ากับน้องสาวก็อยากไปตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน แต่อาจจะยากลำบากนิดหน่อย”
ซั่งกวนจิ้งเกิดความอยากรู้ขึ้นมาเล็กน้อย
“ข้าเคยได้ยินพวกเจ้าสองคนคุยกันเรื่องนี้มาก่อน เหตุใดเล่า เจ้าอยากรู้ใช่หรือไม่ว่าข้างในเป็นแบบใด มิเช่นนั้น ข้าจะกลับมาคุยกับพวกเจ้าภายหลังดีหรือไม่?”
ไม่ใช่ว่าอยากรู้ เพียงแค่อยากเข้าไปก็เท่านั้น
ทว่าความรู้สึกเช่นนี้มันอธิบายอยากจริงๆ
นางเม้มปาก
“ขอให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นสำหรับท่าน”
ซั่งกวนจิ้งไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพียงแค่คิดว่าแม่นางสิบเอ็ดกับแม่นางสิบสองยังคงใสซื่อ จึงอยากไปเดินเล่น ณ ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ไม่ต้องพูดถึงพวกนางหรอก ผู้ใดจะไม่อยากเข้าไปในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์บ้างเล่า
เป็นเรื่องปกติ
ครั้นเขาลุกขึ้นมาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกหน
“โอ้! ซั่งกวน! รอก่อน!”
ซั่งกวนจิ้งเบือนสายตามองก็เห็นถังเคอที่กำลังย่างเท้ามาอย่างรวดเร็ว
จากนั้น ถังเคอก็ยื่นกำไลหยกมาให้
“นี่คือกำไลเฉียนคุนที่ข้าเพิ่งทำเสร็จไม่นานมานี้ และมีบางอย่างข้าที่เตรียมไว้ให้หลีจื่ออยู่ในนั้น เจ้าช่วยส่งให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
ซั่งกวนจิ้งหยิบกำไลข้อมือมาอย่างไม่รู้ตัวและยังมองเขาอย่างแปลกๆ
“ผู้อาวุโสถังเคอ หากท่านต้องการจะให้ ไยจึงไม่ไปด้วยตนเองเล่า”
ซั่งกวนจิ้งมีสีหน้าสงสัย
มีเรื่องอะไรงั้นหรือ เขาก็เป็นช่างหลอมอาวุธระดับศักดิ์สิทธิ์นี่นา การเข้าไปนั้นง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ
ไยจึงต้องของความช่วยเหลือจากเขาเล่า
หางตาของถังเคอกระตุกเบาๆ
“เอ่อ นี่มัน…ข้ามีเรื่องต้องจัดการนิดหน่อย ฉะนั้น…อาจไปไม่ได้ระยะหนึ่ง”
เขาจะมีเรื่องอะไรได้
เห็นได้ชัดว่าเขาคิดถึงซูหลี แต่ไม่เต็มใจที่จะไปตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
“…ผู้อาวุโสถังเคอไม่สะดวกงั้นหรือ?”
ซั่งกวนจิ้งเอ่ยถามอย่างนึกลองใจ
ถังเคอปัดมืออย่างรวดเร็ว
“ไม่…ไม่ใช่! ข้าออกไปไม่ได้จริงๆ! รอก่อน รออีกหน่อยแล้วข้าจะไป!”
ซั่งกวนจิ้งไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่เขาพูดนัก ทว่าเนื่องจากอีกฝ่ายพูดไปถึงขนาดนี้แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องซักถามต่อ
เขาพยักหน้า
“วางใจเถอะ ผู้อาวุโสถังเคอ ข้าจะช่วยท่านส่งของอย่างแน่นอน”
จากนั้น ถังเคอก็ถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ และยังกำชับอีกสองประโยค แล้วจึงกลับไป
ประตูห้องถูกปิดลง
ซั่งกวนจิ้งตกตะลึง
ดูเหมือนว่า…ตอนนี้ถังเคอไม่คิดจะไปแล้วจริงๆ
เขาเก็บกำไลข้อมือขึ้นมา ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
…
ซั่งกวนจิ้งเข้าไปยังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้ราบรื่นอย่างยิ่ง ทั้งยังค้นพบแหล่งอาศัยของซูหลีได้อย่างรวดเร็ว
“เขาขอให้เจ้าส่งมาหรือ”
ซูหลีเล่นกับกำไลในข้อมือ คิ้วและดวงตาที่มักอ่อนโยนอยู่เสมอ ขณะนี้กลับเริ่มมีความสนใจอยู่ประปราย
“ดูท่าเขาจะยุ่งมากจริงๆ”
ซั่งกวนจิ้ง “…”
เหตุใดอยู่ๆ จึงเย็นชาถึงเพียงนี้
ทว่ายังดีที่ซูหลียังคงรับสิ่งนั้นเอาไว้
นางเงยหน้าแล้วเอ่ยถาม
“ตอนนี้เยว่เออร์น้อยเป็นเช่นไรบ้าง ช่วงนี้ไม่ได้พบนางเลย”
ซั่งกวนจิ้งกล่าวถึงสถานการณ์อย่างคร่าวๆ
ซูหลีรู้สึกงงงวย
“เช่นนี้นี่เอง…แต่ว่าพระโอรสเองก็แปลกเสียจริง ไยจึงอยากเล่นหมากรุกกับเยว่เออร์น้อยในยามนี้”
ซั่งกวนจิ้งส่ายศีรษะ
“ทั้งสองต่างก็มีความคิดเป็นของตนเอง บางทีอาจจะมีแผนอื่นอยู่ก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น…หรงซิวยังมีศักยภาพอันร้ายกาจ และทั้งสองก็สามารถยกระดับศักยภาพของตนได้ด้วยการประลองกัน”
เขาเองก็ถือว่าคุ้นเคยกับหรงซิว และรู้เป็นอย่างดีว่าศักยภาพที่เขาแสดงออกมามากเกินกว่าสิ่งที่เห็นจากภายนอก
ซูหลีพยักหน้าแล้วจึงเอ่ยขึ้นมา
“จะว่าไปก็ใช่ แต่อย่างไรตาม ขณะนี้เยว่เออร์น้อยก้าวผ่านเส้นทางดวงดาวเสียสิ้นแล้ว และเข้าใจถึงค่ายกลทั้งหมดแล้ว หากว่ากันตามหลัก นางเองก็เก่งกาจมากอยู่แล้ว อีกไม่นานประตูสวรรค์ก็จะปิดลง และข้าก็ไม่รู้ว่าเมื่อถึงตอนนั้น นางจะสามารถขึ้นสวรรค์ทลายเทพได้หรือไม่…”