ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 2415 หมื่นปีไม่มอดดับ
“แต่นางไม่ได้มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์…”
ซูหลีคิ้วขมวดเล็กน้อย
ซั่งกวนจิ้งนิ่งชะงักครู่หนึ่ง
แท้จริงแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นปริศนาที่แก้ยากสำหรับเขาเช่นกัน
เพราะเขารู้ดีว่ามีพลังแห่งสายเลือดอยู่ภายในร่างกายของฉู่หลิวเยว่
เพียงแต่ว่า…
นั่นไม่ใช่ของตระกูลซั่งกวน
แม้ในตอนแรกเขาจะก่อตั้งราชวงศ์เทียนลิ่ง ต่อมาได้ไปยังอาณาจักรเสิ่นซวี่พร้อมสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง ทว่าเรื่องทั้งหมดนั้นก็เกิดขึ้นภายหลัง
ฉู่หลิวเยว่ไม่ควรมีพลังแห่งสายเลือดตั้งแต่แรก
ครั้งหนึ่งซั่งกวนจิ้งก็อยากรู้เรื่องนี้มากเช่นกัน อยากจะถามอยู่หลายครั้งแต่ไม่มีโอกาส
กระทั่งตอนนี้…
ฉู่หลิวเยว่เข้าสู่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ และทำให้ผู้คนตกตะลึง
แท้จริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นเพียงเพราะจิ้นอวิ๋นไหลไม่สามารถวัดพลังแห่งสายเลือดของฉู่หลิวเยว่ได้เลยขณะอยู่ที่ประตูสวรรค์
ซั่งกวนจิ้งรู้แน่ชัดว่าที่แห่งนี้ต้องมีบางอย่างผิดปกติ
แต่เขาไม่ได้รู้ถึงรายละเอียด และในช่วงหลังมานี้ก็ไม่มีเวลาไปถามนางเลย
“…น่าจะ…ทำได้ล่ะมั้ง”
ซั่งกวนจิ้งเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเจือความไม่แน่นอน
ซูหลีพยักหน้า
ซั่งกวนจิ้งเปลี่ยนเรื่องคุย
“ใช่สิ ไม่รู้ว่าท่านซูอยู่ที่นี่ช่วงนี้ แต่…ได้ค้นพบอันใดบ้างหรือไม่?”
ซูหลีถอนหายใจอย่างจำใจ
ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดทุกหนแห่ง จึงยากนักที่จะสืบหา
“ก็ใช่”
ซั่งกวนจิ้งไม่ได้แปลกใจกับผลลัพธ์นี้มากนัก
เรื่องนี้เดิมทีไม่สามารถรีบเร่งได้อยู่แล้ว
หากค้นพบได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น เขาคงสงสัยว่ามีบางอย่างผิดปกติกับตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
“แต่ว่า…”
ทันใดนั้น ซูหลีก็นึกอะไรขึ้นมาได้ และสีหน้าก็เปลี่ยนเล็กน้อย
“แต่ว่าอันใด”
“ก่อนหน้านี้…ข้าเคยเห็นคนไปหาหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัว…”
ความรู้สึกลังเลปรากฏอยู่บนใบหน้าของนาง
ซั่งกวนจิ้งสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
“นี่มันเรื่องอันใดกันแน่ เกิดอันใดผิดปกติกับหยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวงั้นหรือ?”
ชิ้นส่วนที่หายไปอยู่ในมือของฉู่หลิวเยว่แล้ว เขาจำต้องกังวล
ซูหลีกลั้นลมหายใจแล้วส่ายศีรษะ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“จริงๆ แล้วไม่ใช่หยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวหรอก แต่เป็นเสาหยกขาวที่อยู่ข้างๆ ต่างหาก…ข้าเห็นคนไปที่นั่น และเพิ่มอะไรบางอย่างลงไป”
ซั่งกวนจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง
“เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล ข้าจึงมองเห็นได้ไม่ชัดนัก เห็นเพียงแค่เมื่อเพิ่มสิ่งนั้นเข้าไปแล้ว เปลวเพลิงบนเสาหยกขาวก็ลุกโชนขึ้นพลุ่งพล่านกว่าเดิม”
คิ้วของซั่งกวนจิ้งผูกเป็นปม และการคาดเดานับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นมาในใจเขา
เมื่อเขาเข้ามาก็ประทับใจเสาหยกขาวเหล่านั้น
เขานิ่งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างเชื่องช้า
“นี่มัน…ดูเหมือนจะไม่มีอันใดผิดพลาดนะ เปลวเพลิงบนเสาหยกขาวจะลุกโชนอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ?”
“นี่แหละคือปัญหา”
เสียงของซูหลีแผ่วลงเล็กน้อย
“ข้าเคยถามเซียวหรานมาก่อนแล้ว เขาบอกว่าเสาหยกขาวเหล่านี้ลุกโชนตลอดกาลไร้วันมอดดับเมื่อหมื่นปีที่แล้ว”
“ไม่ต้องเพิ่มสิ่งใดทั้งสิ้น”
…
“พวกเจ้าพูดถึงสิ่งนี้หรือ?”
เซียวหรานที่นอนอย่างเกียจคร้านอยู่ในลานของเขาหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำถามของทั้งสอง แล้วจึงลุกขึ้นพร้อมคาบไม้จิ้มฟันไว้ในปาก
“ใช่แล้ว มันเป็นเช่นนั้นมาเสมอ”
เขาเชิดคางขึ้นและเพ่งมองไปยังโถงหลักของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
“หยกศักดิ์สิทธิ์มืดมัวมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับเสินจู่ เปลวเพลิงที่ลุกโชนบนเสาหยกขาวเหล่านี้ยังคงได้รับพลังปราณศักดิ์สิทธิ์ของเสินจู่ เช่นนั้นมันจึงไม่เคยมอดดับมาเป็นเวลาหมื่นปี”
ซั่งกวนจิ้งและซูหลีสบตากันชั่วครู่
ดูเหมือนเซียวหรานจะไม่รู้ว่าเสาหยกขาวนั้นจำเป็นต้อง “ดูแล” เป็นพิเศษ…
เป็นเรื่องบังเอิญยิ่งนักที่ซูหลีได้พบเห็นในวันนั้น
คราแรกนางยังไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร แต่ภายหลังเมื่อได้พบกับเซียวหรานก็เผอิญได้พูดคุยกันเล็กน้อย
ครั้นได้ยินคำพูดของเซียวหราน นางก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยโดยเร็ว
วันนี้ถามอีกครั้ง ก็เป็นไปตามคาดจริงๆ…
“ทุกคนในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ล้วนรู้เรื่องนี้ อ้อ ใช่สิ พวกเจ้าเพิ่งมาได้ไม่นานนัก จึงเป็นปกติหากจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้”
สีหน้าของซูหลีแสดงถึงความเข้าใจ ดวงตามีสีเข้มเล็กน้อย
“เช่นนี้นี่เอง…”
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คือมีปัญหาจริงๆ
ขณะนี้ ลมกระโชกแรงพัดมา
มีบางสิ่งบางอย่างล่องลอยกวัดแกว่งและร่วงหล่นลงมา
ซุหลีเงยหน้าขึ้นมองด้วยความอยากรู้ ยื่นมือออกไปจับสิ่งนั้น และอึ้งไปชั่วขณะ
นี่มัน…ดอกท้อ
สีขาวอมชมพู กลีบดอกอ่อนนุ่ม และเกสรพลิ้วไหว
ดอกไม้กำลังบานพอดี
“นี่มัน…”
ซูหลีสงสัยว่าสิ่งนี้มาจากแห่งหนใด แต่พบว่าเซียวหรานกลับลุกขึ้นอย่างฉับพลันและเพ่งมองดอกท้อในมือของนางด้วยสีหน้าตกตะลึง
“ไยจึงเป็นเช่นนี้”
ซูหลีและซั่งกวนจิ้งเปี่ยมไปด้วยความคลางแคลงใจ
“นี่มัน…เกิดอันใดขึ้น มีอันใดผิดปกติงั้นหรือ?”
มันก็เป็นเพียงดอกท้อดอกหนึ่ง
ถึงแม้มันจะดูแปลกนิดหน่อยที่ปรากฏอยู่ที่นี่ แต่คงไม่ต้องมีปฏิกิริยามากถึงเพียงนั้นหรอกมั้ง
เซียวหรานจ้องมองดอกท้อ จากนั้นจึงยื่นมือออกไปหยิบมันมา
เพียงไม่นาน สีขาวอมชมพูบนนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป
ประกายสีทองสดใสกับสีดำทึบสอดประสานเข้าด้วยกัน
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งสองคนที่อยู่ข้างเคียงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปด้วย
“…หรือว่า…เป็นเพราะประตูสวรรค์จะปิดลงแล้วหรือ”
นี่คือดอกท้อจากสวนร้าง! แต่เหตุใดถึงถูกพัดมาอยู่ที่นี่
เขาจำได้ว่าฉู่หลิวเยว่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้กับเขามาก่อน
ในตอนนั้น เขาพูดเพียงว่าอย่าเข้าไปพัวพันกับมันมากนัก แต่ตอนนี้…
ดูเหมือนว่าสวนร้างจะมีอะไรผิดปกติหรือไม่
“เซียวหราน เซียวหราน!”
ซูหลีโบกมืออยู่ตรงหน้าเซียวหราน เขาถึงจะดึงสติกลับมาได้ แต่สีหน้ายังคงมีความซับซ้อนอยู่
“พวกเจ้าไม่ต้องถามแล้ว เรื่องนี้…หลังจากนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงอีก”
เขาทั้งสองสบตากัน
เดิมทียังอยากสืบหาข้อมูลเพิ่มเติม แต่เมื่อเห็นเซียวหรานเป็นเช่นนี้ ก็เป็นที่ชัดเจนว่าเขาจะไม่พูดอะไรอีกแล้ว
“อืม”
ทุกคนล้วนหลักแหลม จึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยให้มากความก็บรรลุข้อตกลงร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว และไม่พูดคุยเรื่องนี้อีก
เซียวหรานถามขึ้นอีกครั้ง
“ใช่สิ แล้วนางหนูนั่นเล่า?”
ไม่ได้เจอนางมาสักพักแล้ว
ซั่งกวนจิ้งพลั้งปากตอบออกไป
“กำลังเล่นหมากรุกอยู่”
เซียวหราน “…”
นี่มันยามใดแล้ว ยังมีเวลามารื่นรมย์เช่นนี้อีกหรือ
เขาจ้องมองท้องฟ้าแล้วเอ่ยขึ้นมา
“ใกล้ถึงเวลาแล้ว อย่าลืมเตือนนางให้กลับมาด้วย โอกาสที่จะได้ขึ้นสวรรค์ทลายเทพมีเพียงครั้งเดียวในรอบหมื่นปี”
หลังจากซูหลีและซั่งกวนจิ้งตอบรับแล้ว ก็ออกไปอย่างรวดเร็ว
เซียวหรานเอนตัวลงอีกหน หยิบดอกท้อที่อยู่ในมือขึ้นมา
ครั้นลมพัดมา มันก็สลายกลายเป็นผุยผงภายใต้ความเงียบงัน
เขาผูกคิ้วแน่น เวลาผันผ่านเนิ่นนานถึงจะถอนหายใจออกมาเสียงแผ่ว
…
เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านไปกว่าครึ่งเดือน
แค่ชั่วพริบตาก็เหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนประตูสวรรค์จะปิดลง
บรรยากาศภายในของพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์มีความตึงเครียดอย่างมากอยู่แล้ว
ทุกคนกำลังรอคอยที่วันนั้นจะมาถึง
อู่เย่ายืนอยู่หน้าประตูสวรรค์ ไขว้แขนกอดไว้บนอกแล้วจ้องมองไปยังประตูสวรรค์ที่อยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“ไยเจ้าจึงยังอยู่ที่นี่?”
………………..