ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 14 ห้ามจับผมของข้า!
ตอนพิเศษ ตอนที่ 14 ห้ามจับผมของข้า!
……………
ภูเขาเฟิ่งหมิง
ตอนนี้ภูเขาเฟิ่งหมิงพังทลายจนเหลือเพียงดินไหม้เกรียมสีดำเท่านั้น
มีเพียงใบของเมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์สีเขียวที่โผล่พ้นออกมา ใบนั้นพริ้วไหวตามลม
ชายผู้หนึ่งกำลังยืนเอามือไพล่หลัง
คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นโหมวเจิน
เขายืนอยู่ที่นี่เป็นเวลานานมากแล้ว
เขารู้สึกผิด ละอายใจ และโทษตัวเอง
ในที่สุดความจริงของสงครามตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เมื่อหมื่นปีก่อนก็ถูกเปิดเผยออกมา
ในตอนนั้นเขาถึงได้รู้ว่า ก่อนหน้านี้เขาทำผิดไปมากขนาดไหน
ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสน สิ่งที่กดทับอยู่ภายในใจ ทำให้เขาดูชราขึ้นมาก
เดิมทีเขามีท่าทางหยิ่งผยอง ต่อให้ในปีนั้นเขาจะถูกคนอื่นทำร้าย แต่ความเย่อหยิ่งที่อยู่ภายในกระดูกก็ไม่ได้ลดลงเลย ทว่าตอนนี้…
เมื่อกระดูกบรรพบุรุษถูกทำลาย มันทำให้เขารู้สึกเสียใจอย่างมาก
“ท่านปู่โหมวเจิน?”
เสียงที่กระจ่างใสและอ่อนนุ่มดังขึ้นที่ด้านหลังของเขา
โหมวเจินรีบทำใจให้สงบ ตอนที่เขาหันหน้ากลับไป สีหน้าของเขาก็กลับเป็นปกติแล้ว
“ถวนจื่อ? เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ได้”
เขารู้เรื่องที่ถวนจื่อร้องไห้จนเป็นลมสลบไปต่อหน้าศพของมู่ชิงเห่อและปีศาจแดง ดังนั้นเขาจึงรู้สึกปวดใจมากทีเดียว
เดิมทีเขาคิดว่า ตอนนี้ถวนจื่อคงไม่มาที่นี่ แต่คิดไม่ถึงเลยว่า
ถวนจื่อเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า
“ที่ข้ามาที่นี่เพราะอยากจะหลอมกายเนื้อให้กับท่านปู่ประมุขใหม่”
โหมวเจินชะงักไป
“อี้เจา?”
ใช่แล้ว
ก่อนหน้านี้ที่ฉู่หลิวเยว่ร่วมมือกับถวนจื่อใช้กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเล เพื่อแลกเปลี่ยนร่างของอี้เจาออกมาจากก้นบึ้งของสระอัสนีบาต
แต่กายเนื้อของอี้เจาได้รับความเสียหายไปหมดแล้ว จึงเหลือเพียงแค่วิญญาณสายหนึ่ง
ถวนจื่อพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็โบกมือ ขนนกสีทองคำชาดปรากฏที่ตรงหน้าของนาง
ตอนนี้นางเปิดเส้นชีพจรสายที่เก้าเรียบร้อยแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนางถึงทำเรื่องเช่นนี้ได้
ส่วนเหตุผลที่นางเลือกภูเขาเฟิ่งหมิง ก็เพราะที่นี่คือสถานที่ที่บรรพบุรุษอี้หลิงเสียชีวิต
แม้ว่าตอนนี้ที่นี่จะ…
แต่ลมปราณอันเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าหงส์ทองคำก็ปกคลุมอยู่บริเวณนี้ไม่จางหาย
ดังนั้นมันน่าจะมีอัตราที่จะประสบความสำเร็จ
โหมวเจินรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
ถวนจื่อที่มีพละกำลังโดดเด่นและบริสุทธิ์เช่นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่ง
มิน่าเล่าก่อนหน้านี้อี้เจาถึงได้เอ็นดูนางถึงขนาดนั้น
ขนนกสีทองคำชาดลอยอยู่กลางอากาศอย่างเงียบเชียบ ถวนจื่อโบกมือเล็กๆ ของตัวเอง พลังสวรรค์และโลกที่อยู่รอบข้างก็พวยพุ่งออกมาพร้อมลมปราณที่ร้อนแรง
บางทีอาจจะเป็นเพราะเมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ ภายในพลังเหล่านั้นแฝงด้วยพลังแห่งชีวิตที่เต็มเปี่ยม
ลำแสงบนขนนกเหล่านั้นเหมือนส่องสว่างมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ถวนจื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจมาก แต่เมื่อนางคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าก็เผยความหงุดหงิดออกมา
ถวนจื่อพยักหน้าจากนั้นก็ถอนหายใจ
“แม้ว่าข้าจะสามารถให้ความอบอุ่นแก่จิตวิญญาณของท่านปู่ประมุขได้ แต่ข้าก็ไม่สามารถช่วยเหลือจื่อเฉินได้เลย”
ท้ายที่สุดแล้วนางกับอี้เจาก็เป็นคนจากเผ่าเดียวกัน ดังนั้นจึงมีสายเลือดเดียวกัน
แต่จื่อเฉินค่อนข้างยุ่งยากกว่า
โหมวเจินชะงักไป จากนั้นก็นึกถึงสถานการณ์ของจื่อเฉินขึ้นมาได้ เหมือนว่าสถานการณ์ทางเขาก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก
สงครามก่อนหน้านี้ดุเดือดมาก จื่อเฉินก็หลงเหลือเพียงวิญญาณสายหนึ่งเท่านั้น
โหมวเจินครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“ข้าจะช่วยเขาเอง”
ถวนจื่อชะงักไป
“ก่อนหน้านี้ภายในร่างกายของจื่อเฉินมีพลังแห่งสายเลือดของข้าอยู่ส่วนหนึ่ง ดังนั้นข้าสามารถช่วยเหลือเขาได้เล็กน้อย”
คำพูดของโหมวเจินทำให้ดวงตาถวนจื่อเปล่งประกาย
ใช่แล้ว!
หากมีการช่วยเหลือจากโหมวเจิน จื่อเฉินจะต้องฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้นแน่นอน!
“ท่านปู่โหมวเจิน ท่านยินดีจะช่วยจื่อเฉินจริงหรือเจ้าคะ”
โหมวเจินหัวเราะออกมา พร้อมลูบศีรษะกลมๆ ของนาง
“จริงแท้แน่นอน”
ด้านหนึ่งเพราะเขารู้สึกผิดต่อเผ่าหงส์ทองคำ ส่วนอีกด้านหนึ่ง พลังแห่งสายเลือดของเขากับจื่อเฉินก็ใกล้ชิดมากกว่าคนอื่นจริงๆ
เรื่องนี้เขายินดีจะช่วยอยู่แล้ว
ถวนจื่อมีความสุขมาก นางรีบหยิบลูกบอลแสงที่มีขนาดเท่าฝ่ามือออกมา
“นี่! จื่อเฉินอยู่ในนี้เจ้าค่ะ! แต่ตอนนี้เขายังไม่ตื่นเลย!”
“เจ้ารักเขามากจริงๆ สินะ”
“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ!”
ถวนจื่อพยักหน้าอย่างแรง
“จื่อเฉินช่วยข้าเอาไว้ตั้งหลายครั้ง! อีกทั้ง…อีกทั้งเขาก็เป็นน้องชายของข้า ในฐานะพี่สาวคนโตข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างใด”
โหมวเจิน “…”
ทั้งสองคนไม่ได้สังเกตเลยว่า ขณะที่ถวนจื่อพูดนั้นวิญญาณภายในลูกบอลแสงเปล่งประกายเคลื่อนไหวเล็กน้อย
โหมวเจินรับลูกบอลแสงนั้นมา
เขากลั้นลมหายใจ รวบรวมสมาธิ จากนั้นก็ใช้พลังแห่งสายเลือดของตัวเองเป็นตัวชี้นำ พร้อมดูดซับพลังที่อยู่โดยรอบด้วย
หลังจากนั้นไม่นาน สีของดวงวิญญาณนั้นก็เหมือนจะเข้มกว่าเดิมเล็กน้อย
ลมปราณที่อยู่ภายในเหมือนจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประสาทสัมผัสของถวนจื่อเฉียบแหลมมาก ตอนนั้นจึงรู้สึกดีใจขึ้นมา
“ท่านปู่โหมวเจินแข็งแกร่งจริงๆ”
โหมวเจินหัวเราะออกเสียง
“อาจจะเป็นเพราะเขาทำพันธสัญญากับเทพเยว่ อีกทั้งที่นี่ก็ยังมีเมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์ พลังวิญญาณของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าที่คาดคิดเอาไว้มาก”
หากเป็นเช่นนี้ เรื่องราวต่างๆ ก็จะง่ายมากยิ่งขึ้น
ขอเพียงแค่ให้ความอบอุ่นกับวิญญาณของจื่อเฉินสักระยะหนึ่ง แล้วค่อยหาทางหลอมกายเนื้อกลับมาอีกครั้ง เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว
เมื่อรู้เช่นนี้ ถวนจื่อก็รู้สึกโล่งอกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
นางหาสถานที่ที่สะอาด จากนั้นก็นั่งลงขัดสมาธิ เตรียมตัวเพื่อช่วยให้อี้เจาฟื้นกำลังกลับขึ้นมาอีกครั้ง
“โอ้ เหตุใดที่แห่งนี้ครึกครื้นอย่างนี้”
ถวนจื่อและโหมวเจินหันกลับไปมองโดยพร้อมเพรียง จากนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
คนที่มาใหม่คือ อวิ๋นมู่เฉิน
เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยได้ช่วยเหลือฉู่หลิวเยว่เอาไว้ ทุกคนจึงปฏิบัติต่อเขาอย่างดี
ชายคนนี้มีท่าทีผ่อนคลาย ไปไหนมาไหนตามใจ และเนื่องจากสถานะที่พิเศษของเขา ผู้คนจึงไม่ค่อยถามถึงเขามากเท่าไร
คิดไม่ถึงเลยว่า เขาจะมาปรากฏตัวที่ภูเขาเฟิ่งหมิงอย่างกะทันหันเช่นนี้
อวิ๋นมู่เฉินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าถวนจื่อ เขาเลิกคิ้วพร้อมรอยยิ้ม แล้วลูบศีรษะของนางด้วย
“เจ้าร้องไห้หรือ”
ถวนจื่อปัดป้องศีรษะน้อยๆ ของตัวเอง พร้อมทำปากจู๋
“นอกจากอาเยว่แล้ว ห้ามใครมาจับผมข้า!”
“เด็กน้อย เจ้ายังอายุไม่มากเลยนะ แต่อารมณ์ฉุนเฉียวน่าดู”
อวิ๋นมู่เฉินหัวเราะออกมา พร้อมโน้มตัวลงมาอยู่ในระดับสายตา มุมปากยกโค้งขึ้น
“ใครก็จับไม่ได้อย่างนั้นหรือ”
ถวนจื่อแค่นเสียงขึ้นจมูก
“แน่นอน!”
“แล้วนกชิงเชวี่ยตัวนั้นเล่า ก็จับไม่ได้ใช่หรือไม่”
……………