ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 15 ร่างศักดิ์สิทธิ์
ตอนพิเศษ ตอนที่ 15 ร่างศักดิ์สิทธิ์
……………
ถวนจื่อชะงักไป
“จะ…เจ้าพูดอันใด”
นกชิงเชวี่ย…ที่ว่าหมายถึงปีศาจแดง
อวิ๋นมู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นพร้อมมองด้วยรอยยิ้ม ในแววตาแฝงไปด้วยความหยอกล้อ
“เป็นอันใดไป ไม่ทำท่าทางดุร้ายแล้วหรือ”
ถวนจื่อจับมือของเขาเอาไว้ นางพูดตะกุกตะกักเพราะความตกใจ
“เจ้ามีวิธีทำให้ปีศาจแดงกลับมาใช่หรือไม่”
อวิ๋นมู่เฉินส่ายหน้าอย่างยิ้มๆ
“พูดยาก”
ถวนจื่อชะงักไป
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่
หากพูดยากแล้วทำไมก่อนหน้านี้
นางมองไปทางคนตรงหน้า หัวใจเต้นระส่ำ
ปีศาจแดงตายไปแล้วจริงๆ นางเห็นกับตาอย่างชัดเจน ไม่มีโอกาสรอดกลับมาแน่นอน
แต่คนผู้นี้…สามารถช่วยเหลืออาเยว่เก็บรักษาเนื้อเพลงฉินได้เป็นหมื่นปี เขาต้องแข็งแกร่งมากแน่นอน
ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีหนทางจริงๆ
“ข้าไม่สนใจ! ถะ…ถ้าวันนี้เจ้าไม่พูดให้ชัดเจน ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้เจ้ากลับไป!”
ถวนจื่อจับแขนของเขาเอาไว้แน่น นางตั้งใจเกาะหนึบอวิ๋นมู่เฉินด้วยความเอาแต่ใจของตนเอง
ถวนจื่อทำปากจู๋ นางลูบหน้าผากของตนเอง
ความจริงแล้วนางไม่ได้รู้สึกเจ็บ แต่คำพูดของอวิ๋นมู่เฉิน ทำให้นางชนะค้างไป
ตอนนี้นางไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว
โหมวเจินเห็นดังนั้นก็ถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“คุณชายอวิ๋น ท่านมีหนทางช่วยจริงๆ หรือ”
ริมฝีปากของอวิ๋นมู่เฉินยกยิ้มขึ้น
“แต่เรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยาก แต่ก่อนหน้านี้ข้าได้ช่วยเสี่ยวเยว่เอ๋อร์ทำการใหญ่มาแล้ว จนตอนนี้ยังไม่ได้รับความดีความชอบอย่างใดเลย แล้วจะให้คุณชายอย่างข้าทำงานหนักอีกครั้งได้อย่างใด”
เขายื่นมือออกมา พร้อมบีบเข้าที่ใบหน้าเล็กๆ ของถวนจื่อ
“หากคุณชายอย่างข้าอารมณ์ดี ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยเหลือเจ้าก็ได้นะ”
ถวนจื่อพองลม
“ถ้าเช่นนั้นต้องทำอย่างใดเจ้าถึงจะอารมณ์ดีเล่า”
อวิ๋นมู่เฉินส่งเสียงหัวเราะออกมา
“เรื่องนั้นก็พูดยากเช่นเดียวกัน”
…
ช่วงเวลาต่อมา ทั่วทั้งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ คนที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขที่สุดนอกจากฉู่หลิวเยว่ก็คือ อวิ๋นมู่เฉิน
แต่เขามีที่มาที่ไปลึกลับ ฝีมือแข็งแกร่ง อีกทั้งยังช่วยเหลือฉู่หลิวเยว่ไม่น้อย ทุกคนจึงได้แต่ปิดตาข้างหนึ่ง
ถวนจื่อไปหาเขาทุกวัน แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้แย้มพรายอะไรออกมาเลย เหมือนกับคำพูดในวันนั้นเป็นเพียงแค่คำพูดหลุดปากเท่านั้น
ต่อมาถวนจื่อก็ไปหาน้อยลง เพราะว่าพลังวิญญาณของอี้เจาค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น
หลังจากนี้อีกไม่นาน อี้เจาก็น่าจะฟื้นขึ้นมาแล้ว
ส่วนเรื่องการหลอมกายเนื้อนั้นไม่ใช่เรื่องยาก กระดูกของเผ่าหงส์ทองคำมีอยู่ในภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงอยู่แล้ว
เพราะมีการช่วยเหลือจากโหมวเจิน ดังนั้นมันจึงแตกต่างออกไป
ยิ่งกว่านั้นจื่อเฉินมีพันธสัญญากับฉู่หลิวเยว่ อาศัยเพียงแค่พลังของพันธสัญญานี้ก็สามารถทำให้สถานการณ์ของเขาแตกต่างไปกว่าเดิมแล้ว
เรื่องหลายอย่าง เวลาทำไปแล้วก็เป็นเรื่องง่ายมาก
แต่ถวนจื่อไม่ได้บอกคำพูดของอวิ๋นมู่เฉินนั้นให้กับฉู่หลิวเยว่ฟัง นางเก็บความลับเอาไว้อย่างระมัดระวัง พยายามสงบสติอารมณ์แล้วรอต่อไป
บางที…
อาจจะมีความเป็นไปได้
…
วันหนึ่งฉู่หลิวเยว่นั่งอยู่ภายในห้องพักของตนเองตามปกติ
ตรงหน้าของนางคือกระดานหมากรุก
และตรงข้ามกระดานหมากรุกก็มีคนอยู่อีกผู้หนึ่ง
ผมสีม่วงตาสีม่วง ท่าทางสูงส่ง
หากมองจากระยะไกลแล้วจะเห็นว่าเขามีท่าทางน่าเอ็นดู แต่ถ้ามองในระยะใกล้จะเห็นถึงลมปราณที่บีบบังคับผู้คนที่ไม่สามารถปกปิดได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใบหน้าเล็กน่าเอ็นดูนั้นกลับเต็มไปด้วยความเย็นชา อีกทั้งยังดูสูงส่ง เฉยเมย ไม่กล้าอาจเอื้อม
ฉู่หลิวเยว่ถอนหายใจออกมา
ตั้งแต่กลับมาจากพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเกรงขามบนร่างกายของพี่เป่าก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
อาจจะเป็นเพราะ เขาหวนคืนตำแหน่งมหาปุโรหิตแล้ว…
แน่นอนว่าเขาดุร้ายและเข้มงวดมาก
แต่สำหรับเทพเยว่ มหาปุโรหิตเหมือนพ่อ เหมือนพี่ชาย และส่วนใหญ่ก็เป็นอาจารย์ แม้เขาจะดีต่อนางมาก แต่ก็เข้มงวดมากเช่นกัน
แต่สำหรับซั่งกวนเยว่หรือฉู่หลิวเยว่ การกระทำของเขาจะอ่อนโยนลงเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่านางยังถือหมาก แต่ก็ยังไม่ยอมวางเสียที พี่เป่าจึงกล่าวเตือนด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
ฉู่หลิวเยว่ชะงักไป จากนั้นก็โยนตัวหมากลงไปที่โถด้านข้าง
“ไม่เล่นแล้ว”
พี่เป่าเงยหน้าขึ้นมอง เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้านางถูกเขามองเช่นนี้ นางจะต้องหยิบหมากมาวางต่ออย่างเชื่อฟังแน่นอน
แต่ในตอนนี้
นางบิดขี้เกียจ ท่าทางผ่อนคลายและเกียจคร้าน แล้วพูดอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า
“วันนี้ข้าง่วงแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นใหม่นะ”
หลังจากนั้นตั้งครรภ์ นางก็แทบจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ มีเพียงอย่างเดียวคือความง่วง
ทุกคนล้วนรู้ว่า ถ้านางง่วงนอนก็ต้องปล่อยให้นางนอน
ตอนนี้เมื่อยกคำพูดเหล่านี้มา พี่เป่าจึงหมดคำพูดที่จะโต้เถียง
พี่เป่าจ้องหน้านางอยู่ครู่หนึ่ง
“…ช่วงนี้เจ้าแอบอู้บ่อยขึ้นแล้วนะ”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ตำหนิอะไร
เขาสะบัดนิ้ววางหมากกลับไป
“วางกระดานไว้ที่นี่แหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาเล่นต่อ”
ฉู่หลิวเยว่พูดเสียงเบา
“เจ้าก็อยู่ที่นี่ทุกวัน ใครจะมาเก็บไปได้”
เดิมทีนางคิดว่าสิบสามผู้พิทักษ์เยว่จะศึกษาเรื่องคลอดของนางอย่างดี แต่คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่คล่องแคล่วที่สุดจะเป็นพี่เป่า!
นับตั้งแต่ที่รู้ว่านางตั้งครรภ์ เขาก็มาเล่นหมากกับนางที่นี่ทุกวันไม่ขยับไปไหน
แม้ความแข็งแกร่งของท่านเทพจะไม่ได้ด้อยไปกว่าเขา หรืออาจจะสูงกว่าเขาก็ได้ แต่…
“เป็นอันใดไป อยากให้หรงซิวเข้ามาอย่างนั้นหรือ”
อาจจะเป็นเพราะความสัมพันธ์ที่คล้ายพ่อ คล้ายพี่ชาย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เกรงใจหรงซิวมากนัก
“หรือว่าจะยอมเขาจนเคยชินแล้ว”
พี่เป่าพูดออกมาอย่างไม่รักษาน้ำใจ
ฉู่หลิวเยว่ “…”
พูดแทงใจดำ!
ก่อนหน้านี้นางยังไม่ได้ฟื้นความทรงจำและความแข็งแกร่ง ไม่อย่างนั้นนางไม่มีทางพึ่งพาหรงซิวจนสุดตัวแบบนั้นแน่นอน
นางหัวเราะขึ้นเสียงเบา
พี่เป่าพูดเสียงเรียบต่อว่า
“ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าคลอดลูกออกมาแล้วมีคุณสมบัติแย่กว่าพวกเจ้าสองคน แบบนั้นมันน่าขายหน้า”
ฉู่หลิวเยว่
“…แน่ใจหรือว่าข้ามีคุณสมบัติแย่ ถ้าความจริงแล้วมันเป็นเพราะหรงซิวเล่า”
ท่านเทพที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องก็จามออกมา
พี่เป่าเลิกคิ้วมองนาง
“หื้ม?”
ฉู่หลิวเยว่โดนมองจนรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย ดังนั้นซึ่งลูบจมูกตัวเอง
“…เข้าใจแล้ว ข้าเองที่แย่”
แม้ใบหน้าจะยอมจำนน แต่ในใจกลับกร่นด่า สองคนนี้เก่งจนบ้าไปแล้ว
พี่เป่าลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน
“ในเมื่อเจ้าง่วงแล้ว เจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ”
เมื่อพูดจบเขาก็เตรียมตัวเดินออกไป
“ช้าก่อน!”
ฉู่หลิวเยว่รีบเรียกเอาไว้
พี่เป่าหันมามองนาง
“มีอันใดอย่างนั้นหรือ”
“มี!”
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้า แต่คำพูดติดอยู่ที่ปาก ตอนจะพูดออกไปนางก็รู้สึกลังเล
หลังจากผ่านไปสักพักนางก็ถามเพื่อนว่า
“…ปัญหาเรื่องร่างศักดิ์สิทธิ์…เจ้าคิดว่าจะทำอย่างใดต่อไป”
ไม่ต้องพูดถึงหลานเซียว ตัวเขานั้นไม่มีปัญหาอะไร
ผู้อาวุโสลำดับห้าก็กำลังรักษาตัว หากเขาพบโอกาสดีๆ ก็สามารถใช้ทัณฑ์สวรรค์สีทองหลอมร่างศักดิ์สิทธิ์ได้
แต่…พี่เป่านั้นมีปัญหาเล็กน้อย
หากเขาต้องการหลอมร่างศักดิ์สิทธิ์ใหม่อีกครั้งก็จำเป็นที่จะต้องทำให้ร่างศักดิ์สิทธิ์นี้เสียหายเสียก่อน
มหาปุโรหิตแห่งพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์มีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย เขาไม่ควรอยู่ในร่างศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ตลอดไป
แต่หากต้องการ เขาก็จะต้องทนทุกข์ทรมานกระดูกแหลกวิญญาณกระจายอีกครั้ง