ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 28 สมรู้ร่วมคิด
ความคิดนั้นปรากฏขึ้นมาภายในสมองของเขา
คิ้วของหรงซิวกระตุกขึ้น
เขาบีบจมูกของตัวเอง
ไม่ใช่ น่าจะเป็นไปไม่ได้
เขาโชคดีมาโดยตลอด ในสถานการณ์เช่นนี้…เรื่องแบบนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเขา
“ไม่มีอันใด”
เขากดจูบลงที่ริมฝีปากของนาง
“ข้าเพียงแค่กำลังคิดว่า หากคลอดลูกแล้ว เรื่องการสอนนั้น ข้าอาจจะไม่สามารถทำได้”
ฉู่หลิวเยว่ “…”
แม้ว่านางอยากจะโต้เถียง แต่เมื่อนึกถึงพี่เป่าและคนอื่นๆ ที่ยืนหยัดต่อมา
“ให้ความรู้ก่อนคลอด”
คำพูดของนางก็ติดอยู่ที่บริเวณลำคอ ไม่ว่าอย่างไรก็พูดออกมาไม่ได้
อื้ม…สิ่งที่หรงซิวพูดมานั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล…
นางครุ่นคิดแล้วพูดขึ้นว่า
“ไม่เป็นอันใด เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะต้องพยายามต่อสู้เต็มที่เพื่อเจ้า!”
หรงซิวมองนางด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“หื้ม?”
ฉู่หลิวเยว่แค่นหัวเราะเบาๆ
“ไม่เชื่อข้าหรือ”
แน่นอนว่านางรู้
หรงซิวดึงนางเดินไปด้านหน้า ขณะนั้นนางก็คิดว่าหรือควรจะสร้างกายเนื้อให้กับผู้อาวุโสลำดับห้าใหม่โดยเร็วที่สุด
อื้ม การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาและพลังงานมาก ยิ่งมีคนมากก็จะยิ่งดี
…
หลินจือเฟยยังคงสลบไสล ยังดีที่การป้อนยาดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เมื่อหนึ่งวันผ่านไป สีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้น
น้องแปดนั่งอยู่ที่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งจับปลายคาง ความง่วงแผ่กระจายขึ้นมา จากนั้นนางก็เริ่มหาว
นางรู้สึกง่วงนอนมาก ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้นางถูกเรื่องของเยี่ยนชิงเข้ามารบกวนจิตใจ ดังนั้นซึ่งไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มาหลายวันแล้ว
ตอนนี้นางกำลังยุ่งอยู่กับงาน หลังจากที่รักษาสภาพร่างกายของหลินจือเฟยให้อยู่ในสถานการณ์คงที่ จิตใจนางก็ผ่อนคลาย และเริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมา
นางกำลังจะหลับ แต่ภายในสมองกลับนึกถึงภาพเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้นมาได้
เยี่ยนชิงต้องการจะพูดอะไรกับนางกันแน่
ตอนนั้นนางกำลังโกรธ ดังนั้นจึงผลักตัวเขาออกไปโดยตรง
แต่ตอนนี้กลับนึกเสียใจขึ้นมา
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นคนพูดน้อย น้อยครั้งมากที่เขาจะเป็นฝ่ายเข้ามาคุยกับนางก่อน
นางควรจะฟังให้จบก่อนแล้วค่อยโมโห…
นางนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความหงุดหงิด
เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงเอามือปิดหน้าอย่างอดไม่ได้
แบบนี้มันไม่มีวี่แววเลยจริงๆ
อีกฝ่ายกำลังจะเข้ามาพูดกับนาง แต่นางกลับไล่เขาไปแบบนั้น
แต่สุดท้ายก็ไปแล้ว!
น้องแปดทำปากจู๋ นางรู้สึกว่าช่วงนี้นางอารมณ์ไม่ดีมาก
นางหันไปมองด้านนอกอย่างอดไม่ได้ ฟ้ากำลังจะมืดแล้ว
“เหตุใดไอ้เด็กเจี่ยนเฟิงฉือยังไม่มาอีก”
…
“ข้าว่าบาดแผลของเจ้าสาหัสมากเลยทีเดียว หากรักษาช้ากว่านี้อีกหน่อย เกรงว่าแขนข้างนี้ของเจ้าก็คงจะใช้งานไม่ได้แล้ว”
หลังจากเจี่ยนเฟิงฉือดูบาดแผลของเยี่ยนชิง จากนั้นก็ช่วยเปลี่ยนยา แล้วพันผ้าพันแผลใหม่อีกครั้ง
ขณะที่พูดเขาก็หยิบขวดหยกออกมา แล้ววางไว้บนโต๊ะ
“ด้านในนี้คือยา กินวันละหนึ่งเม็ด ด้านในนี้มีเพียงแค่สามเม็ดเท่านั้น แต่บาดแผลของเจ้ายังต้องรักษาไปอีกครึ่งเดือน เดี๋ยวข้าจะกลับไปหลอมยาให้ใหม่”
เยี่ยนชิงได้ยินดังนั้นก็พูดเสียงเรียบ
“บาดแผลเล็กน้อยไม่เป็นอันใด”
เขาหันไปมองทางด้านนอก แล้วกล่าวเตือนว่า
“เจ้ากับเสินสื่อลำดับที่แปดผลัดเปลี่ยนเวรกันดูแลคุณชายสี่ตระกูลหลิน ตอนนี้คงจะถึงเวลาแล้วล่ะ”
เจี่ยนเฟิงฉือจึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ จากนั้นก็รีบตบหน้าผากตัวเอง
“เกือบลืมไปเลย!”
เดิมทีตอนบ่ายเขากำลังรวบรวมสมุนไพรที่หลินจือเฟยต้องการ แต่ตอนนั้นอวี๋มั่วก็รีบวิ่งเข้ามาหาอย่างกะทันหัน เราบอกว่าเยี่ยนชิงได้รับบาดเจ็บ จึงเชิญให้เขาไปตรวจอาการหน่อย
เขารู้นิสัยและความสามารถของเยี่ยนชิงดี หากไม่ได้บาดเจ็บสาหัสจริงๆ อีกฝ่ายน่าจะไม่มาเรียกเขาแน่นอน เขาจึงรีบเดินทางมาทันทีโดยไม่ลังเล
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เขาต้องใช้เวลาจัดการเป็นเวลานาน
เขารีบพุ่งตัวออกไป จากนั้นก็ยังหันกลับมาพูดว่า
“ขอบคุณมาก”
เจี่ยนเฟิงฉือสะบัดพัด จากนั้นเงาร่างก็หายไปอย่างรวดเร็ว
เยี่ยนชิงยืนอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง
อวี๋มั่วกลับไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
ตอนนี้ที่แห่งนี้ก็เหลือเขาเพียงคนเดียว
ในอากาศยังมีกลิ่นคาวเลือดหลงเหลืออยู่เจือจาง
เยี่ยนชิงเอนตัวไปด้านหลัง เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วถอนหายใจออกมา
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ ตอนที่คุยกับอวี๋มั่ว เขาอธิบายไม่หมด
ที่เขาพูดว่าเวลามีน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาการบาดเจ็บของหลินจือเฟยรอไม่ได้ อีกส่วนหนึ่ง…เขาอยากกลับมาที่นี่เร็วๆ
คืนวันนั้นเขายืนเงียบๆ อยู่ที่หน้าประตูทั้งคืน
ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าคืนนั้นนางไม่ได้นอนทั้งคืน นางพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงทั้งคืน บางครั้งก็ส่งเสียงพึมพำ เหมือนกำลังด่าคน ท่าทางหัวเสียมาก
บางคำเขาก็ได้ยินชัดเจน บางคำก็คลุมเครือ
ส่งผลทำให้อารมณ์ของเขาขึ้นๆ ลงๆ ด้วย
เพราะเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจจะไปพบท่านเทพ
เขาสามารถสัมผัสได้อย่างคลุมเครือว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
ดังนั้นเขาจึงไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว และไม่อยากยืดเวลาออกไป
เขาไม่เคยรู้สึกทรมานอย่างสิบวันนี้มาก่อน ครั้งนี้เขารู้สึกว่าทุกนาที ทุกวินาทีช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า
แต่ถ้าเขากลับมา มันก็เหมือนจะสายเกินไปแล้ว
ประเด็นสำคัญก็คือ นางไม่อยากจะพูดคุยกับเขาเลยสักประโยค
นางมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
เหมือนว่าเขา…พลาดอะไรบางอย่างไป
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็เดินกลับเข้ามาในห้อง
ตอนที่เดินผ่านโต๊ะ เขาก็หยิบขวดหยกขึ้นมามองครู่หนึ่ง
ก่อนที่จะจากไปเจี่ยนเฟิงฉือกำชับให้เขากินยาตรงตามเวลา
หัวใจของเยี่ยนชิงสั่นไหวเล็กน้อย
เขาออกแรงที่ฝ่ามือ จากนั้นขวดหยกและยาที่อยู่ภายในนั้นก็กลายเป็นผุยผง
…
เจี่ยนเฟิงฉือมาสายจริงๆ
เดิมทีน้องแปดรอจนง่วงแทบจะทนไม่ไหวแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเจี่ยนเฟิงฉือมาถึง สติของนางก็แจ่มใสขึ้นมาในทันที
“เจี่ยนเฟิงฉือ! เจ้าอยากตายหรือ! เจ้าคิดจะให้ข้าเหนื่อยตายอย่างนั้นใช่หรือไม่”
เจี่ยนเฟิงฉือรู้ว่าไม่สามารถยั่วโมโหคนผู้นี้ได้ ดังนั้นจึงรีบร้องขอความเมตตา
“แค่กๆ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ระหว่างทางเกิดเรื่องเล็กน้อยจึงทำให้ข้าล่าช้า”
น้องแปดกอดอกแล้วหัวเราะเยาะ
“ล่าช้าอันใดกัน มีอันใดอย่างนั้นหรือ หรือว่าเสี่ยวหงอวี่เอาแต่วอแวเจ้า ไม่อยากให้เจ้ามา”
นอกจากมู่หงอวี่แล้ว นางก็คิดไม่ออกว่าใครที่จะสามารถทำให้เจี่ยนเฟิงฉือเสียเวลาได้
เจี่ยนเฟิงฉือได้ยินดังนั้นก็สำลักไป หลังจากผ่านไปสักพักเขาก็พูดขึ้นว่า
“มันต้องมีวันนั้นแน่นอน”
เขาเดินมาที่ข้างเตียงหลินจือเฟย และเริ่มจับชีพจรของเขา
เขาตรวจอาการไปด้วย พร้อมพูดว่า
“ถ้ามิใช่เพราะแม่ทัพสวรรค์ฝ่ายซ้ายได้รับบาดเจ็บ คุณชายอย่างข้าจะมาสายได้อย่างใด หากจะโทษ ก็ให้ไปโทษเขาดีกว่า!”
น้องแปดชะงักไป
“เยี่ยนชิงได้รับบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ”
……………